นางสังเกตเห็นชุนหลิง สาวใช้ชั้นสามผู้มักจะเก็บตัวไม่สุงสิงกับใครซึ่งพักอยู่เรือนเดียวกับนางนั่งอยู่ก่อนแล้ว เด็กสาวจึงตัดสินใจก้าวเข้าไปนั่งลงข้างๆ
“เราต้องฝึกฝนเช่นนี้ทุกวันเลยหรือเ้าคะพี่ชุนหลิง?”
“ใช่... หากเ้าปรารถนาจะเลื่อนขั้นเป็สาวใช้ชั้นสอง เ้าต้องแสดงความสามารถอย่างใดอย่างหนึ่งให้โดดเด่น” อีกฝ่ายตอบโดยไม่หันมามองหน้านาง
ดวงตาของมู่อันหรานเป็ประกายขึ้นมาทันที ที่แท้การเลื่อนฐานะในจวนอ๋องแห่งนี้มิได้วัดกันเพียงแค่ความขยันหรือระยะเวลา แต่วัดกันที่สติปัญญาและความสามารถ!
นางเคยเห็นสาวใช้ชั้นสองในชุดสีชมพูได้รับอนุญาตให้ออกไปจับจ่ายในตลาดหรือทำธุระนอกจวนได้อย่างอิสระ หากนางปีนป่ายขึ้นไปถึงจุดนั้นได้ โอกาสที่จะสืบหาข่าวคราวเพื่อล้างมลทินให้ตระกูลมู่ย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
“แต่ข้าขอเตือนนะ เ้าควรคิดให้ดีเสียก่อน” อี้ชิงสาวใช้อีกคนที่นั่งด้านหน้าอาศัยจังหวะที่ผู้ฝึกสอนละสายตา หันมากระซิบด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“พวกที่ร่ายรำงดงามหรือเชี่ยวชาญทักษะดนตรีน่ะ มักจะถูกเรียกตัวไปรับใช้ในงานเลี้ยงกลางดึกแทบทุกคืน”
“ได้ปรนนิบัติใกล้ชิดท่านอ๋องและแเื่ผู้สูงศักดิ์ มิใช่โอกาสก้าวหน้าที่ดีหรอกหรือ? เหตุใดพี่สาวจึงดูเป็กังวลนัก?” มู่อันหรานถามออกไปอย่างไร้เดียงสา
อี้ชิงชะงักไปครู่หนึ่ง นางหันกลับมามองใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นของมู่อันหรานด้วยแววตาซับซ้อน
นางไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้เด็กสาวเข้าใจว่า การรับใช้ในงานเลี้ยงเ่าั้ บ่อยครั้งมิใช่เพียงการดีดพิณหรือร่ายรำอยู่ห่างๆ แต่มักหมายถึงการต้องสวมอาภรณ์บางเบาเพื่ออวดทรวดทรง ต้องคอยรินสุราแนบชิดจนถูกล่วงเกินด้วยสายตาและฝ่ามือของบุรุษขี้เมา
และบางที...ผลลัพธ์ของการถูกตาต้องใจในชั่วข้ามคืนนั้น อาจหมายถึงการต้องสละศักดิ์ศรีทั้งหมดเพื่อแลกกับความโปรดปรานเพียงชั่วคราว
“เื่บางเื่เ้ายังเด็กนัก ไม่ต้องรู้ตอนนี้จะดีกว่า” อี้ชิงตัดบทพลางสำรวจรูปร่างบอบบางของเด็กสาวตรงหน้าแล้วพ่นลมหายใจ
“อีกอย่าง รูปร่างอย่างเ้าน่าจะรอดพ้นสายตาเจิ้งหมัวมัวไปได้ล่ะนะ”
เด็กสาวรู้สึกขัดเขินกับสายตาที่จ้องไปที่หน้าอกของนางจากอีกฝ่ายอย่างไม่ปิดบัง แม้จะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดแต่นางก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ ที่ไร้เดียงสาจนไม่รู้ความ ดูเหมือนว่าทางเลือกนั้นจะมีราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไป นางจึงเอ่ยถามถึงทางเลือกอื่น
“ข้าพอจะมีความรู้เื่การเขียนอักษรและวาดภาพอยู่บ้าง หากข้าทำได้ดี ข้าจะมีสิทธิ์เลื่อนขั้นใช่ไหมเ้าคะ?”
“ไม่เพียงแค่ศาสตร์พวกนี้หรอก” ชุนหลิงเอ่ยขึ้นบ้าง
“พวกเรายังต้องผลัดเปลี่ยนไปเรียนทั้งการขี่ม้า ยิงธนู และพื้นฐานการใช้ดาบด้วย แต่ข้าน่ะ..คงไม่หวังกับอะไรแล้วล่ะ”
มู่อันหรานพยักหน้ารับรู้ข้อมูลใหม่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในตอนนี้ สิ่งที่นาง้าคือโอกาส! ไม่ว่าจะทางไหนนางก็จะลองดู
เวลาผ่านไปจนเกือบหมด่ยามฝึกฝน ในที่สุดเจิ้งหมัวมัวก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าเรือนพัก นางกำนัลาุโเดินตรวจตราดูผลงานของเหล่าบ่าวรับใช้ทีละกลุ่มอย่างใจเย็นจนกระทั่งมาถึงโต๊ะของมู่อันหราน
“เ้าอ่านเขียนได้ดี ไม่ผิดจากที่ข้าคิดไว้จริงๆ ”
บ่าวรับใช้ที่ฝึกฝนศาสตร์แขนงอื่นอยู่ใกล้ๆ พากันหันมามองและเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ฝึกฝนต่อไปอีกเสียหน่อย อีกไม่นานข้าอาจจะเสนอชื่อให้เ้าไปช่วยงานในห้องทรงงานของท่านอ๋อง”
จบคำกล่าวนั้นมู่อันหรานััได้ถึงกระแสความกดดันที่ถาโถมเข้ามาในทันที สายตาหลายคู่ที่เคยมองนางด้วยความว่างเปล่าหรือเฉยเมย แปรเปลี่ยนเป็ความริษยาและจ้องจับผิดอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากกลุ่มสาวใช้ที่เพิ่งกลับจากการฝึกร่ายรำซึ่งหวังจะใช้ความงามแลกความก้าวหน้า
"ขอบพระคุณเจิ้งหมัวมัวที่เมตตาเ้าค่ะ"
นางกล่าวขอบคุณพลางก้มหน้าลงต่ำเพื่อหลบเลี่ยงสายตาเ่าั้ แม้คำชมของเจิ้งหมัวมัวจะเป็สิ่งที่นางปรารถนา แต่นางกลับรู้สึกเย็นสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยวไปด้วยกลิ่นอายของการแก่งแย่งชิงดีที่นางแสนเกลียดชัง
เมื่อการเรียนในวันนี้สิ้นสุด มู่อันหรานรอจนกระทั่งเงาร่างของบ่าวรับใช้ทยอยเดินออกจากเรือนฝึกไปจนเกือบหมด นางสูดลมหายใจเพื่อเรียกความกล้า ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเจิ้งหมัวมัวที่กำลังสนทนากับผู้ฝึกสอนอยู่
“หมัวมัวเ้าคะ...บ่าวมีเื่อยากจะขอความเมตตาถามท่านสักเล็กน้อยได้หรือไม่เ้าคะ” เด็กสาวทรุดกายลงคุกเข่า หมอบราบไปกับพื้นด้วยกิริยาที่อ่อนน้อมที่สุด
นางกำนัลาุโปรายตามองเพียงหางตา แต่ยังเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มีอะไรงั้นรึ? เ้าว่ามาสิ”
“คือ...บ่าวมีสหายสนิทอยู่นางหนึ่งที่เรือนพักทาส นามว่าหลินฮุยเ้าค่ะ นางถูกลงโทษกักขัง แต่หลังจากครบกำหนดกลับไม่มีใครพบเห็นนางอีกเลย บ่าวเป็ห่วงนางเหลือเกินเ้าค่ะ หาก... หากท่านพอจะทราบว่าบ่าวควรไปถามข่าวคราวของนางได้จากที่ใด โปรดเมตตาชี้แนะบ่าวด้วยเถิดเ้าคะ” น้ำเสียงของมู่อันหรานสั่นเครือด้วยความอัดอั้น
สตรีสูงวัยค่อยๆ หันกลับมามองเด็กสาว แววตาที่เคยฉายความเอ็นดูเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์
“มู่อันหราน... เ้าคิดว่าที่นี่คือที่ใด?”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่กลับทรงอำนาจจนคนฟังใจหายวาบ เจิ้งหมัวมัวยืดตัวตรง ก้าวเข้ามายืนตรงหน้านางแล้วเอ่ยต่อด้วยถ้อยคำที่ไร้ความปรานี
“ทาสที่ถูกลงโทษ หากดื้อรั้นไม่เชื่อฟังย่อมถูกโบยให้หลาบจำ หากคนมันไร้วาสนาทนพิษาแไม่ไหวก็ย่อมต้องตายไปตามกรรม ในจวนแห่งนี้ ทาสหนึ่งคนหายไปก็ไม่ต่างอะไรกับมดตัวหนึ่งที่ถูกเหยียบตาย เ้ามาถามข้าว่าควรไปหาข่าวจากที่ใดงั้นหรือ?”
นางแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ทำให้มู่อันหรานรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
“หากคนยังอยู่... เ้าก็ต้องพบตัว แต่ในเมื่อตอนนี้ไม่เห็นแม้แต่เงา สิ่งเดียวที่เ้าทำได้คือไปขุดดินในสุสานท้ายเมืองดูเอาเองเถิด เผื่อจะได้เจอซากศพของนางนอนรอให้เ้าไปร่วมไว้อาลัยให้!”
มู่อันหรานเบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบไปทั้งแถบ นางเงยหน้าขึ้นมองสตรีสูงวัยตรงหน้าด้วยความใสุดขีด
ที่ผ่านมานางเห็นเจิ้งหมัวมัวเป็ผู้าุโที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย แม้จะดูดุดันแต่ก็แฝงไปด้วยความเมตตา แต่วาจาที่เอ่ยถึงความตายของทาสคนหนึ่งราวกับเป็เื่ลมฟ้าอากาศเมื่อครู่นี้... มันช่างเืเย็นเกินกว่าที่เด็กสาวจะรับไหว
เด็กสาวพูดไม่ออก ลำคอตีบตันไปด้วยความหวาดกลัว
“จำใส่สมองเอาไว้ ถ้าอยากจะมีชีวิตรอดในจวนอ๋อง อย่าเอาใจไปผูกไว้กับผู้ใด กลับเรือนพักไปซะ แล้วอย่าให้ข้าได้ยินเ้าถามเื่ไร้สาระเช่นนี้อีก!”
เจิ้งหมัวมัวสะบัดชายเสื้อเดินจากไปพร้อมกับผู้ฝึกสอนทั้งสี่ ทิ้งให้มู่อันหรานนั่งคุกเข่าอยู่กลางห้องโถงที่อ้างว้างเพียงลำพัง ความอบอุ่นที่เคยรู้สึกต่อสถานที่แห่งนี้พังทลายลงในชั่วพริบตา เหลือเพียงความจริงอันโหดร้ายว่าภายใต้ความงดงามของจวนเหวินอ๋อง มีซากศพและหยดเืของคนที่ไม่มีใครจำซุกซ่อนอยู่ทุกตารางนิ้ว
……….
ในสนามฝึกขี่ม้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นตลบ มู่อันหรานดูร่างเล็กบอบบางจนแทบถูกกลืนหายไปในกลุ่มบ่าวที่ตัวโตกว่า นางต้องกระเสือกกระสนฝึกร่วมกับบ่าวชายร่างกำยำและสตรีรุ่นพี่ที่ตัวสูงกว่านาง
กลิ่นเหงื่อไคลคละคลุ้งผสมกับกลิ่นสาบม้าเข้มข้น แต่นางไม่มีเวลาแม้จะย่นจมูก เพราะสายตาคมกริบของผู้ฝึกสอนที่จ้องมองมานั้นเ็าและไร้ความปรานี
นางตั้งใจฟังทุกคำสอน พยายามจดจำทุกท่วงท่าของครูฝึกอย่างจดจ่อ แต่สนามแห่งนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับความสงสาร
"ถึงตาเ้าแล้ว! มือซ้ายกุมบังเหียน มือขวาจับอาน ก้าวเท้าซ้ายเหยียบโกลนแล้วส่งตัวขึ้นไป!" เสียงตวาดของครูฝึกดังก้องจนร่างเล็กสะดุ้งโหยง
หมายเหตุ โกลน: ห่วงเหล็กหรือโลหะที่ห้อยลงมาจากอานม้าทั้งสองข้าง สำหรับให้ผู้ขี่ใช้เท้าเหยียบเพื่อส่งตัวขึ้นหลังม้า และช่วยในการทรงตัวขณะควบขี่หรือต่อสู้