เมื่อถึงยามซวี่ (หนี่งทุ่มถึงสามทุ่ม) ที่เรือนหลังน้อย ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากเรือนอื่นๆมากที่สุดในตระกูลกู้ ก็มีคนยกสำหรับมาให้กู้เซียนเซียน ในถาดอาหารมีกับข้าวอยู่สามอย่าง ข้าวต้มหนึ่งถ้วย และหมั่วโถวหนึ่งก้อน
บ่าวที่ยกอาหารมาให้นาง แซ่ฉู่เป็บ่าวาุโคนสนิทของมารดานาง หลังวางอาหารไว้บนโต๊ะกลางห้องนอน ก่อนที่นางจะหันหลังจากไป นางได้ถ่ายทอดคำพูดของฮูหยินเอกที่บอกกล่าวแก่บุตรสาวของนาง
“ คุณหนูสี่ ท่านย่อมต้องเข้าใจฮูหยินให้มาก ที่ท่านทำอย่างนี้เพราะเหตุใด คุณหนูสี่น่าจะรู้ดีที่สุด ข้าไม่ขอกล่าวอะไรมาก เพียงแต่นายหญิงสั่งว่า หากไม่จำเป็ ขออย่าให้ท่านไปปรากฏตัวที่เรือนหน้าบ่อยนัก หรือแม้กระทั่งไปเรือนของคุณชายใหญ่และคุณหนูทั้งสอง ท่านเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่ “ นางเว้นคำพูดไว้ซักพัก ก่อนกล่าวต่อว่า
“ เพียงแต่วันนี้ บ่าวคิดว่าคุณหนูทำได้ดีแล้ว ไม่มีสิ่งใดไม่เหมาะสม นี่ถือเป็รางวัลจากนายหญิง ท่านก็ทานให้เยอะหน่อย ดูเหมือน่นี้ ท่านผอมลงไปบ้างแล้ว “
“ ฝากเ้าไปบอกท่านแม่ ว่าข้าเข้าใจแล้ว “ กู้เซียนเซียนพูดตอบโดยไม่แม้แต่จะสบตานาง นางก้มหน้าลงและไม่พูดอะไรต่อความอีก
เมื่อหญิงแซ่ฉู่จากไป กู้เซียนเซียนก็เริ่มจัดแบ่งอาหารที่นางเพิ่งได้รับมา โดยนางแยกเก็บหมั่นโถวเอาไว้ในห่อผ้าเล็กๆและใส่มันไว้ในกล่องตะกร้าสานขนาดใหญ่ข้างโต๊ะเครื่องแป้งของนาง
คืนนั้นกู้เซียนเซียนทานอาหารที่ถูกยกมาให้จนหมด ดวงตากลมโตใสเพ่งมองอาหารทุกชิ้นในจาน เก็บกวาดอาหารทุกชิ้นเข้าปาก ราวกับจะทานเผื่อวันพรุ่งนี้มะรืนนี้เข้าไปด้วย นางเก็บจานและวางถาดไว้ที่โต๊ะกลางห้องโถงด้วยตัวเองโดยไม่มีบ่าวมาคอยปรนนิบัติเหมือนเช่นคุณหนูคุณชายของเรือนอื่น บ่าวคนสนิทที่นางมีเพียงคนเดียว วันนี้ถูกส่งไปทำงานที่เรือนซักล้าง จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ถูกปล่อยตัวกลับมา เนื่องจากเรือนหลักขาดคน จึงได้มาขอตัวบ่าวของนางไป ถึงแม้ว่ากู้เซียนเซียนจะมีอายุผ่านมาแค่หกหนาว แต่นางก็รู้ดีว่า นี่เป็เื่ของการกลั่นแกล้งเท่านั้น เพราะบ่าวรับใช้ในเรือนอื่นๆ ก็มีอยู่เป็จำนวนมาก เหตุใดจึงเฉพาะเจาะจงมาขอคนของเรือนนางที่มีอยู่เพียงน้อยนิดไปด้วย ถึงจะพูดไม่ได้ว่าทั้งเรือนมีแค่เฝิงหรานเป็บ่าวเพียงคนเดียว แต่อย่างไรก็ตาม เฝิงหรานก็เป็คนเดียวที่เป็บ่าวคนสนิทของนาง ดูแลนางตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน อย่างไรเสียเื่พวกนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้น กู้เซียนเซียนเป็เด็กที่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนนัก ขอเพียงคนของนางยังอยู่ดีปลอดภัย ของที่ควรจะมีในเรือนก็ยังคงมี รวมถึง พิณ กู่เจิ้งตัวเล็ก หมากกระดาน หนังสือคัดตัวอักษร ขาดเหลืออะไร หากไม่หนักหนา นางก็ยังสามารถใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่ลำบาก ตอนนี้ที่นางเป็ห่วงก็แต่เฝิงหราน หวังว่านางจะกลับมาในวันพรุ่งนี้ เพราะเมื่อไม่มีนางอยู่ด้วย กู้เซียนเซียนรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งนัก
่เวลานี้ยังคงอยู่ในเดือนเก้าก่อนย่างเท้าเข้าสู่ฤดูเหมันต์ อากาศจึงไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป หลังล้างหน้า บ้วนปาก ถอดเสื้อนอกออกเพื่อที่จะเข้านอน กู้เซียนเซียนเดินไปดับตะเกียงที่มีอยู่เพียงดวงเดียวที่ตรงโต๊ะกลางห้อง ก่อนเหลือเพียงแสงสว่างสุดท้ายของปลายไส้เทียน ควันสีขาวพริ้วตัวลอยขึ้นเป็โค้งไปมา นางใช้นิ้วชี้เล็กๆของนาง แกว่งตัดไปตัดมาในเส้นควัน บางครั้งก็ใช้กำปั้นเล็กๆกำควันไว้แล้วปล่อย หรือใช้ปากเล็กๆเป่าให้ควันสีขาวแตกกระจายไป จวบจนแสงสว่างจุดเล็กๆที่ปลายเทียนดับลง ทั้งห้องก็เหลือเพียงความมืดที่ว่างเปล่า กู้เซียนเซียนจึงค่อยะโลงจากเก้าอี้ ก่อนเดินกลับไปที่เตียงโดยอาศัยแสงสว่างบางเบาจากพระจันทร์นำทาง เด็กน้อยซุกตัวลงในผ้าห่มหนา ระหว่างที่กำลังจะเคลิ้มหลับ นางก็จินตนาการถึงอ้อมกอดของมารดา สิ่งนั้นน่าจะอุ่นสบายเหมือนเช่นนอนในห่มผ้าผืนนี้ กู้เซียนเซียนนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งหลับไปด้วยความอ่อนเพลียหลังจากนั้นไม่นาน
คืนนั้นนางฝันเห็นรอยยิ้มของมารดา นางถูกมารดากอดรัดไว้ในอ้อมแขน มันดีเหมือนอย่างที่คิดไว้จริงๆ กู้เซียนเซียนมองเห็นรอยยิ้มเบิกบานของตัวเอง และมองเห็นบิดาของนางยืนอยู่ใกล้ๆ ลูบหัวนางอย่างรักใคร่เอ็นดู เพื่ออ้อมกอดนี้ เพื่อความรักของบิดาและมารดา นางตั้งใจจะเป็เด็กดีเชื่อฟังคำสั่งเพื่อหวังว่ามารดาจะกอดนางเช่นนี้ตลอดไป
………………………………………………………………………………………………..
ยามเฉิน (เจ็ดโมงเช้าถึงเก้าโมงเช้า) กู้หยุนและหนานข่ายลี่ เดินออกจากจวนตระกูลกู้พร้อมกัน ในมือของกู้หยุนมีห่อสัมมาระเล็กๆถือมาด้วยห่อหนึ่ง ทันทีที่บ่าวเปิดประตูข้างจวนออกมา หนานข่ายลี่กก็แทบจะเดินลิ่วนำหน้าสหายอย่างกู้หยุนอยู่แทบตลอดเวลา ประหนึ่งว่าเขาคือเ้าถิ่นแถวนี้เสียเอง
“เ้ารู้หรือว่าสถานศึกษาไปทางไหน” กู้หยุนยักยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหยุดเดินเมื่อถึงทางแยกและเห็นว่าสหายพานำไปผิดทาง
“ใช่ว่าข้าไม่เคยไปเสียหน่อย ข้าจำได้ว่ามาทางนี้ไม่ผิดแน่” หนานข่ายลี่ยังคงเดินนำหน้าต่อไป แต่เมื่อเดินไปได้อีกซักพัก เขาเหลือบมองไปด้านหลังกลับพบว่า สหายรักไม่ได้ตามมา
“ข้าจะแวะไปหาอะไรกินก่อน และเ้าก็กำลังเดินไปผิดทางแล้ว “ กู้หยุนะโบอก และเดินแยกไปอีกทาง ปล่อยให้หนานข่ายลี่เดินย้อนกลับมาตามเขาไป ก่อนที่กู้หยุนจะหยุดที่แผงขายอาหารเช้า เขาเลือกนั่งที่เก้าอี้เตี้ยๆตัวหนึ่งข้างทาง และสั่งเต้าฮวยสองถ้วยสำหรับคนสองคน เมื่อหนานข่ายลี่เดินมาถึง เขาก็ได้กินพอดี
ตอนนั้นเองที่หนานข่ายลี่กำลังจะอ้าปากถามถึงเื่พี่น้องตระกูลกู้ เขามาที่ตระกูลกู้ั้แ่เขายังเด็ก อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าห้าหกรอบ เหตุใดเขาถึงแทบไม่เคยพบน้องสาวคนที่สี่ของสหาย ทั้งๆที่อายุของพวกนาง ก็ไม่ใช่จะถึงวัยต้องเก็บเนื้อเก็บตัวเสียหน่อย หรือหากจะบอกว่านางเป็เด็กหญิงในห้องหอ แต่ทำไมเขาถึงรู้จักสนิทสนมกับน้องสาวฝาแฝดสองคนของสหายได้เล่า แม้เขารู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรถาม โดยเฉพาะจากปากเด็กชายที่กำลังจะโตเป็หนุ่มเช่นเขา และเื่ที่จะสอดปากถามเป็เื่ของเด็กหญิงในเรือนผู้อื่นเช่นนี้ แต่เขาจำแววตาที่เขามองเห็นเมื่อคืนนั้นได้ดี แววตาที่แฝงไว้ด้วยความคาดหวัง เขาดูออกว่าน้องสี่ของสหายไม่ได้รับความเอาใจใส่เท่าที่ควร ไม่เช่นนั้น เด็กอายุเท่านี้ เหตุใดถึงได้เงียบขรึมพูดน้อย และมีท่าทางประหม่าตลอดเวลาที่เดินเข้ามาในเรือนหน้าเล่า เขาแค่อยากถามให้หายสิ้นข้อสงสัยเท่านั้นจริงๆ จะได้วางตัวในบ้านสหายระหว่างที่พักอยู่เจ็ดแปดวันได้อย่างเหมาะสม ระหว่างที่กำลังคิดหาข้อแก้ต่างให้กับตัวเองพร้อมกับกลืนเต้าฮวยไปด้วย รถม้าคันงามก็วิ่งผ่านด้านข้างพวกเขาไปอย่างช้าๆ ระหว่างที่กำลังจะผ่านไป รถม้าก็หยุดลงอย่างกระทันหัน ผ้าม่านด้านข้างรถถูกเปิดขึ้น หน้าต่างไม้สลักลายถูกเลื่อนเปิดออก ปลายพัดเล็กๆยกมาขวางผ้าม่านไว้ข้างหน้าต่าง
“ กู้หยุน ยังไม่รีบไปอีก วันนี้มีแข่งขัน เ้ายังใจเย็นนั่งแช่อยู่ตรงนี้ ? “ ผู้พูดโผล่หัวออกมาจากหน้าต่างรถม้า เขา คือเซียวซวี่ บุตรชายคนโตของบ้านสายรองตระกูลเซียวหนาน และเป็เพื่อนร่วมสถานศึกษาของกู้หยุนด้วย
“ ทีเ้าก็ยังเอ้อระเหยอยู่นี่ไม่ใช่หรอกหรือ เหตุใดยังไม่รีบจากไปเล่า “ กู้หยุนยิ้มตอบแต่ในมือก็รวบห่อผ้าไว้ข้างตัว โดยไม่ลืมวางเงินค่าเต้าฮวยไว้บนโต๊ะด้วย เขาไม่ได้รีบเดินจากไปไหน แต่กลับตรงไปขึ้นรถม้าของสหาย ทำให้หนานข่ายลี่ผู้ซึ่งกำลังนึกถึงคำถามที่จะไม่ทำลายภาพลักษณ์ของตัวเองอยู่ถึงกับเงยหน้ามอง ก่อนจะทำท่ารีบร้อนเดินตามไปขึ้นรถม้าด้วยเช่นกัน ถ้าไม่ใช่เพราะว่ารถม้าวิ่งออกไปก่อนแล้ว พร้อมกับเสียงะโของกู้หยุนดังออกมาจากในรถม้า
“เ้ามิใช่อยากชมเมืองหรอกหรือ จากนี้เดินไปด้านขวา ไม่เกินสามเค่อก็ถึงแล้ว ข้าจะรอเ้าอยู่ที่นั่น “
หนานข่ายลี่มองตามรถม้าของสหายหายลับไปจากมุมถนนด้านขวามือ เขาได้แต่แยกเขี้ยวยิงฟัน ไม่มีครั้งไหนที่มาเมืองหลวงแล้ว ไม่โดนเ้าหมอนี่กลั่นแกล้ง ครั้งนี้ก็อีกเช่นกัน ยังดีที่จ่ายค่าเต้าฮวยให้เขาแล้ว เช่นนั้นเขาก็จะเดินเล่นไปเรื่อยๆก็แล้วกัน
ในรถม้า เด็กหนุ่มสองคนมองหน้ากันไปมา ก่อนเซียวซวี่อดไม่ไหว “ เ้าทิ้งเขาไว้เช่นนี้ จะดีหรือ “
กู้หยุนมองปราดไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม ถ้านับว่าเขากู้หยุนเป็พวกหน้าตาดี ก็ต้องบอกว่าใบหน้าและบุคคลิคของเซียวซวี่เหมาะสมกับที่เกิดมาในตระกูลบรรดาศักดิ์หนาน เขามีดวงตาหงส์ ริมฝีปากบางได้รูป ใบหน้ามีแก้มอยู่บ้าง เพราะอยู่่เปลี่ยนผ่านระว่างความเป็เด็กและผู้ใหญ่ แม้เขาจะนั่งบนตั่งยาวโดยการวางพาดขาข้างนึงไว้บนเก้าอี้ตัวเล็กๆด้านหน้า ก็ไม่สามารถลดทอนความสง่างามของเขาไปได้ แม้จะไม่ใช่ความสง่างามแบบลูกผู้ชายเต็มตัว แต่ก็เป็ความสง่างามแบบลูกหลานขุนนางที่สืบทอดบรรดาศักดิ์หนานมาหลายรุ่น แม้ปัจจุบันตระกูลเซียวหนาน จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนสมัยก่อน และไม่ได้มีเงินทองมากมายเช่นเขา แต่บรรดาศักดิ์ที่มีอยู่ก็เป็ของจริง
“ไม่เป็ไร เขาชินแล้ว” กู้หยุนตอบแบบขอไปที
เซียวซวี่ไม่สนใจเขาอีก เมื่อรถม้าวิ่งช้าๆไปได้ซักพัก ก็มาจอดที่ปากทางเข้าสถานศึกษา กู้หยุนขยับตัวเตรียมจะลงจากรถม้า เนื่องจากระยะทางไม่ได้ไกลมากจากจุดที่เขารับกู้หยุนขึ้นมา สหายของเขาจึงนั่งอยู่ไกล้ประตูรถ เมื่อรถม้าจอดสนิท กู้หยุนจึงเป็คนแรกที่ะโลงมาพร้อมสะพายขอห่อเดินนำหน้าเข้าสำนักศึกษาไป เขาไม่ลืมแจ้งคนเฝ้าประตูสำนักว่าอีกซักพักจะมีสหายของเขา “วิ่ง” ตามมาพบเขาที่นี่ ขอให้ช่วยปล่อยคนเข้าไปด้วย
เซียวซวีไม่ได้รีบร้อนตามลงไป เขาหันกลับไปเปิดกล่องไม้ยาวด้านหน้ารถม้า เตรียมของใช้จำเป็โดยเฉพาะธนูและลูกศรที่เขาเตรียมมาเฉพาะสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ เพราะเขารู้ว่าวันนี้ไม่ใช่แค่วันแข่งขันประจำปีของเหล่านักเรียนในสถานศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีแขกบรรดาศักดิ์ที่จะมาเยี่ยมชมส่วนตัวด้วย หากเขาสามารถแสดงผลงานได้ดี ไม่แน่ว่าเขาอาจไม่ต้องรอให้ถึงการสอบระดับเมืองหรือมณฑล ก็อาจได้รับโอกาสเป็คนสนิทอย่างน้อยที่สุดก็ทำผลงานให้เข้าตาผู้สูงศักดิ์บางคนได้บ้าง แน่นอนว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่แค่นี้ แต่ทุกๆปลายทางที่เขาวาดหวังไว้ ก็ต้องมีจุดเริ่มต้นด้วยกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ เขายื่นมือไปลูบขนนกตรงปลายลูกศรอย่างแผ่นเบาด้วยแววตาที่มุ่งมั่น เมื่อเขาจัดเตรียมของเรียบร้อยแล้วจึงลงจากรถม้า และก้าวเท้าตามสหายแซ่กู้เข้าไปในสำนักศึกษาเช่นกัน
ในสำนักศึกษาแบ่งออกเป็ตึกไม้สองชั้นสามหลัง และชั้นเดียวอีกหนึ่งหลัง โดยหมู่ตึกสองชั้นใช้เป็ตึกเรียนของสำนักศึกษาทั้งหมด สำหรับตึกไม้ชั้นเดียวซึ่งใช้เป็ห้องพักของเหล่าอาจารย์ สร้างเป็แนวยาวอยู่ด้านหลังสุดของสำนัก และอยู่ติดกับพื้นที่โล่งกว้างเลยจากพื้นที่โล่งจึงจะเป็ชายเขาเตี้ยๆทอดยาวออกไปจรดกำแพงเมืองหลวงด้านทิศเหนือ
สถานที่ที่ทุกคนรวมตัวกันเช้านี้จึงเป็บริเวณพื้นที่โล่งกว้างติดชายเขานี้นี่เอง