เย่ชิงชิงมิได้ยอมรับกล่องของขวัญนั้นเมื่อได้ลิ้มรสขนมเสร็จแล้วก็อ้างว่าที่บ้านมีกิจวุ่นวายมากมายจำต้องกลับไปช่วยแบ่งเบาภาระของท่านแม่ เผยฉางสี่เพิ่งจะได้พบนางมิหนำซ้ำยังมิทันได้เล่นสนุกกันเท่าที่ควรก็ต้องจากลาแล้วจึงรู้สึกอาลัยอาวรณ์เป็นยิ่งนัก แต่สุดท้ายก็ไม่อาจรั้งนางไว้จำต้องให้สาวใช้พานางออกนอกจวนไป
คำตักเตือนของฮูหยินรองในครานี้เย่ชิงชิงก็พอจะเข้าใจ ฉางสี่ผู้นี้เป็นคนร่าเริง เพียงแค่มีสหายเล่นด้วยสักคนนางก็สามารถเล่นได้อย่างสนุกสนานแล้ว
นางยอมรับว่าตนเองมิใช่สตรีที่อยู่ในกรอบประเพณีอันดีงามมิได้รับการอบรมกิริยามารยาทมาตั้งแต่เยาว์วัยอีกทั้งชาติก่อนยังเติบโตมาในโลกยุคใหม่ที่เสรี ในสายตาของท่านฮูหยินเหล่านั้นนางคงเป็นเพียงเด็กหญิงบ้านนอกที่ไร้การอบรมใช่หรือไม่?
ฮูหยินรองเกรงว่านางจะพาฉางสี่ออกนอกลู่นอกทางกระนั้นหรือ?เย่ชิงชิงฟังแล้วทั้งขำทั้งเศร้า ในใจก็อดสงสารฉางสี่มิได้แม้จะไม่ใช่ตระกูลขุนนางและเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวในบ้านที่ได้รับความรักความเอาใจใส่มากมายแต่ครอบครัวของนางก็ยังเข้ามาแทรกแซงอิสรภาพ โดยที่นางมิอาจล่วงรู้
เย่ชิงชิงเดินตามสาวใช้ออกมาจากเรือนหลังซึ่งเป็นที่พำนักของเหล่าสตรีแล้วเดินเลี้ยวไปตามศาลาและอาคารต่างๆทันใดนั้นนางพลันได้ยินผู้หนึ่งเรียกขาน
“แม่นางชิง! ทางนี้ขอรับ!”
ในศาลาที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักเงาร่างคุ้นตาผู้หนึ่งกำลังต้มชา แลดูสุขสบายยิ่งนัก
เมื่อเห็นคนรู้จักเย่ชิงชิงก็เดินเข้าไปใกล้แล้วยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “คุณชายอี้ช่างสุขสบายโดยแท้”
ผู้มาเยือนผู้นี้คืออี้เหวินฉวินมิได้พบกันนานจึงรู้สึกแปลกไปบ้างมิใช่เพียงเด็กสาวเท่านั้นที่เปลี่ยนไปเมื่อเติบใหญ่ชายหนุ่มก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน ดูสิ! รูปร่างสูงขึ้นมากแล้ว!
อี้เหวินฉวินนั่งอยู่เพียงลำพังในศาลาหาได้มีเจ้าบ้านอยู่เป็นเพื่อนร่วมดื่มชา แลดูจากท่าทางที่สุขุมนุ่มนวลของเขาแล้วราวกับที่แห่งนี้เป็นบ้านของตนเองเสียอย่างนั้น
“เอ้า เอ้า นั่งสิ ข้าจะรินน้ำชาให้ดื่ม” อี้เหวินฉวินโบกมือเชิญนางนั่งลง
เย่ชิงชิงครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วหันไปกล่าวกับสาวใช้ที่นำทาง “รบกวนพี่สาวส่งเพียงเท่านี้ที่เหลือข้าจะเดินออกไปเอง”
สาวใช้ผู้นั้นเหลือบมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าลำบากใจสุดท้ายก็มิได้เอ่ยสิ่งใด เพียงทำความเคารพแล้วถอยกลับไป
อี้เหวินฉวินขยับมือขึ้นชงชาอย่างชำนาญการเขายกกาน้ำชาขึ้นสูงรินน้ำชาสีเหลืองอ่อนลงในถ้วยน้ำเดือดเหล่านั้นกระเซ็นขึ้นมาเล็กน้อย
“เพิ่งไปพบฉางสี่มาหรือ?” เขาเอ่ยถาม
เย่ชิงชิงพยักหน้า“เหตุใดท่านจึงมานั่งดื่มชาอยู่ที่นี่ผู้เดียวเล่า?”
“ผู้ใดว่าข้าอยู่ผู้เดียว เจ้ามิใช่คนหรือ?” อี้เหวินฉวินถลึงตา
เย่ชิงชิงลูบจมูก“ถือว่าเมื่อครู่ข้ามิได้เอ่ยสิ่งใดแล้วกัน” อาจเป็นเพราะเขาพูดมากเกินไปจึงถูกคุณชายเจ้าของห้างละทิ้งกระมัง นางแอบคิดในแง่ร้าย
“คราวนี้เจ้าได้นำสิ่งใดติดตัวมาด้วยหรือไม่?” อี้เหวินฉวินเอ่ยถามด้วยความสงสัยทันที
“สิ่งใดหรือ?” เย่ชิงชิงไม่เข้าใจ
“คราใดที่เจ้ามาเยือนก็มักจะนำของอร่อยมาด้วยไม่ใช่รึ!”
“...”เย่ชิงชิงพูดไม่ออก สมกับที่เป็นนักกินตัวยงนัก นางพยักหน้าตอบ“นำมาด้วยเจ้าค่ะ หากท่านต้องการ สองวันจากนี้ก็ไปหาซื้อได้”
“ซื้อ?” อี้เหวินฉวินแค่นเสียง “พวกเราก็รู้จักกันมาหลายปีแล้ว เอาให้ข้าสักสองสามชิ้นไม่ได้เลยหรือ?”
เจ้าสนิทกับข้ามากนักหรือ?ยังไม่ทันรู้ว่าคือสิ่งใดก็คิดจะขอแล้ว เย่ชิงชิงสีหน้าเรียบเฉย“คุณชายเจ้าคะ บ้านข้ามิได้ร่ำรวยยังต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ในการหาเลี้ยงชีพเจ้าค่ะ”
อี้เหวินฉวินอึ้งไปครู่หนึ่งอ้าปากจะเอ่ยบางอย่างแต่ก็อายเกินกว่าจะพูดออกไป
เขายกกาน้ำชารินใส่ถ้วยชาของทั้งสองผ่านไปครู่ใหญ่จึงเปลี่ยนเรื่อง “ฉางสี่ไปบ้านเจ้าเมื่อคราวก่อนเกิดสิ่งใดขึ้นหรือ?”
คราวก่อนหรือ?เย่ชิงชิงเหลือบตามองเขาเล็กน้อยแล้วยิ้มก่อนจะกล่าวว่า “ท่านก็ได้ยินมาแล้วมิใช่หรือ?” เหตุใดจึงมาถามเช่นนี้กับนางเล่า
“เสียงเบานัก ข้าได้ยินไม่ชัด” อี้เหวินฉวินลดเสียงลงราวกับกำลังทำเรื่องผิดกฎหมาย
เย่ชิงชิงเห็นท่าทางของเขาแล้วก็ถึงกับหัวร่อเมื่อเห็นว่าเขาเป็นห่วงนางก็ลดเสียงลงเช่นกันแล้วเล่าเรื่องราวฉบับย่อทั้งหมดให้ฟัง
อี้เหวินฉวินฟังจบก็ตบโต๊ะด้วยความโกรธ“ต้องเป็นคนเช่นไรถึงได้บังอาจถึงเพียงนี้! ข้าจะไปสั่งสอนเขา!”
“ชู่ว!” เย่ชิงชิงกวาดสายตามองซ้ายขวาชูนิ้วชี้ขึ้นเป็นสัญญาณเตือนให้เขาระมัดระวังคำพูด “อย่าเอะอะไปเรื่องนี้คลี่คลายแล้ว ยิ่งคนรู้น้อยก็ยิ่งดี หากท่านปรารถนาดีต่อฉางสี่ก็อย่าได้กล่าวถึงอีกเลย”
ผู้ใดจะล่วงรู้ได้วาจามนุษย์นั้นน่ากลัวเพียงใด เพียงริมฝีปากบนและล่างขยับเรื่องราวก็สามารถบิดเบือนไปได้หลากหลายรูปแบบ พลิกผันไปมาทั้งจริงทั้งเท็จถึงเวลานั้นก็มิอาจชี้แจงสิ่งใดได้แล้ว
อี้เหวินฉวินเม้มปากอย่างไม่พอใจ“ข้ารู้ ข้าเข้าใจ” เรื่องเช่นนี้ทำได้เพียงฟังแล้วเงียบไว้การเปิดเผยออกไปเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเด็กสาว
ฟ้าเริ่มมืดแล้วเย่ชิงชิงมิอาจเสียเวลากับเขาต่อ นางลุกขึ้นขอบคุณที่ชงชาให้แล้วหันหลังจากไป
ทว่าการมาเยือนจวนสกุลเผยในครานี้ราวกับจะเกิดเรื่องราวมากมายรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อนางใกล้จะออกจากจวนอยู่รอมร่อด้านหลังภูเขาจำลองในสวนใกล้ประตูใหญ่ นางพลันได้ยินผู้คนกำลังพูดคุยถึงนางอยู่
“เจ้าบอกว่าฮูหยินรองไล่เจ้ามาถอนหญ้าที่นี่เพราะแม่นางชิงนั่นหรือ?”เสียงหนึ่งเอ่ยด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
อีกเสียงหนึ่งตอบด้วยความขุ่นเคือง“เป็นเช่นนั้น ข้ารับใช้อยู่ในเรือนคุณหนูรองอย่างดีทั้งหมดเป็นความผิดของแม่นางชิง! นางคิดว่าตนเองเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์หรือไรจึงกล้าทำตัวเป็นแขกคนสำคัญถึงเพียงนั้น!”
“ผู้ใดใช้ให้นางสนิทสนมกับคุณหนูรองกัน...”
“สิ่งใดเล่าที่ว่าสนิทสนมกันมิใช่นางคิดจะใช้คุณหนูรองเป็นสะพานเพื่อเข้าใกล้คุณชายเจ้าของห้างหรอกหรือ!เจ้าก็เห็นว่าเมื่อก่อนนางเอ่ยปากถามหาคุณชายโดยตรงมิใช่หรือ? คุณหนูรองตักเตือนนางถึงยอมเปลี่ยนคำพูดต่างหาก!”