ตอนที่129
เจอลอบสังหาร
“ข้าว่าไม่น่ามั้งเพราะมีคนที่ชื่อไป๋เหอไปร่วมด้วยหากเจ้าจำเรื่องคราวก่อนได้ที่เขาไปรับภารกิจกับสหายธาตุอื่นแล้วได้ของดีมากมาย ตอนนั้นเจ้าไป๋เหอนั่นก็ได้คะแนนมาอย่างเยอะอย่าดูถูกฝีมือคนผู้นี้ไปเพราะประวัติเขาก็มีว่าเจ้านั่นเก่งมากไม่ธรรมดา”
ชายที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันได้พูดขึ้นเขาพอรู้ประวัติคนชื่อไป๋เหอพอควรตอนที่ประลองความเป็นตายก็สามารถเอาชนะคนที่ตนไม่ชอบหน้าได้แสดงว่าคนผู้นี้มีฝีมือไม่ธรรมดาดูถูกไม่ได้เลย
พอนึกถึงคนที่ชื่อไป๋เหอพวกเขาก็จำได้ทันทีว่าคนผู้นี้ถูกพูดถึงกันมากสามารถประลองข้ามขั้นแล้วเป็นฝ่ายเอาชนะฆ่าซูเหินได้นี่ถือว่าเป็นข่าวที่โด่งดังมาก และเรื่องออกไปทำภารกิจแล้วนำของมาแลกที่ได้คะแนนเยอะมากก็คือคนเดียวกันพอนึกถึงคนชื่อนี้พวกเขาก็ไม่สามารถมองข้ามความสามารถนี้ได้
“เจ้าว่าครั้งนี้พวกเขาทั้งหมดจะสามารถแลกคะแนนได้เยอะไหม”
พอรู้ตัวตนว่าในกลุ่มมีไป๋เหอเข้าร่วมด้วยพวกเขาก็เปลี่ยนคำดูถูกเป็นสงสัยแทนว่ารอบนี้จะสามารถทำภารกิจสำเร็จเหรอไม่จะได้จำนวนเท่าไหร่
“ข้าว่าไม่ได้นะคราวก่อนที่พวกเขามาแล้วไม่มีไป๋เหอแต่ละคนล้วนบอบช้ำกลับมาแถมคะแนนก็ยังได้น้อยอีก”
“แต่วันนี้มันไม่เหมือนเดิมไงเพราะมีไป๋เหอไปด้วยอาจจะได้มากกว่าเดิมก็เป็นได้”
“ก็คอยดูกันไปแล้วกัน”
คำพูดมากมายไป๋เหอล้วนได้ยินหมดแต่เขาทำเป็นเมินเฉยเพราะไม่มีความสำคัญอะไรกับเขา
ในขณะที่พวกเขาเดินทางไปทำภารกิจที่เดิมก็ได้มีชาย5 คนเดินทางอยู่ด้านหลัง พวกคนเหล่านั้นรับภารกิจให้มาจัดการไป๋เหอและพวกเขาทุกคนล้วนอยู่ขั้นโลหิตระดับ5 และ ขั้นโลหิตระดับ 6
ภายในสำนักเมฆาสวรรค์หลี่เจิ้งกำลังดื่มน้ำชาอย่างสบายใจเมื่อคิดว่าคนที่เขาส่งไปนั้นมีขั้นพลังที่สูงพอที่จะจัดการได้ หากภารกิจสำเร็จเขาจะได้เคล็ดลับวิชาระดับวายุมาฝึกพร้อมกับทรัพยากรอีกจำนวนหนึ่งที่ทางตระกูลหลี่มอบให้
“ท่านอาครั้งนี้จะสำเร็จเหรอไม่”
“คิดว่าไม่พลาดเพราะคนที่ข้าส่งไปนั้นมีขั้นพลังโลหิตอยู่ระดับ 5 และ 6 ขั้นพลังสูงพอจะฆ่าเจ้านั่นได้สบาย”
“ถ้าอย่างนั้นข้าค่อยสบายใจหน่อยพวกเราจะได้ไปทำอย่างอื่นเสียทีมัวแต่เสียเวลาจัดการกับเจ้าเด็กนั่นนานพอควร”
เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ตนเองไปจัดการกลับไม่สามารถทำให้เจ้านั่นตายลงได้มันสร้างความโมโหให้เขาอย่างมากครั้งนี้ท่านอาจึงต้องลงมือเอง
ทางไป๋เหอรับรู้มาตลอดว่ามีคนติดตามด้วยคลื่นกระแสจิตที่เขาตรวจสอบยังคงแจ่มชัดและได้ยินพวกเขาคุยกันถึงตนเองที่คิดจะสังหารให้ตายลงเมื่อถึงป่าสัตว์อสูรเขาต้องคิดเตรียมรับมือแม้จะรู้ว่าคนทั้ง 5 ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเขาก็ไม่ควรประมาท
เมื่อถึงป่าอสูรพวกศิษย์หอสมุนไพรก็เตรียมพร้อมกับการไล่ล่าภารกิจฆ่าสัตว์อสูรระดับ4 นำแกนอสูรกลับไป สัตว์อสูรระดับ 4 เทียบเท่ากับคนอยู่ระดับปฐพีในกลุ่มตอนนี้มีแค่ศิษย์พี่เซียวฟานที่อยู่ขั้นโลหิตระดับ 1นอกนั้นยังอยู่รวมจิตระดับ 8 และ 9
สัตว์อสูรระดับนี้ต้องเข้าป่าลึกๆถึงจะเจอ ไป๋เหอก่อนจะไปถึงในตรงจุดนั้นเขาจำเป็นจะต้องจัดการคนที่ติดตามมาให้เสร็จก่อนไม่เช่นนั้นพวกคนเหล่านั้นอาจจะสังหารเขาในช่วงหมดแรงจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรถ้ายังไงก็จัดการให้เสร็จดีกว่า
“ศิษย์พี่พวกท่านเดินนำหน้าไปก่อนนะข้าขอไปจัดการธุระทางด้านโน้นก่อนแล้วข้าจะตามไป”
“เจ้าจะไปทำอะไร” เนี่ยเฟิงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงแล้วอีกอย่างหนึ่งหากไม่มีไป๋เหอร่วมทางด้วยก็เกิดนึกหวาดกลัวว่าจะเจอสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งแล้วพวกเขารับมือไม่ได้
“ข้าขอไปจัดการธุระส่วนตัวนิดนึงข้ารู้สึกปวดท้องมาก” ไป๋เหอเอามือสัมผัสบริเวณท้องตัวงอเล็กน้อยทำหน้าให้สมจริงเรื่องที่ตนจะไปทำไม่อยากให้พวกเขาต้องเป็นห่วงแล้วเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับเขาคนเดียวด้วย
“เจ้าไม่ต้องการให้พวกเรารอเหรอพวกเรารอได้นะ” เซียวเทียนคิดว่ารอให้ศิษย์น้องไปทำธุระก่อนพวกเขารอได้แล้วมีไป๋เหอร่วมทางด้วยย่อมปลอดภัยกว่ายิ่งอยู่ใกล้ยิ่งรู้สึกสบายใจ
“ไม่เอาศิษย์พี่พวกท่านนำหน้าไปก่อนเลยไปทางตรงเรื่อยๆเดี๋ยวข้าจะรีบตามไปไม่ต้องเป็นกังวล”
“พวกเจ้ารีบไปเถอะศิษย์น้องอยากจะทำธุระส่วนตัวพวกเจ้าก็อย่ารอเป็นการกดดันศิษย์น้องเลย”
เมื่อเซียวฟานเอ่ยกล่าวศิษย์น้องแต่ละคนก็ไม่ขัดต่างก็มุ่งหน้าไปข้างหน้าแต่ช้าลงเซียวฟานมองไปทางที่ไป๋เหอวิ่งออกไปเขารู้สึกว่าไป๋เหอมีความจำเป็นจะต้องออกไปจากกลุ่มดูเหมือนว่าเขากำลังมีปัญหาก่อนจะพบว่ามีชายอีกกลุ่มวิ่งไปทางไป๋เหอเขาก็รับรู้ทันทีว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นหวังเพียงว่าให้ไป๋เหอปลอดภัยก็พอเข้าใจด้วยว่าศิษย์น้องไม่ต้องการเอาพวกเขาไปเกี่ยวข้องด้วย
เซียวฟานกับพรรคพวกไม่ได้ไปที่ไหนไกลเขารู้สึกเป็นห่วงไป๋เหอหากยังไม่ตามมาเขาจะไปตามทันที
“ศิษย์พี่มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอข้ารู้สึกว่าศิษย์น้องเหมือนกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่” หลัวเฟิงเอ่ยกล่าวขึ้นด้วยตนเองเป็นคนขี้สงสัยย่อมสังเกตว่าศิษย์น้องทำตัวแปลกๆตอนเมื่อครู่นี้
“ไป๋เหอเขาหลอกคนที่ตามมาไปทางอื่นเพื่อไม่ให้พวกเราเดือดร้อน”
เซียวฟานเอ่ยกล่าวขึ้นแววตามีความกังวลว่าไป๋เหอจะได้รับอันตรายเพราะคนที่ตามไป๋เหอไปนั้นมีถึง 5 คนอยู่ชั้นพลังระดับ 5กับระดับ 6 เขาไม่รู้เลยว่าไป๋เหอจะรับมือกับคนทั้ง 5 ได้ยังไง การตัดสินใจของไป๋เหอมันคือความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนให้พวกเขา
“พวกเราไปช่วยไป๋เหอกันเถอะอย่าให้ศิษย์น้องต้องรับมือคนเดียวเลย”เสียวฉุนมีใจกังวลรู้สึกเป็นห่วงในดวงตาของเขาฉายแววของความเจ็บปวดที่ไป๋เหอยอมเสียสละเพื่อปกป้องพวกเขา
“ข้าว่าพวกเราจะเป็นตัวถ่วงของศิษย์น้องมากกว่าเหตุที่ศิษย์น้องให้เรามาก่อนเพราะเขาไม่อยากให้พวกเราเป็นภาระพวกเจ้าก็รู้นี่ว่าศิษย์น้องมีความสามารถแค่ไหนจงเชื่อมันศิษย์น้องเถอะ” แม้จะเชื่อมั่นฝีมือไป๋เหอแต่เซียวฟานก็ยังคงเป็นห่วงเขาไม่อาจจะทำให้ใจสงบลงได้ตราบใดที่ยังไม่เห็นไป๋เหอตามมา
ไป๋เหอวิ่งมาถึงกลางหุบเขาทางด้านหน้าเป็นภูเขาสูงหลายลูกตรงนี้น่าจะพอไม่ไกลจากศิษย์พี่มากก่อนจะตะโกนออกไป
“พวกเจ้าตามข้ามานานแล้วก็ออกมาเถอะ”
คนทั้ง5 ไม่คาดคิดว่าเด็กน้อยที่พวกเขาตามมาจะค้นพบพวกตนแม้จะสงสัยว่าทำไมเขาถึงรู้ได้ก็ยังคงต้องออกไปเผชิญหน้า
“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าพวกข้าตามมา”
ชายคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นเริ่มรู้สึกหวาดกลัวเพราะคนเช่นนี้จะต้องไม่ใช่คนธรรมดาถึงสามารถตรวจพบการมีอยู่ของพวกเขาได้ใครๆ ก็รู้ว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนฝึกวิชาเคลื่อนย้ายไร้เงาหากคนไม่มีพลังจิตที่กล้าแกร่งย่อมที่จะตรวจจับไม่พบ
“ข้ารู้ได้ยังไงนั้นคนอย่างพวกเจ้าคงไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้แล้วเพราะวันนี้จะเป็นวันตายของพวกเจ้า”
ไป๋เหอไม่ต้องการจะปล่อยให้รอดอยู่แล้วการจะฆ่าทิ้งไปเลยมันก็ดีมากอย่างน้อยก็ลดศัตรูลงและอีกอย่างจะต้องสอบถามว่าใครเป็นคนจ้างมาเพราะคนทั้ง5 เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
ชายหนุ่ม3คนหัวเราะขึ้นมาเมื่อได้ยินดังนั้นเพราะเขาไม่เชื่อว่าเด็กน้อยคนหนึ่งจะสามารถฆ่าพวกเขาได้ทั้งหมด นี่มันเกินขีดความสามารถของเขาไปไกลแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้ทำไมถึงมีความกล้าจะพูดเช่นนี้ขึ้นมาได้ไม่ประมาณตนเอาเสียเลยแค่อยู่ขั้นโลหิตระดับ1 เพียงเท่านี้ก็มีใจกล้าคิดว่าจะสามารถสังหารพวกเขาทั้งหมดได้เอาความกล้ามาจากไหน
“เจ้าเด็กน้อยใครให้ความกล้าแก่เจ้าถึงได้ไม่ดูตัวเองเลยว่ามีความสามารถแค่ไหนถึงจะมาสังหารพวกข้าได้”ชายคนหนึ่งเรียกอาวุธดาบระดับอัคคีออกมาจากถุงเก็บของ กำลังอวดให้เด็กหนุ่มผู้นี้ดูว่าดาบของเขาเล่มนี้จะสังหารเจ้าให้ตายลงเพียงแค่ตวัดดาบเดียว
“เจ้าอย่าได้ประมาทเด็กผู้นี้ไปข้ารู้สึกว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ฆ่าได้ง่ายๆ “
ชายที่อยู่ขั้นโลหิตระดับ6 พูดขึ้นเพื่อไม่ให้สหายประมาทเพียงเห็นว่าเป็นเด็กน้อยที่อยู่ชั้นพลังเพียงระดับ1 เขามีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเมื่อได้มายืนอยู่ตรงหน้าเด็กผู้นี้
“นั่นนะสิข้ารู้สึกว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น” สหายสนิทอีกคนกล่าวขึ้นมาบ้างเขาอยู่ขั้นโลหิตระดับ 6 ซึ่งมีลางสังหรณ์ไม่ต่างกัน
ชายอีก3 คนที่พึ่งหัวเราะอยู่ขั้นโลหิตระดับ 5 เมื่อเห็นสหายทั้งสองพูดเหมือนกันพวกเขาก็เริ่มรู้สึกหวาดกลัวอย่างไม่ทราบสาเหตุพอมองคนตรงหน้าดีดีเหมือนมีรังสีแผ่ไอสังหารออกมาจากตัวเด็กน้อยผู้นี้จนพวกเขารู้สึกขนลุกอย่างไม่รู้ตัวจิตใจก็แน่นิ่งเมื่อมาเผชิญหน้ากับพวกเขาแสดงว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีของดีบางอย่างที่สามารถสังหารพวกเขาได้
“เอาเป็นว่าพวกเราลุยพร้อมกันเถอะแล้วอย่าประมาทเด็ดขาด” คนที่อยู่ระดับ 6 เห็นท่าไม่ดีรีบกล่าวเตือนเพราะเขาเห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีรอยยิ้มเหี้ยมที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา
ทุกคนทั้งหมดเรียกอาวุธออกมาต่างเริ่มรู้สึกหวาดกลัวและเมื่อมองดีดีเด็กหนุ่มที่มีเพียงขั้นโลหิตระดับ1 ก็แปรเปลี่ยนเปลี่ยนขึ้นเป็นระดับ 2 3 4 5 และขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนถึงระดับ 8ถึงจะหยุด
เมื่อชายทั้ง5 เห็นอย่างนั้นก็รับรู้ได้ทันทีว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้อย่างมิดชิดมิน่าถึงไม่ได้กลัวพวกเขาที่มีคนจำนวนมากกว่าก็เพราะมีชั้นพลังเหนือกว่าพวกเขานี่เองและอาจจะครอบครองของล้ำค่าสำหรับฆ่าพวกเขาได้
“นี่มันไม่จริงใช่ไหมนี่พวกเรามาฆ่าปีศาจตนไหนวะเนี่ย” ชายที่เคยหัวเราะบัดนี้มีสีหน้าซีดเผือดขาแขนเริ่มสั่นรู้สึกอ่อนแรงเมื่อได้เห็นพลังที่แท้จริงของเด็กหนุ่มที่เขาไม่คิดว่าจะซ่อนพลังไว้หากรู้อย่างนี้เขาไม่รับค่าจ้างเด็ดขาด
“นั่นนะสิพวกเราหนีกันไหมข้าไม่อยากสู้แล้ว”
พวกเขาเห็นท่าไม่ดีแล้วอีกอย่างแม้พวกเขาจะมีคนเยอะกว่าแต่การที่เด็กหนุ่มตรงหน้าอยู่ขั้น8 แล้วย่อมจะมีไพ่ตายอื่นอีกพวกเขามีความหวาดกลัวมากกว่าที่จะเข้าต่อสู้
“พวกเจ้าเมื่อได้รู้ขั้นพลังที่แท้จริงของข้าแล้วคงไม่อาจจะปล่อยให้เจ้าหนีไปได้หรอกนะจงเป็นปุ๋ยหมักที่นี่เถอะ”
พวกเขาไม่ฝืนที่จะต่อสู้แล้วเกิดความกลัวยากที่จะชักอาวุธแล้วเข้าห้ำหั่นเด็กหนุ่มตรงหน้าได้จิตสังหารที่เด็กหนุ่มนั้นปล่อยออกมาก็ทำให้ขาพวกเขาไม่กล้าจะขยับเขยื้อนแล้วเพียงแต่จะก้าวเหาะหนีเพียงแค่คิดก็โดนเถาวัลย์ไม่รู้มาจากไหนโผล่จากพื้นดินมัดขาพวกเขาไว้
“นี่มันอะไรกันเถาวัลย์พวกนี้”
คนทั้ง5 เมื่อเห็นเถาวัลย์มาพันขาไว้แน่นไม่ให้ขยับหนีพวกเขาก็แทบจะร้องไห้เพราะเกิดความกลัวตายไม่คิดว่าค่าจ้างที่ดีจะแลกมาด้วยชีวิตของพวกตน หากรู้แบบนี้คงไม่รับงานนี้แน่นอน
“ข้าไม่อยากตายปล่อยข้าเถอะศิษย์น้องปล่อยพวกข้าเถอะ”
“ใช่ๆปล่อยพวกข้าเถอะพวกข้าไม่กล้าแล้ว”
“ได้โปรดปล่อยพวกเราด้วยพวกเรากลัวแล้ว”
“อย่าฆ่าพวกเราเลยพวกเราผิดไปแล้ว”
“พวกเราขอโทษพวกเราไม่ทำแล้วโปรดปล่อยพวกเราเถอะ”
พวกเขาทั้งหมดต่างพูดจาอ้อนวอนขอร้องสีหน้าไม่สู้ดีนักเกิดความกลัวตายขึ้นในจิตสำนึกพวกเขาไม่อยากตายพวกเขาอยากมีชีวิตอยู่ต่างมีสีหน้าหวาดผวาเมื่อมองเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ยิ้มเหี้ยมราวกับเป็นปีศาจชะตากรรมความตายพวกเขาอยู่ในมือเด็กหนุ่มผู้นี้แล้ว
“เสียใจด้วยไม่มีโอกาสนั้นแล้ว” ไป๋เหอกล่าวเสียงเรียบเพราะคำพูดพวกมันไม่มีความหมายสำหรับเขา