"วางของทิ้งไว้ทั่วนึกว่าที่นี่เป็บ้านหรือครับ" คนพูดบ่นพร้อมยื่นของมาให้ฉัน เจมส์แยกประสาทยังไงนะ คุยกับฉันก็พูดสุภาพ พอคุยกับกายก็หยาบตามประสาผู้ชาย
"ขอบคุณค่ะ เมื่อครู่มีเื่ใก็เลยลืม"
"บอกแล้วไงให้มีสติ"
"มึงยังไม่กลับอีกเหรอ" กายพูดด้วยน้ำเสียง (เกือบ) ปกติ "มาได้จังหวะทุกทีเลยนะ"
"เปล่า กูกลับมาอีกรอบ"
"พ่อกูโทรไปบอกเหรอ" กายพูดแปลกๆ เหมือนมีอะไรที่เรายังไม่รู้หรือเปล่า
"อืม"
"เฮ้อ..." กายพ่นลมหายใจออกจากปากก่อนจะเอามือประสานที่คอแล้วเอนหลังนอนลงไป
"ช่วยทำเหมือนว่าฉันยังอยู่ในห้องนี้หน่อยได้ไหม คืออะไร... ทำไมพ่อของกายถึงต้องโทรไปบอกเจมส์ แล้วทำไมเจมส์ถึงรู้จักกับพ่อของกาย"
"อ้อ...ขอโทษครับ พอดีพ่อของกายเป็ผู้ปกครองของเรา"
"ฮะ!! นี่เป็ญาติกันเหรอ"
"เปล่า"
"แล้วคุณลุงจะเป็ผู้ปกครองเจมส์ได้ไง ไม่เห็นเคยบอกเลย"
"ก็แพรวไม่เคยถาม" มันก็จริงฉันไม่เคยสงสัยเลย อีกอย่างเจมส์กับกายก็ไม่เคยแสดงอาการว่ารู้จักกัน แต่ฉันสนิทกับกายมาตั้ง 10 ปี ไม่เคยเห็นเจมส์ที่บ้านกายเลยสักครั้งเื่มันเป็ยังไงกันแน่เนี่ย "อึ้งอะไรครับ เื่มันยาว จะยืนคุยกันแบบนี้จริงเหรอ"
"อ้อ... นั่งๆ นั่งสิคะ"
"เื่มีอยู่ว่า เมื่อกลางปีที่แล้วพ่อกับแม่เราเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ เราไม่มีญาติที่ไหนแล้วพ่อของกายก็เป็เพื่อนรักกับพ่อเราดังนั้นพ่อของกายเลยทำเื่เป็ผู้ปกครองให้เรา จบแล้วครับ" สรุปความได้ดีมากเจมส์ ว่าแต่นี่คือเื่ยาวที่ต้องหาที่นั่งเพื่อคุยแน่นะ
"แบบนี้ทั้งคู่ก็รู้จักกันมาก่อนเหรอ" ฉันถามต่อด้วยความสงสัย
"ก็พึ่งมารู้เอาเมื่อไม่นานมานี้แหละ น่าจะ่ก่อนกายจะหลบหน้าพวกเราไม่กี่สัปดาห์"
"ไม่ได้หลบโว้ย แค่ไม่ได้มาให้เห็นเฉยๆ "
เจมส์ส่ายหัว "นั่นแหละเขาเรียกว่าหลบ"
"ไม่เห็นมึงเล่าให้กูฟังเลยกาย"
"ด้วยสภาพตัวเองไม่มีเวลาสนใจใครเลยแพรว" ก็จริงของกาย
"อาละวาดอะไรล่ะ"
"ขอโทษนะ กูยังไม่พร้อมเล่า"
"งั้นก็ไม่ต้องเล่า"
"อ่าวเฮ้ย!! ไม่ยื้อกูหน่อยเหรอ"
"ก็มึงไม่อยากเล่าเอง"
"เอองั้นกูก็ไม่เล่า ไหนๆ มึงมาแล้วพาแพรวไม่หาอะไรกินอร่อยๆ ทีดิ ่นี้กูกินอะไรไม่ได้" ทำไมพอเจอเจมส์ก็ผลักไสฉันให้เจมส์อีกแล้วล่ะ
“เจมส์เรามีเื่จะบอก เราตกลงคบกับกายแล้ว กายก็ไม่ต้องผลักไสแพรวให้ใครอีก”
“ครับ ดีครับ” เจมส์ตอบแบบไม่แยแส
“ไม่ได้ผลักไส แค่เห็นว่าอยู่แต่ในห้องกลัวจะเบื่อ”
เจมส์ส่ายหน้า "อยู่ๆ มาเยี่ยมมึงแล้วให้กูกับแพรวไปหาของอร่อยกินกันสองคน ทิ้งมึงอยู่ห้องคนเดียว เป็มึง มึงจะทำแบบนั้นเหรอ"
"เออ ถ้าเป็กู กูทำ ก็กูไม่ได้แสนดีแบบมึงนี่"
"ถ้าไม่ติดว่าป่วย โดนอีกซักหมัดน่าจะดี"
หลังจากนั้นผู้ชายเขาก็คุยกันอย่าง (น่าจะ) สนุกสนาน ส่วนฉันที่เมื่อสักครู่นี้ยังเข้ามาปลอบคนบนเตียงเสมือนว่าฉันสำคัญหนักหนาตอนนี้กลายเป็คนนอกซะอย่างนั้น ฉันนั่งฟังหนุ่มๆ เขาคุยเื่สัพเพเหระซึ่งตอนนี้มีทั้งเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของกาย ถ้าใจกายมีความสุขแบบที่กำลังแสดงออก ณ ตอนนี้คงจะดี แต่เห็นทีคงไม่ใช่ถึงจะยิ้มหรือหัวเราะดังแค่ไหน แววตาของกายมันปกปิดความเ็ปไม่ได้เลย เจมส์ก็คงเห็นไม่ต่างซึ่งทั้งสามคนเลือกที่จะไม่พูดเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้
"แล้วมึงอย่าลืมสอบย้อนหลังด้วยล่ะ ถ้าสอบไหวนะ" สอบอะไร ก็กายลาออกแล้วนิ
"กายลาออกแล้ว คงหมดสิทธิ์สอบแล้วล่ะ"
"นี่มึงยังไม่พูดความจริงอีกเหรอ"
กายทำท่าเลิ่กลั่ก จนฉันพอจะเดาได้ว่า เื่ลาออกก็โกหกสินะ
"กาย มีอะไรที่ยังบอกไม่หมดอีกไหม"
"ถ้าที่จำได้ก็น่าจะหมดแล้วครับ แต่ถ้ามีมาอีกก็คงเป็เื่ที่จำไม่ได้จริงๆ ครับ"
“เปลี่ยนคำพูดกันเร็วดีนะครับ สุภาพกันได้แล้วเหรอ” ฉันหันไปฝืนยิ้มกันเจมส์ กายได้แต่เกาหัวแก้เขิน
"เื่ส่วนตัวเราไม่สนหรอก จริงๆ ตั้งใจจะมาบอกข่าวว่าเราสามคนต้องไปตามสอบย้อนหลัง สัปดาห์หน้า แต่สำหรับมึงครูเขาบอกว่าถ้าไม่ไหวก็เลื่อนออกไปเรื่อยๆ "
"ดีเลย คราวนี้แพรวจะสอนเอง และกายต้องสอบผ่านด้วย" ที่ผ่านมาพอบอกจะติวให้ ไม่ปวดหัวก็ตัวร้อนพาลเอาหิวข้าวท้องเสีย จนไม่ได้ติวหนังสือสักที ตานี้เ้าตัวไปไหนไม่ได้คงหมดข้ออ้างซะที
"งั้นสองคนก็ติวหนังสือกันที่นี่ไป เราค่อยมาติวด้วยก่อนสอบ 1 วันก็แล้วกัน" เจมส์มองหน้าฉันแบบไร้ความรู้สึกจนทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ แบบบอกไม่ถูก
เปลี่ยนไปหมดเลยแฮะ ก่อนหน้านี้ฉันยังตื่นเต้นกับเจมส์อยู่แท้ๆ ส่วนเจมส์ก็เข้าหาฉันแบบไม่แคร์สายตาใคร ตอนนี้คนตรงหน้าถอยห่างออกไปอย่างชัดเจน หรือเพราะคบกับกาย เจมส์เลยถอยห่างออกไป
่ที่เราหมดเื่คุยทั้งสามคนต่างก็นั่งกันนิ่งๆ ไม่นานนักคนบนเตียงก็ผล็อยหลับไป วันนี้คงเหนื่อยน่าดูงั้นปล่อยให้นอนไปเถอะ ฉันกับเจมส์เลยย่องออกมาคุยกันต่อนอกห้องแบบเงียบๆ
"หายดีแล้วใช่ไหมครับ"
"ใช่ค่ะ" ยังไงก็อดประหม่าเวลาคุยกับเจมส์ไม่ได้จริงๆ
"งั้น ถ้ากายสงบลงแล้วเราก็ขอตัวกลับก่อนนะครับ"
"เดี๋ยวสิ..." เจมส์หยุดเดินและมองมาที่ฉัน
"เจมส์รู้อะไรเกี่ยวกับกายบ้าง"
"รู้ไม่เท่าที่แพรวรู้หรอกครับ ไม่มีอะไรที่เราจะช่วยแพรวหาคำตอบได้"
"ค่ะ"
เหมือนฝ่ายถูกถามเมื่อสักครู่นี้จะรู้ว่าฝ่ายที่ถามมาอยากได้คำตอบที่ชัดเจน "แค่คุณลุงบอกว่าลูกชายอาละวาด และแพรวอยู่ในห้องกับลูกชายเขา เราก็เลยรีบมา" ฉันได้แต่พยักหน้าเพราะใจจริงอยากรู้เื่แม่ของกายมากกว่า ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลงกายก็ไม่พูดถึงเื่นั้นอีกเลย
"งั้นผมกลับแล้วนะครับ อย่าคิดเยอะจนเกินไป อยู่กับปัจจุบันก็พอ อย่าให้ป่วยได้อีกนะ"
"ค่ะ"
"รู้ตัวไหมว่าสำคัญมากขนาดไหน"
"คะ? " เจมส์อยากจะพูดอะไรกันแน่
"ก็เป็คนสำคัญของกายไง" ฉันพยักหน้ารับ
เจมส์ยืนหน้าเข้ามากระซิบใกล้ๆ "ไม่เชื่อก็เปิดประตูตอนนี้เลย มีคนลุกจากเตียงมาแอบฟังแน่" เจมส์พูดยังไม่ขาดคำก็เปิดประตูในทันที
ผลัวะ.... ประตูเปิดออกพร้อมกับกายที่ยืนติดประตู ทำท่าละล่ำ ละ ลัก ไม่รู้ว่าจะเดินไปไหนดี
"ทำเป็ใจกว้างให้แพรวมากับกู สุดท้ายก็แอบฟัง"
"เปล่าสักหน่อย กูเดินมาเข้าห้องน้ำ ก็ห้องน้ำอยู่นี่ เนี่ยใกล้ประตูเลยเห็นไหม" ว่าแล้วคนพูดก็รีบเอามือชี้ที่ประตูห้องน้ำ
ฉันกับเจมส์อมยิ้มให้กันเล็กน้อยก่อนที่เจมส์จะกลับบ้าน เหลือก็แค่ฉันกับกายที่มองหน้ากัน
"ไปนอนได้แล้ว ดึกแล้ว"
"ไม่ง่วงนี่"
"ไปลองนอนก่อนเดี๋ยวก็หลับ คืนนี้แพรวอยู่เป็เพื่อนเอง" คนฟังมีสีหน้าและแววตาที่ดีใจออกมาจริงๆ และเดินไปนอนที่เตียงของตัวเองแบบว่าง่าย
ผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็คือฉันเอาข้าวของออกมานั่งทำงานข้างๆ เตียงกายเหมือนว่านี่คือโต๊ะทำงานที่บ้านตัวเอง โดยมีกายที่ปล่อยให้ทีวีดูตัวเองส่วนตัวเองหันมาดูฉันอยู่ตลอดเวลา
"ถ้าโทรทัศน์มันเปิดแล้วไม่มีประโยชน์ ก็ปิดแล้วนั่งดูแพรวทำงานอย่างเดียวดีไหม"
"แพรว..."
"ว่าไง"
"เราง่วงแล้ว"
"ก็นอนสิ"
กายก็ล้มตัวนอนลง ฉันเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเพราะต้องรีบปั่นงานต่อ อีกนิดเดียวก็จะเสร็จหมดแล้ว การทำอาชีพสรุปเอกสารขายมันก็ดีอยู่อย่างหนึ่งคือฉันแทบจะไม่ต้องอ่านหนังสือสอบเลยเพราะยังไงก็ต้องอ่านมันทุกวันอยู่แล้วแถมเป็การอ่านที่ได้เงินด้วย
"แพรว"
"ว่า" ฉันตอบกลับไปโดยที่ไม่ได้หันไม่มองฝ่ายที่กำลังพูดด้วย
"วันนี้..."
ฉันหยุดเขียนทันที แล้วหันไปมองหน้ากาย พร้อมที่จะคุยเื่วันนี้แล้วเหรอ
"พ่อกับ...แม่ ไม่สิ ผู้หญิงคนนั้น เขามาหา"
ฉันหันกลับไปตั้งใจฟัง คงอยากเล่าแล้วสินะ
"เขา...บอกว่ากายต้องปลูกถ่ายไขกระดูก แต่กายไม่มีพี่น้อง ส่วนพ่อก็ร่างกายไม่แข็งแรงพอจะบริจาคไขกระดูก"
"อื้อ แล้วยังไงต่อ" ฉันวางทุกอย่างลงแล้วหันไปตั้งใจฟังอย่างตั้งใจ
"กาย...ไม่รู้ว่ากายจะหายไหม" แววตากังวลปรากฏบนใบหน้ากายชัดเจนขึ้น
"เฮ้ย...มันรับบริจาคได้ หรือใช้ร่างกายเราเองปลูกถ่ายไขกระดูกก็ได้เหมือนกัน แพรวหาข้อมูลมาแล้ว"
"อืม แต่พิษเศรษฐกิจตอนนี้ สภาพคล่องของพ่อไม่ดีแบบเมื่อก่อน ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็บอกว่าเราเป็ตัวปัญหา เขาบอกว่ายังไงก็จะไม่ช่วย" กายพูดพลางก้มหน้า
"แล้วคนที่กายบอกว่าเป็เ้าของโรงพยาบาลนี้ล่ะ ที่บอกว่าเป็ญาติกันเขาช่วยได้ไหม"
กายส่ายศีรษะแทนคำพูด
"เขาไม่ยอมช่วยเหรอ"
“ก็ไม่เชิง แต่เหมือนกายไม่รู้ว่าร่างกายตอนนี้จะรอได้นานแค่ไหน”
"แล้วค่าห้องที่คุณลุงดูแลให้ เขามีเงินพอจะมาออกค่าห้องให้แพรวหรอ"
"อืม อันนั้นเื่เล็กน้อยจัดการไปแล้ว เพียงแต่พ่อเขากำลังจะหย่ากับผู้หญิงคนนั้น ซึ่งทรัพย์สินเกือบทั้งหมดเป็ของผู้หญิงคนนั้นยกเว้นบ้านที่อยู่ตอนนี้ พ่อกับเราก็เลยเหลือแค่เงินเก็บไม่มากนัก"
ฉันพยักหน้าและตั้งอกตั้งใจฟังต่อ
"ค่ารักษาพยาบาลแพงมาก ที่ผ่านมาพ่อดึงเงินเก็บออกมาใช้จ่ายกับค่ารักษาพยาบาลไปเยอะแล้ว ผู้หญิงคนนั้นเขาไม่ได้ออกค่ารักษาอะไรให้หรอก ก็แหงล่ะไม่ได้เกี่ยวอะไรกันนี่"
"ที่ผ่านมากายก็รู้หรือเปล่าว่าเขาไม่ใช่แม่แท้ๆ"
กายส่ายหัว
"ไม่รู้ กายเข้าใจว่าเขาคือแม่ที่ไม่รักลูก คือแม่ที่ไม่ใส่ใจลูก ไม่คิดมาก่อนเลยว่า..." ฉันเอื้อมมือไปจับมือของกายเอาไว้ ให้คลายมือที่กายเผลอกำผ้าห่มบนเตียงเอาไว้แน่น "เราจะไม่ใช่ลูกของเขาจริงๆ"
"ดังนั้นที่ผ่านมากายก็เลยโกรธเขาและต่อต้านโดยทำตัวแบบนั้นเหรอ"
กายพยักหน้า "เขาเกลียดเรามาตลอด แต่คนภายนอกไม่รู้" มันก็จริงขนาดเรายังไม่รู้เลยว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่แท้ๆ แถมไม่ชอบขี้หน้าลูกเลี้ยงคนนี้ด้วย
"พึ่งรู้ว่าไม่ใช่แม่วันนี้เหรอ"
"ไม่ใช่ จริงๆ รู้มาเมื่อปีที่แล้ว ตอนพวกเขาทะเลาะกัน กายนอนอยู่ในห้องที่ปิดไฟมืดพวกเขาคงคิดว่ากายไม่ได้อยู่ในห้อง กายเลยได้ยินพวกเขาคุยกัน"
"เขาว่ายังไงบ้าง เล่าได้ไหม" ฉันบีบมือกายเบาๆ
"คล้ายๆ กับที่แพรวได้ยินตอนเขาทะเลาะหน้าห้องเมื่อตอนบ่ายแหละ"
"..." ฉันได้แต่บีบมือกายไว้ระหว่างที่กายพูด และตั้งใจฟังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนตรงหน้าจะได้รู้สึกอุ่นใจว่าข้างๆ ยังมีฉัน
"ถ้าเรารู้เร็วกว่านี้ว่าเขาไม่ใช่แม่ กาย จะไม่ทำตัวแบบนี้เลย"
ฉันขมวดคิ้วเพราะความสงสัยในคำพูดของกายและตั้งใจฟังต่อ
"เพราะกายคิดว่าคนคนนี้เป็แม่ที่ไม่รักลูก กายเลยประชดโดยการทำตัวแย่ๆ เพื่อให้เขามารัก มาสนใจบ้าง"
"กาย..."
"ซึ่งจริงๆ เขาไม่ได้ผิดอะไรเลย เรามันก็แค่ลูกชู้ เขาให้ที่อยู่ที่กิน ให้เรียนแถมทนมาได้ถึงวันนี้ มันก็หนักมากสำหรับเขาแล้วจริงๆ "
"กาย...แพรวว่าคนเราทนกันมาได้จนถึงตอนนี้ลึกๆ เขาอาจจะไม่ได้เกลียดก็ได้นะ"
"..."
"สิ่งที่คนแสดงออกภายนอกมันบอกข้างในคนเราไม่ได้นะกาย" ฉันพูดพลางปรับที่นอนให้กายนอนเอนหลังลงเพื่อบังคับให้คนบนเตียงเริ่มนอนได้แล้ว ฉันเปลี่ยนท่านั่นจากข้างเตียงมาเป็ขอบเตียง และจับมือกับคนที่นอนมองฉันอย่างตั้งใจ
"เทียบง่ายๆ ดูอย่างกายสิ ข้างในเป็คนอ่อนไหวแค่ไหนมีใครรู้บ้างนอกจากแพรว จะมีใครรู้ไหมว่ากายสามารถร้องไห้ได้กับการที่เห็นแมวที่เลี้ยงมาตาย จริงไหม"
"..." อีกฝ่ายฟังแบบเงียบเหมือนเด็กที่กำลังตั้งใจฟังครูสอน ฉันดึงเอาฝาห่มขึ้นมาคลุมให้ถึงหน้าอก
"จริงๆ วันนี้แพรวโกรธผู้หญิงคนนี้มากๆ แต่พออารมณ์สงบลง แพรวก็คิดได้ว่าเขาอาจจะะเิอารมณ์เพราะเจอเื่อะไรไม่ดีมาด้วยหรือเปล่า ที่ผ่านมากายเกเรแค่ไหน คนที่เข้าห้องปกครองเพื่อเคลียร์ปัญหาให้มีแต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เหรอ"
"อืม" กายพยักหน้ารับ
"วันนี้ก็เหนื่อยมากแล้ว นอนเถอะนะ แพรวจะอยู่ตรงนี้รอจนกายหลับสนิทเอง" ฉันเดินไปปิดไฟเพื่อให้คนบนเตียงได้นอนเสียที
"ลูบหัวให้หน่อยได้ไหม" กายคือคนที่ชอบถูกลูบหัวเมื่อจะฟุบหลับ ซึ่งปกติฉันจะขยี้หัวกายกลับไปทุกรอบ ให้ลูบหัวมันรู้สึกยังไงชอบกล แต่วันนี้ฉันจะไม่ทำแบบนั้น
“ได้สิ” ฉันลูบหัวเบาๆ แบบอ่อนโยนให้กับคนที่นอนอยู่บนเตียง ไม่นานนัก กายก็หลับไป คงฝืนไม่ยอมนอนอยู่นานแล้วสินะ