ตอนที่3
ออกเดินทาง
กราบสวัสดีนักเดินทางที่ท่องมายังโลกแห่งนี้ดิฉันเป็นักประวัติศาสตร์ที่สวย ฉลาด และน่ารักที่สุดของดาวโอไรอัส
ไหนๆพวกคุณก็กำลังจะเดินทางตามเด็กหนุ่มหน้าสวยคนหนึ่งไปยังดินแดนแห่งเทคโนโลยี เกาะกลางทะเลยูโทเปียแล้วในฐานะไกด์นำทางที่ศึกษาทวีปนี้เกือบทุกซอกทุกมุมจะอธิบายพวกท่านเกี่ยวกับโลกแห่งนี้เอง
โอไรอัสแบ่งออกเป็สองส่วนคือเขตราชันย์ ซึ่งขึ้นตรงกับเผ่าพันธุ์ทั้งห้าที่ปกครองดินแดนแบ่งออกเป็ห้าส่วนได้แก่
เขตเทพ ปกครองโดยราชวงก์โฮลิออซ มิลแลนเทียส เผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่คือเทพหรืออีกชื่อเรียกว่าปีก์ เอลฟ์และเผ่าธาตุแสงดินแดนแห่งนี้นับว่าเป็คู่กัดคู่แค้นของเขตปีศาจแต่หลังๆมาความตึงเครียดก็เริ่มเบาลงแล้ว
เขตปีศาจ ปกครองโดยราชวงก์ของจอมมารทั้งเจ็ด เผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่คือปีศาจ แวมไพร์ดาร์กเอลฟ์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีธาตุมืดในตัวสูง
เขตจิ้งเหลนเอ้ย!ั ปกครองโดยผู้สืบสายสกุลเทียเมียซิสที่สืบสายเืจากจักรพรรดินีเทียแมท ผู้นำของเหล่าัจากอดีตกาลเผ่าพันธุ์ก็ัหลากหลายสายพันธุ์
เขตอสูร เผ่าพันธุ์ที่ปกครองไม่แน่นอน เพราะมีการแข่งขันคัดราชันคนใหม่ขึ้นทุก50ปี เผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่คือสิงสาราสัตว์ทั้งหลายอสูรและฮาร์ปบีสอีกหลายร้อยชนิด
เขตยักษา ปกครองโดยราชวงก์ไฮเทอร์เรียน ไททาเนียส เผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่ก็ั์ ออร์คคนแคระ(แต่กำลังไม่แคระ)นับว่าเป็ทวีปที่มีขนาดพื้นที่มากที่สุดเพราะมีแต่คนตัวใหญ่
ต่อจากนั้นก็ตามมาด้วยเหล่าเขตการปกครองตนเองยิบย่อยมหาสมุทรกับเกาะอีกมากมาย ยูโทเปียที่เราจะเดินทางไปก็เป็หนึ่งในนั้น กล่าวมาทั้งหมดนี้กินเนื้อที่60%ของดวงดาว และอีกส่วนคือ.....
……………………………….
สองวันต่อมา…..
เช้าตรู่ ณ สถานีรถรางใหญ่แห่งแดนั สิ่งมีชีวิตมากหน้าหลายตาคึกคักเสียงดังจนแทบแยกไม่ออกณ ชานชาลาเข้าสู่เมืองยูโทเปีย ประเทศเกาะใจกลางมหาสมุทร โซนนี้ถูกแยกอย่างเป็เอกเทศไม่ให้คนที่ไม่มีตั๋วซึ่งต้องจองมาก่อนเข้าเป็ห้องกระจกปิดมีระบบปรับอากาศและที่นั่งรอรถเป็โซฟานุ่มดูล้ำสมัยรอสบายกว่าชานชาลาอื่นอย่างชัดเจน ผิดกับราคาค่าตั๋วที่จับต้องได้แค่ต้องแปลงค่าเงินจ่ายซึ่งจำกัดวงเงิน และมีบัตรเดินทางเข้าประเทศที่ทำยากแสนยาก
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งหลายคนอาจสับสนว่าเป็เด็กสาวแต่งกายแบบบุรุษนั่งรอรถกำลังถอนหายใจเป็รอบที่เท่าไหร่ไม่อาจทราบ สีหน้ามืดมนคล้ายหมดอาลัยชีวิตสักพักจึงััได้ถึงบางอย่างเหนียวๆจิ้มข้างผิวแก้ม
“พี่กินไหม” มือน้อยๆของลูกพี่ลูกน้องกำลังยื่นขนมปังกรอบเคลือบน้ำตาลหยิบออกมาจากถุง ทิ่มแก้มเขาคล้ายจะแบ่งให้ทานด้วย ทั้งที่อยู่กันมาตั้งนานไม่เห็นเคยแบ่งเป็ฝ่ายแย่งเขาทานด้วยซ้ำ ดวงตาสีอำพันคล้ายเป็ห่วงเขามั้ง?
“ขอบใจ” พูดจบก็ยื่นหน้าไปงับของแบ่งกิน เคี้ยวช้าๆคล้ายฆ่าเวลาดวงตาหม่นหมองไร้แววประหนึ่งคนใกล้ตาย ทำให้เด็กหญิงพูดหยอกล้อ
“เมื้อกี้หนูแบ่งของกินให้ พี่ครุสทำท่าเหมือนหมาเลย”เทียตั้งใจพูดยั่วโมโห แต่เหมือนจะไม่ได้ผลนักผู้เป็พี่ชายยังคงนิ่งซึมไม่สมอายุที่มากกว่า เด็กหญิงก็ไม่ได้เก่งการใช้คำพูดเท่าไหร่และไม่ได้คิดซับซ้อนนักจึงปล่อยเลยตามเลย
เมื่อถึงวันที่เขาต้องไป แม้จะทำใจไว้แล้วแต่ความกังวลก็ยังไม่ตัดออกจากสมอง ั้แ่ออกจากบ้านนั่งหลังแม่ในร่างัที่บินมาส่งเขาก็เหม่อลอยจนเกือบได้เหินฟ้า ร่างแหลกกระแทกดินอยู่รอบหนึ่ง
อาเซเรียสะกิดให้ครุสรู้สึกตัว เด็กหนุ่มหันมาฝืนยิ้มให้แม่เธอถอนหายใจอย่างอดไม่อยู่ เพราะใจจริงก็ไม่อยากให้ลูกจากไปเท่าไหร่จึงข่มอารมณ์แล้วหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพาย
“ครุส นี่คือลูกบาศก์เงิน ถือว่าเป็กระเป๋าเงินของยูโทเปียพวกเขาใช้จ่ายกันผ่านในนี้ มีหน่วยค่าเงินเป็ยูท เงินของแม่แลกให้ไปใช้ให้ระวังค่าเงินที่นั่นถ้าเทียบกันแล้วสูงกว่าบ้านเรานะ แล้วเก็บไว้ให้ดีอย่าทำหายล่ะ”หญิงสาวยื่นลูกบาศก์สี่เหลี่ยมจัตุรัสมาให้ เมื่อครุสจับมันตัวเลขจำนวนเงินก็เรืองแสงปรากฏตรงด้านหนึ่งของลูกบาศก์
หน่วยเงินในเขตราชันย์เป็ดังนี้
10 เหรียญทองแดง เท่ากับ 1 เหรียญเงิน
100เหรียญเงิน เท่ากับ 1 เหรียญทอง
(แต่ถ้าเป็เขตปกครองตนเองจะมีหน่วยเงินที่แล้วแต่เขตกำหนดเช่นยูโทเปียที่หน่วยเงินเป็ยูท)
“ตอนนี้มันยังใช้จ่ายไม่ได้จนกว่าลูกจะถึงยูโทเปียแล้วก็นี่…แม่มีของจะให้อีก” พูดจบอาเซเรียจึงยื่นกล่องกำมะหยี่สีดำให้ครุสเด็กหนุ่มเพียงแค่แง้มกล่องแล้วรีบปิดด้วยความเร็วสุดที่มือจะทำได้เมื่อกี้ไม่มีใครเห็นใช่ไหมนะ
“แม่….นี่มัน” พูดไม่ออกแล้วมองมารดาคล้ายไม่อยากเชื่อสีหน้าจากหม่นหมองพลันเปลี่ยนเป็ตกตะลึงอาเซเรียเพียงแค่ยกนิ้วชี้เรียวทาบที่ริมฝีปาก พร้อมยิ้มบางเป็เชิงว่าเงียบๆไว้
“แม่ไม่ยอมเสียหน้าพ่อหรอกนะ อีกสองนาทีรถรางก็จะมาแล้ว เรามานั่งรอกัน”เธอพูดขึ้นพร้อมนั่งคอยรถรางด้วยกันกับลูกชายและหลานสาวไม่นานผู้เป็หลานสาวก็พูดขึ้น
“อ้ะ เทียได้ยินเสียงรถรางแล้ว รถมาแล้วพี่ครุส”เด็กหูไวรีบวางขนมแล้วลุกขึ้นลากแขนพี่ชายทันที แต่กำลังกายันั้นมหาศาลทำให้ครุสเหมือนโดนดึงออกจากโซฟาแทบล้มทั้งนั่ง ต้องเดินตามแรงไปอย่างช่วยไม่ได้
“เทีย อย่าลากพี่” เขาเอ็ดใส่เทียพลางปรับสีหน้าเป็ปกติแต่ในใจยังคงวุ่นวายด้วยความรู้สึกนับไม่ถ้วนรวมกันทั้งความเศร้าแปลกๆหาสาเหตุไม่ได้ ความกลัวที่จะเผชิญปัญหา ความเป็ห่วงครอบครัวความคิดถึงพี่สาวที่ไม่ได้พบหน้ามากว่า1ปีความหวังที่จะได้เจอประสบการณ์ใหม่ที่ดี
แต่เพียงเสี้ยววินาทีเมื่อหันกลับไปมองครุสได้เห็นดวงตามรกตของแม่ที่ไม่เคยร้องไห้กลับมีน้ำตาคลอเบ้าก่อนจะโอบกอดลูกชายของตน ด้วยส่วนสูงต่ำกว่าเล็กน้อยจึงเอาคางพาดไหล่ผู้เป็บุตร
"โห่ ท่านอาขี้โกงที่สุดกอดแต่พี่ครุสคนเดียวได้ไง"เด็กน้อยหัวขาวเห็นภาพตรงหน้าก็รีบไปสมทบด้วยอีกคนภาพสามคนกอดกันกลมอย่างอบอุ่นทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นอมยิ้ม
เสียงจากผลึกเวทมนตร์กระจายเสียงประจำสถานีดังเตือนรถรางไม่มีล้อสีขาวหัวขบวนเรียวยาวคล้ายหัวงูมันลอยเหนือรางเล็กน้อยวิ่งมาด้วยความเร็วชะลอหยุดจอดที่ชานชาลา พอเห็นประตูเปิด ผู้เป็แม่จึงค่อยๆปล่อยอ้อมกอดและกลั้นใจพลิกหลังลูกชายดันเข้ารถไป
"ครุส จงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแม่จะอยู่ข้างลูกเสมอ"ครุสที่ถูกฝูงชนดันเข้ารถรางตามมาจึงไม่ได้เห็นหน้ามารดาชัดเจนและไม่ได้ยินประโยคท้าย แต่ก็กล่าวลาแม่ของตน ก่อนจะโดนคลื่นผู้โดยสารผลักจนไหลผ่านประตู
"แน่นอนแม่ ลาก่อนครับ เทียก็อย่าซนล่ะ!"
"ลาก่อนน้า!"เทียะโพร้อมโบกมือลา ประตูสีขาวของรถรางค่อยๆปิดลง และแล่นออกจากสถานีด้วยความเร็วจนลับตาไป
"แม่ขอโทษ"คำแ่เบาเอ่ยแม้คนที่้าให้อภัยไม่อยู่แล้วทำนบน้ำตาที่กลั้นไม่ไหวไหลออกมาเปื้อนแก้มนวล อารมณ์ที่เก็บไว้ตลอดมาหลุดเล็ดออก
"ท่านอาเป็อะไรไหมคะ"เด็กหญิงที่เห็นน้ำตาของผู้เป็อาครั้งแรก ถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงปนใทำไม่นี้คนใกล้ตัวเธอถึงร้องไห้บ่อยนักนะ
"อาไม่เป็ไร กลับกันเถอะ"เธอรีบใช้นิ้วปาดน้ำตา เก็บสีหน้าอารมณ์แล้วหันหลังเดินกลับไป ปล่อยให้เ้าตัวน้อยยืนงงและเดินตามผู้เป็อาอย่างช่วยไม่ได้
……………………………
ครุสรู้สึกเหมือนว่าแม่ของเขายังคงจ้องมองมา แต่ก็ไม่หันหลังกลับไป เพราะความพยายามที่บ่มเพาะมาถึงสองวันอาจลงไปกองกับพื้นได้ง่ายๆเ้าตัวจึงรวบรวมความกล้า กวาดตาสำรวจยานพาหนะแปลกๆนี้อย่างถี่ถ้วนั้แ่รูปร่างภายนอกเหมือนกระบอกยาวดูพิลึกพิลั่นพอเข้ามาภายในก็ยิ่งแปลกใจขึ้นไปอีก
เพราะมันสะอาดสะอ้านดูเรียบหรูราวกับรถของคนมีอันจะกินภายในห้องโดยสารเป็ทรงโค้งออกแบบให้โปร่งกว้างไม่อึดอัดในรถไม่อับร้อนมีความเย็นกระทบกายเรื่อยๆทั้งยังวิ่งนุ่มไม่ะเืให้ปวดก้นทว่าแถวบ้านเขายังใช้แต่รถม้าอยู่เลยหรูสุดก็รถโดยสารพลังธาตุที่ค่าโดยสารหรือซื้อมาสักคันก็แพงหูฉี่ ส่วนรถรางก็ช้าจนสิ่งมีชีวิตหลายตนวิ่งตามทันขี่ม้าเอายังเร็วกว่า
ถ้าพูดถึงสิ่งประดิษฐ์จากยูโทเปียเขาเองก็ไม่ค่อยได้เห็นวัตถุเ่าั้เท่าไหร่แต่หากรถโดยสารทั่วไปยังหรูล้ำแบบนี้ อีกทั้งค่าตั๋วก็ไม่แพงคำว่าเมืองที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลกคงไม่เกินจริง
ทำไมถึงเป็ประเทศที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดงั้นหรือ? ก็เพราะว่าเป็แห่งเดียวในโลกที่ยกเลิกการค้าทาสโดยสมบูรณ์ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานนับว่าดีที่สุด ไม่พึ่งพาพลังแฝง แต่พึ่งสิ่งประดิษฐ์แบบเข้าถึงได้ทุกคน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางฐานะต่ำถ้าเทียบกับประเทศอื่นในโอไรอัสประชากรทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถยอมรับความแตกต่างได้ง่ายหากไม่มาจำกัดสิทธิ์กันบาเซนไฮด์จึงเป็ตัวเลือกลัดของเด็กหลายคนที่อยากมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
ด้วยเหตุนี้ หลายเผ่าจึงมองว่าที่นี่เป็ประเทศของคนอ่อนแออ่อนแออีท่าไหนถึงเป็ศูนย์กลางของโลกเจริญรุ่งเรืองและเป็อิสระจากทุกขั้วอำนาจได้ล่ะนั่น
แต่ก็ไม่ใช่ทุกเผ่าที่มีสิทธิเป็ประชากรของเมืองนั้นได้อย่างน้อยต้องมีสติปัญญา ไม่ก้าวร้าวเกินไปเข้าใจกฎเกณฑ์ที่เป็นามธรรมและยอมรับปฏิบัติตามได้ สื่อสารโดยเสียงหรือร่างกายรองรับอุปกรณ์แปลงภาษาขนาดคนนอกประเทศเข้ามาเพื่อท่องเที่ยวค้าขาย ยังต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดมีบัตรเดินทางเข้าประเทศที่ขั้นตอนยุ่งยากเงื่อนไขเยอะพวกผิดสัญญาหรือนอกกฎหมายโดนไล่ตะเพิดกลับไปก็ไม่น้อยดูคล้ายกับประเทศปิดในหลายๆแง่ ผิดกับเขตราชันย์ต่างๆที่เข้าออกกันได้ง่ายๆไม่ต้องมีการตรวจสอบอะไรเยอะแยะ
แต่น่าแปลก เขามั่นใจว่าไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนแต่แม่เขาบอกว่าเขาเข้าเมืองได้เลย เพียงแค่ยกบัตรเชิญของบาเซนไฮด์ขึ้นมาให้ตายสิมีแต่เื่ให้ข้องใจ
"เอ...ที่นั่งที่114 งั้นเหรอ...."ครุสเลิกอึ้งแล้วหาที่นั่งขณะมองแถวเก้าอี้เบาะเรียงยาวจนไม่เห็นจุดสิ้นสุดของขบวนอยู่ในสายตาจึงตัดสินใจถามพนักงานต้อนรับแถวนั้น
ดูท่าหลังจากเข้ายูโทเปียไปเขาต้องพูดแต่ภาษากลางแทนภาษาบ้านเกิดอย่างั ต้องขุดคลังคำศัพท์ในหัวออกมาใช้ให้คล่อง
ภาษากลางเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนมีทั้งภาษาพูดและเขียนเป็ภาษาสามัญที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนมันถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อลดความขัดแย้งและกำแพงระหว่างเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญา แต่ก็มีบางชุมชนในโลกที่ไม่ใช้ภาษานี้เช่นกัน
"ขอโทษครับคุณป้า เอ้ยคุณน้า"รีบเปลี่ยนสรรพนามทันทีหลังจากที่เห็นพนักงานหญิงวัยทองปล่อยอารมณ์ขุ่นมัวออกมาดูจากหน้าก็อดใจไม่พลั้งปากเรียก'คุณยาย'อย่างมีมารยาท
"โฮะๆมีอะไรเหรอจ้ะ" ท่าทีที่เปลี่ยนไปทันควัน ทำครุสกลอกตามองบนแต่ก็ถาม
"ที่นั่ง114อยู่ตรงไหนครับ?"
"โอ้ ดีแล้วที่มาถามพี่อืม...อยู่ตรงสุดโบกี้นี้ฝั่งซ้ายมือเลย"พนักงานมองตั๋วชี้ไปตรงสุดโบกี้ที่ติดกับช่องโบกี้ถัดไปครุสขอบคุณแล้วเดินไปหาที่นั่ง
"พอยุคสมัยมันเปลี่ยน คนก็เปลี่ยนเดี๋ยวนี้วัยรุ่นผู้หญิงชอบแต่งชายกันเยอะนะเนี่ย"พนักงานวัยทองพูดกับตัวเองแล้วกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเหมือนเดิม
"114ตรงนี้สินะ"ครุสพึมพำก่อนจะมองหมายเลขที่นั่งในตั๋ว จนเดินมาเจอตำแหน่งของตน สลักเลขตรงกับที่เบาะซึ่งมีกระเป๋าวางอยู่และผู้นั่งข้างๆเก้าอี้หมายเลขของเขาอยู่ก่อนแล้ว
รถรางที่นี่เป็เก้าอี้เบาะหนังสี่ตัวหันสองที่นั่งเข้าหากันมีผู้นั่งอยู่ก่อนแล้วถึงสามคน เบาะสุดท้ายด้านในติดหน้าต่างที่ว่างคงเป็ของเขามีกระเป๋าวางไว้ เหมือนเด็กสาวข้างๆจะรู้ตัวจึงรีบเอากระเป๋าตนขึ้นตักเบี่ยงหลบขาเรียวให้ครุสเข้าไปด้านใน
เด็กสาวคนนี้นับว่างามพอตัว ดวงตาสีแดงโลหิตกลมโตดูเข้มกว่าสีตาเขาผมสีดำสนิทหยักศกมัดแกละต่ำสองข้าง ตัดกับผิวเผือกซีดใกล้เคียงกับกระดาษรูปร่างสมส่วนในชุดลูกไม้สีขาวแขนยาว ทับด้วยกระโปรงแดงยาวเลยเข่าทำให้เธอดูคล้ายตุ๊กตาผู้หญิงริมฝีปากสีชมพูอ่อนคล้ายมียิ้มบางประดับอยู่เสมอ
มานั่งไม่ทันไรเด็กหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้าม ก็ทักทายเขาเป็ภาษากลางใบหูเรียวยาวบ่งบอกถึงลักษณะเผ่าพันธุ์เอลฟ์ ดวงตาเรียวสีเขียวมะนาวจ้องมาที่ครุสผมสีทองละต้นคอดูยุ่งๆเหมือนไม่ได้หวีใบหน้าไม่ได้ดูคมคายมากแต่ก็ไม่ได้ดูละมุนอ่อนหวานดวงตาวาววับสดใสร่าเริงและเป็กันเองทำให้ครุสอึดอัดใจพิกลแต่คำพูดถัดมาทำให้คนหน้าหวานยิ้มเย็น
"สวัสดีครับ ผมชื่อคาเรฟ เรียกสั้นๆว่าเครฟก็ได้ แล้วคุณผู้หญิงชื่ออะไรหรือครับ"เสียงสุภาพดัดหวานแปร่งหูผิดปกตินั่นทำครุสคิ้วกระตุกเพราะเป็อีกคนที่เดาเพศเขาผิด และน่าจะมีเจตนาไม่บริสุทธิ์
"ฉันครุส" เสียงทุ้มคุกรุ่นตอบกลับแฝงความไม่พอใจ
"หาาาาา! ผู้ชายยยยย!" จากเสียงดัดหวานเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็เสียงโทนบุรุษะโใ ดังจนทั้งโบกี้ทั้งหันมามองที่มาของเสียงเป็ตาเดียว ครุสต้องก้มหัวขอโทษขอโพยก่อนกลับมาสนทนา
“ฮะแฮ่ม! ขอโทษเื่เมื่อกี้ละกัน!”เอลฟ์หนุ่มทำเป็กระแอมอย่างวางท่าในใจคิด 'ก็ว่าอยู่ทำไมถึงแบน'
“ไม่เป็ไร”ครุสปล่อยผ่านแม้ไม่พอใจ แต่ก็ปลงกับพวกเข้าใจเพศเขาผิดๆนี่เป็อีกสาเหตุที่เขาไม่อยากออกจากบ้าน เพราะร้อยทั้งร้อยทักแบบเดียวกัน
เรียกว่าเป็ชีวิตประจำวันก็ไม่ผิดนัก แต่ไม่รู้ทำไมเขาไม่ชินสักทีไม่อยากยอมรับด้วย
"ตอนแรกฉันนึกว่าเธอเป็ทอมเสียอีก"คราวนี้เป็เด็กสาวที่นั่งข้างครุสพูดอย่างผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะแนะนำตัว
"ฉันลูน่า เผ่าแวมไพร์ยินดีที่ได้รู้จักนะ"เธอกล่าวบอกเผ่าพันธุ์ออกมาอย่างไม่ติดขัดทั้งยังยื่นมือขาวเรียวบางออกมาทักทายครุสอย่างเป็กันเอง
"อ่า ฝากตัวด้วย"
"ส่วนข้างๆเครฟคือลูซ"ลูน่าชี้ไปยังผู้ที่นั่งตรงข้ามตน
"......"
ข้างๆของเครฟคือเทพบุตรหนุ่มรูปงามนั่งหลับใหลอยู่ใบหน้าหล่อเหลาคมคายสมบูรณ์แบบ เฉยชาไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้างผมสีเทาประกายเงินปลิวไสวไปตามลมอ่อนๆดวงตาสีรัตติกาลลืมขึ้นมองมาที่ครุสอย่างไร้อารมณ์แวบหนึ่ง ก่อนจะหลับตานอนต่อเหมือนเดิม
แต่ยังไงก็ตาม
การเริ่มต้นครั้งแรกดูท่าจะไม่แย่แฮะ
"เทียเมียซิส...เทียเมียซิส"เครฟพึมพำหลังจากได้ยินนามสกุลของครุสก่อนจะนึกได้ "เฮ้ย!นั่นมันนามสกุลของราชวงศ์เทียเมียซิสที่ถือครองบัลลังค์ราชันัอยู่งั้นหรือ!งั้นนายก็เป็เ้าชายสินะ" พูดพร้อมทำท่าทางใเกินเหตุยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วทำตาโตแทบถลนจนคนถูกถามย่นคอหลบเล็กน้อย
"ัน่ะไม่ได้นับลูกของผู้ปกครองดินแดนเป็เ้าชายนะเทียเมียซิสก็แค่นามสกุลของผู้มีสิทธิ์แข่งขันเพื่อชิงบัลลังก์ และปกครองเผ่าย่อยัที่มีสติปัญญาส่วนใหญ่ก็มีนามสกุลนี้กัน ถึงจะนับว่าเป็ราชนิกุลได้ครอบครัวฉันก็ไม่สนใจเื่นี้"ครุสรีบอธิบายก่อนจะถูกซักถามไปมากกว่านี้
หลังจากที่คุยกันได้พักหนึ่งก็รู้ว่าทั้งสามขึ้นรถสายนี้มาเพื่อเข้ายูโทเปียไปเรียนที่บาเซนไฮด์เรียกว่าเจตนาเดียวกัน แถมยังบังเอิญได้นั่งใกล้กันจนน่าใรถสายนี้วนรับผู้โดยสารรอบประเทศที่ติดมหาสมุทรก่อนจะเลือกสถานีรถสักเมืองข้ามมหาสมุทรในแต่ละรอบเพื่อตรวจสอบเส้นทางเรียกได้ว่าเข้าเมืองยูโทเปียได้แค่รอบละขบวนต่อเดือนซึ่งสถานีสุดท้ายของรอบนี้ก่อนข้ามมหาสมุทร คือสถานีของทวีปัที่เขาขึ้นรถมา
ลูน่าและลูซขึ้นรถมาจากทวีปปีศาจ ส่วนเครฟเพิ่งขึ้นมาเมื่อวานทั้งลูน่าและเครฟต่างก็มีคนที่ติดตามมาด้วยแต่เหมือนจะนั่งคนละโบกี้เพราะที่นั่งไม่ว่างติดกันดูเหมือนไม่พ่อก็แม่จะจองที่นั่งให้เขานานแล้ว
"งั้นนายก็รู้จักกับชาลล์ล็อต เทียเมียซิสสินะ หนึ่งในS9ของบาเซนไฮด์น่ะ"ลูน่าถามด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
“นั่นพี่สาวฉันเอง” ทันทีที่จบประโยค เครฟอุทานว้าวทำตาโตแต่ครุสชิงถามขึ้นมาก่อนจะถูกวกเข้าประเด็นที่เ้าตัวไม่อยากตอบ
"เออ แต่ว่าS9คืออะไรล่ะ?"
ครุสเป็คนอยู่บ้านตลอด และบ้านเขาก็อยู่ไกลจากเขตชุมชน เว้นแต่ครอบครัวเขาจะพาไปไหนมาไหนเลยไม่ค่อยรู้ข่าวสารอะไร แล้วไม่ใส่ใจที่จะรู้ด้วยถ้าคนที่บ้านไม่พูดถึงแถมยังโดนยัดเยียดมาบาเซนไฮด์แบบฉับพลัน เลยไม่มีเวลาหาข้อมูลอะไรมากแล้วบาเซนไฮด์เป็โรงเรียนกลางทะเลข่าวสารยากถึงทวีปใหญ่ถึงจะถามแม่เขาแต่หล่อนก็เป็ศิษย์รุ่นแรกไม่รู้ว่าสมัยเธอกับปัจจุบันโรงเรียนจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
"นายไม่รู้จักเหรอเนี่ยบาเซนไฮด์น่ะเป็โรงเรียนที่ถูกก่อตั้งพร้อมกับเมืองยูโทเปียเดิมทีนักเรียนรุ่นแรกของที่นั่นถือว่าเป็ผู้สร้างเมืองด้วยซึ่งมีหกคนตำแหน่งนักเรียนทั้งหกนี้เลยถือเป็เกียรติแก่นักเรียนทุกคนที่ได้เป็ได้รับอภิสิทธิ์มากกว่านักเรียนทั่วไปและมีอิทธิพลบางอย่างในเมืองยูโทเปียด้วย" ลูน่าพูดอย่างตื่นเต้น
"ซึ่งนั่นคือS9?" นี่มันแก๊งมาเฟียประจำเมืองหรือสภานักเรียนวะนั่น
"อื้อ เห็นว่าพวกเขาทำหน้าที่คล้ายๆสภาประธานนักเรียนน่ะโรงเรียนบาเซนไฮด์ไม่มีประธานนักเรียนหนึ่งเดียวหรอก เื่ของS9ที่ฉันรู้ก็มีแค่นี้แหละ" ลูน่าตอบไขข้อข้องใจ
‘แม่เขาเป็หนึ่งในผู้สร้างเมืองยูโทเปียเหรอเนี่ย ไม่เคยรู้เลย…..
“แล้วเธอรู้จักพี่ฉันด้วยเหรอ?”ครุสเอะใจ ถามสาวแวมไพร์กลับอย่างสงสัย
“เคยเจอกันผ่านๆมาก่อนน่ะ แต่ก็ไม่ได้รู้จักกันเป็พิเศษหรอก”ลูน่ายังคงตอบด้วยรอยยิ้มบาง ดวงตาสีแดงเข้มลึกเหมือนบ่อโลหิตจ้องกลับทำเอาครุสเดาอารมณ์เธอไม่ออก แอบหวั่นๆไม่น้อย เลยตัดสินใจเปลี่ยนประเด็นไม่ถามต่อ
"แล้วพวกเธอมีบัตรเชิญรึเปล่า? เห็นว่านักเรียนที่ถูกรับเลือกทุกคนจะได้บัตรเชิญไปส่งที่บ้าน"พูดพลางหยิบตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องถูกส่งมานี่
“มีอยู่นะ”ลูน่าหยิบบัตรขึ้นตาม
“เหทำไมฉันไม่เห็นได้” เครฟขมวดคิ้วถาม
“ก็นายเป็นักเรียนสอบเข้าฉันกับครุสน่ะเข้าตาโรงเรียน แค่ทดสอบถามข้อมูลอีกเล็กน้อยก็เป็นักเรียนได้น้อยคนนะที่จะได้บัตรนี้น่ะ” แวมไพร์สาวพูดอวดยิ้มๆ พลางหันมามองครุส
“น้องชายของชาลล์ล็อตคงมีกึ๋นอยู่ไม่น้อยเลยนะ ได้รับบัตรนี้ด้วย”
ครุสตีหน้ายิ้มบางเป็เชิงตอบรับแต่ในใจรุ่มร้อนดุจไฟลนเ้าตัวไม่ค่อยได้พูดโกหกซะด้วยแต่ถ้าให้เมินคำตอบหรือตีหน้านิ่งกึ่งตอบกึ่งไม่ตอบก็พอจะทำได้อยู่
“โหโชคดีซะมัด แสดงว่าบัตรนี้ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆสินะ” เครฟว่าอย่างอึ้งๆ
คนรับคำชมทำได้แต่ปั้นหน้ายิ้มรับ ทว่าในหัวกำลังยุ่งเหยิง
'นี่เราเป็เด็กเส้นงั้นรึ!?' ครุสเพิ่งตระหนักได้ตนมีทั้งพี่เป็หนึ่งในประธานนักเรียน แถมมีแม่ที่เคยเป็นักเรียนรุ่นแรกเรียกได้ว่า
เด็กเส้น แถมเส้นใหญ่ด้วย
แต่ก็เป็เด็กเส้นแบบไม่เต็มใจ
"ต่อให้เข้าสอบก็คงกล้วยๆสำหรับพวกมีบัตรสินะเนี่ยอยากสู้กับทั้งคู่ชะมัด"เอลฟ์หนุ่มพูดด้วยดวงตาวาววับอย่างกระหายลูน่าเพียงตอบกลับโดยการหรี่ตายิ้มบางด้วยความเงียบส่วนครุสแม้ภายนอกจะทำท่าทีดุจหินผา แต่ในใจคิดกรีดร้องเสียวสันหลังทุกประโยคที่พวกนี้คุยกัน
'ถ้ามันกล้วยจริง ฉันคงสะดุดเปลือกกล้วยตายไปนานแล้วล่ะ เหอะๆ แต่เห้ย!อย่าเพิ่งสู้กันตอนนี้นะ!'
................................
"ถ้าเราไปถึงยูโทเปียแล้ว จะทำอะไรก่อนเข้าโรงเรียนดีล่ะ"ครุสถามขึ้นขณะหากล่องข้าวที่แม่ทำให้ออกมาทานเป็มือเที่ยงเครฟดึงแผ่นโต๊ะทานข้าวที่ถูกพับเก็บตรงผนังรถระหว่างเบาะกางออกมา
"ไปเดินตลาดกลางกันไหม ในหนังสือนำเที่ยวแนะนำว่าที่นั่นมีของแปลกๆให้ซื้อเยอะ"ลูน่าชวนครุสจึงพยักหน้าเห็นด้วย ยังไงไปกันเป็กลุ่ม ก็คงดีกว่าไปคนเดียวในสถานที่ที่ไม่รู้จัก
"อืมเอางั้นก็ได้"เครฟเห็นด้วยเพราะความคิดของเขาก็ไม่ต่างจากครุสนัก
'จะว่าไปพอออกจากบ้านมาแล้ว รู้สึกแปลกๆเหมือนกันเวลาไม่มียัยตัวจุ้นอยู่'ครุสแอบคิดถึงบ้าน ก่อนที่เสียงของเครฟจะตัดความคิดเขา
"นี่ๆป้าฉันทำเองเลยนะอร่อยสุดในหมู่บ้านแล้ว"เครฟอวดอาหารตัวเองในกล่องข้าวมันควบคุมอุณหภูมิด้วยผลึกวงจรเวท ทำให้อาหารสดใหม่ตลอดเวลาซึ่งเป็ของราคาแพงพอเปิดฝากลิ่นหอมของอาหารก็โชยออกมาทันทีแต่เพื่อไม่ให้เป็จุดสนใจลูน่าเลยกางอาณาเขตเวทไม่ให้กลิ่นออกไปรบกวนคนอื่นซึ่งในรถรางมีผลึกควบคุมกำหนดให้ใช้เวทมนตร์และพลังจิตได้บางประเภท เพื่ออำนวยความสะดวกส่วนตัว
อาหารของเครฟเป็สตูว์ผักน้ำสีแดงกับเนื้อ ผักดูมีลักษณะแปลกตากว่าที่ครุสเคยเห็น และขนมปังกินแกล้มก้อนใหญ่
"ฉันเอามาแต่พวกขนมปังกับแฮมหมูป่าอ่ะน่ะแต่แฮมหมูแม่ฉันทำเองก็อร่อยเหมือนกัน"ครุสเปิดกล่องข้าวตัวเองบ้างความหอมของเนื้อแปรรูปรมควันทำเครฟสอน้ำลายสอ
"ของฉันเป็ข้าวผัดปลาน่ะ ผัดปลาอะไรพวกเธอไม่รู้จักหรอกแต่นี่ฝีมือฉันเอง" ลูน่านำอาหารของตนออกมาอวดบ้าง เป็ข้าวผัดสีฟ้าอมม่วง? ออร่าขมุกขมัวแผ่ออกมาจากกล่องจนเครฟไม่แม้แต่เหลือบตามองครุสจึงปฎิบัติแบบเดียวกันเพื่อความปลอดภัยของกระเพาะ แวมไพร์สาวเห็นดังนั้นก็แสดงท่าทีผิดหวังอย่างชัดเจน
ส่วนลูซในตอนนี้กินแซนวิชที่ไม่รู้ว่าเป็ไส้อะไรอยู่และดูเหมือนจะกินเงียบๆคนเดียวไม่แบ่งใครเสียด้วย
"โหแฮมนายอร่อย ขออีกชิ้นนะ"เครฟมือไวเตรียมหยิบชิ้นที่สามทั้งที่เ้าของอาหารยังไม่ได้แตะ ครุสเอากล่องแฮมหลบทันทำเครฟหน้ามุ่ย
"แค่สองชิ้นก็พอ"ครุสตัดจบไม่แบ่งให้อีก แต่พอมองไปข้างๆ ก็พบว่าลูน่ากินข้าวผัดทำเองที่ไม่มีใครอยากกินอย่างซึมๆเล็กน้อยก็ชวนคุยพร้อมถาม
"เธอไม่กินเืเหรอ"คำถามนี้ไม่ทำให้ลูน่าขัดข้องในการทานข้าวเลยทั้งยังตอบอย่างไหลลื่น
"มีแค่แวมไพร์บางประเภทเท่านั้นแหละที่ต้องดื่มเืแทนการทานอาหารส่วนแวมไพร์แบบฉันไม่จำเป็ต้องดื่มเืตลอดเวลาหรอก มันเหมือนขนมไม่ก็ยา ที่ไว้ดื่มเล่นไม่ก็ดื่มตอนาเ็ มากกว่าอาหารหรือน้ำที่ขาดไม่ได้ เืธรรมดาก็มีประโยชน์เหมือนกันนะแบบเืหมูเืไก่แต่ถ้าเป็เืของเผ่าพันธุ์ชั้นสูงล่ะก็ไม่แน่”พูดจบก็ตวัดตามองครุสและเครฟทันที ทำเอาทั้งสองคนเริ่มระแวง
"ฮิฮิ ไม่ต้องจริงจังหรอก แค่ล้อเล่นเอง"ลูน่าหัวเราะเบาๆ ยิ่งทำให้ทั้งสองคนไม่วางใจ ครุสที่นั่งข้างๆลูบคอตรวจดูอย่างหวั่นๆพลางคิดว่าอาจจะมีรูเขี้ยวตอนเขาเผลอ
“กะ…กินข้าวกันต่อเถอะ”เครฟแม้จเสียงสั่นเพราะหวั่นโดนเจาะคอแต่ก็ปรับอารมณ์ได้รวดเร็ว ทำให้บรรยากาศการทานข้าวกลับมาเหมือนเดิมในเวลาไม่นานพอทานข้าวเสร็จก็เก็บภาชนะให้เรียบร้อยจากนั้นทั้งสามก็พูดคุยกันอีกหลายชั่วโมงจนมืดค่ำพนักงานต้อนรับนำอุปกรณ์การนอนมาให้ใช้และหรี่ไฟทั้งสี่คนก็เข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด แม้ว่าพ่อหนุ่มผมเทาที่มีนามว่าลูซ จะหลับมาทั้งวันแล้วก็หลับต่อไป
ในขณะเดียวกันถัดไปอีกสองโบกี้
"หากท่านห่างกายข้าเช่นนี้ชีวิตข้าคงจบสิ้นแล้ว"หญิงสาวผู้หนึ่งนั่งเครียดก้มหน้าบ่นพึมพำซ้ำไปมาผมสีฟางข้าวมัดรวบสูง ดวงตาคมสีน้ำตาลแดงคล้ายสีสนิมกำลังฉายแววเศร้าสร้อย ผิดกับออร่าทะมึนออกมารอบกาย ทำให้ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะชายตามองเว้นเสียแต่
"โธ่คิดมากไปได้ เซเลน่า เดี๋ยวนายของเธอก็ติดต่อมาเองแหละฉันปล่อยน้องชายฝาแฝดไป พฤติกรรมมันน่าเป็ห่วงกว่าเ้านายเธอเยอะเ้านั่นก็ยังกลับมาให้ฉันเห็นหน้าอวัยวะครบ32ทุกครั้ง"สาวชาวเอลฟ์ที่นั่งอยู่ข้างๆลูบหลังปลอบใจ ผมสีทองอร่ามยาวเลยหัวไหล่ไปเล็กน้อยมัดรวบต่ำใบหูเรียวยาว ดวงตาสีเขียวมะนาวเฉกเช่นพี่ชายฉายแววรำคาญ สวนกับเสียงอ่อนปลอบโยนเพื่อกล่อมคนข้างๆให้เลิกบ่นสักที
"ให้ยัยนั่นคิดมากไปเถอะคาเรนเผื่อเส้นเืในสมองแตกแล้วจะเลิกเพี้ยนได้บ้าง"เด็กหนุ่มผมสีส้มปลายผมสีน้ำตาลพูดถ้อยคำชวนหาเื่หูคล้ายกับหูแมวแต่ใหญ่และมีขนฟูกว่ากระดุกกระดิกไปมาดวงตาสีอำพันโตเหมือนสัตว์ป่าฉายแววเย้ยหยันทำให้คนเพิ่งโดนปลอบใจมีน้ำโหขึ้นมาทันที
"นี่แก!!" หญิงสาวแว้ดขึ้นเตรียมหาเื่คนพูดสุดท้ายก็ถูกหยุดโดยชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังนอนอยู่ฝั่งตรงข้ามเธอ
"นี่แม่หนู มันดึกแล้ว ถ้าจะคุยก็คุยกันเงียบๆเถอะถือว่าสงสารลุงนะ" คำกล่าวนั้นทำให้เด็กสาวหุบปากอย่างไม่เต็มใจซึ่งคู่กรณีก็ส่งสายตาแห่งชัยชนะมาให้อย่างเหนือกว่า