“อ๊ะ…”
จู่ ๆร่างกายของหล่อนก็ชาวาบขึ้นมากะทันหันจะขยับตัวเบี่ยงหนีการถูกััก็ทำไม่ได้เพราะร่างกายของเจียงเหยากลายเป็อัมพาตชั่วคราวไปซะอย่างนั้น
พนักงานที่เห็นท่าทางแปลกไปของลูกค้าสาวตัวหล่อนจึงออกอาการลนลานทำอะไรไม่ถูกพอเริ่มตั้งสติได้บ้างก็รีบะโลงจากเตียงแล้ววิ่งตาเหลือกไปเรียกคนอื่น ๆให้เข้ามาดูลูกค้า ตัวหล่อนเป็หมอนวดของร้านก็จริงแต่ยังทำอาชีพนี้ได้ไม่นานเท่าไหร่ จึงมีประสบการณ์ไม่มาก พอเกิดเื่ขึ้นยิ่งไม่รู้ว่าจะแก้สถานการณ์ยังไง
ตอนนี้มีเสียงชุลมุนของใครหลายคนดังวิ้งอยู่ข้างหูของเจียงเหยาซึ่งเ้าตัวกำลังงมอยู่ในอาการมึนงง หล่อนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่แต่ฟังจากที่ใครหลายคนกำลังอ้าปากพูด จึงจับใจความได้ว่าพนักงานคนนั้นดันกดจุดที่หลังคอผิดพลาดกดไปโดนส่วนชีพจรหรือที่อิงจากตำราแพทย์จีน มันจะสามารถเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่า 'จุดตาย'
เจียงเหยาพยายามที่จะเปล่งเสียงเรียกคนพวกนั้นแต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากกลับฟังไม่รู้ศัพท์เป็ผลสืบเนื่องมาจากสภาวะสมองขาดเืเฉียบพลันความเจ็บร้าวที่คอด้านหลังยังไม่หนักเท่าอาการเวียนหัวที่มันกำลังทวีคูณความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
แล้วในเวลาไล่เลี่ยกันนี้จู่ ๆ ร่างกายของเจียงเหยาเกิดชักเกรงขึ้นมาใน่จังหวะสั้น ๆ แล้วก็นิ่งไปเฉย ๆเหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้พนักงานที่เข้ามาช่วยเหลือคนเจ็บจำเป็ต้องถอยกรูออกห่างด้วยความใ
พอเห็นว่าลูกค้าหมดสติไปพวกหล่อนทั้งห้าคนที่เป็พนักงานของร้านนวด พร้อมใจกันทำหน้าคะยึกคะยือกล้า ๆ กลัวๆ ทั้งเกี่ยงกันเข้าไปดูสุดท้ายคนตัวเล็กหนึ่งในนั้นก็ถูกดันหลังให้เข้าไปสำรวจดูลูกค้าที่เพิ่งแน่นิ่งไปว่าตอนนี้เป็ยังไงบ้าง
“ธะ…เธอตายแล้ว”พนักงานตัวเล็กหันไปหาพวกพ้องแล้วตอบเสียงสั่น
เวลานี้พวกหล่อนพ่วงถอดสีหน้ากันเป็แถวอันที่จริงพอเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น คนที่เป็พนักควรช่วยเหลือลูกค้าถึงจะถูกไม่ใช่เอาแต่เกี่ยงกันแบบนี้ ถ้าหากมีใครคนหนึ่งรีบยกหูหาโรงพยาบาลไม่แน่ว่าเจียงเหยาอาจไม่ตายก็ได้
“เฮือก…”
เจียงเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงของเด็กน้อยที่เอาร้องไห้โฮจนหูของเธอแทบดับราวกับว่าเด็กคนนั้นไม่ได้ถูกใครปลอบโยน เพราะเสียงที่น่ารำคาญของเด็กน้อยเลยทำให้เจียงเหยาอยากลุกขึ้นมาปลอบให้เ้าตัวเงียบปาก แบบนั้นจะได้สงบหูลงหน่อย
เปลือกตาหนาพยายามเคลื่อนเปิดอย่างยากลำบากหลังจากลืมตาช้า ๆ ได้เต็มหน่วยเจียงเหยาก็พยายามกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับม่านตาให้ฉายชัดขึ้นแล้วเธอก็ได้เห็นกับเพดานบ้านที่ขาวสะอาดและได้เห็นกับใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยที่มอมแมมจากคราบน้ำตาเป็สิ่งที่สอง
“ยะ…อย่าร้อง”
หล่อนเอ่ยห้ามเขาเสียงเบาทั้งฟังดูอ่อนโยนสีหน้าของหล่อนไม่มีความประหลาดใจปนอยู่ แม้แต่นิดเดียวก็ไม่มีนั่นเป็เพราะตอนที่เจียงเหยาจมอยู่ในห้วงภวังค์ของความตายหล่อนได้เจอเข้ากับความทรงจำบางอย่าง...
ก่อนหน้านี้เธอสิ้นลมหายใจเพราะความสะเพร่าของคนอื่นกระทั่งเธอนอนตายคาเตียงทั้งที่ยังสาว แล้วจู่ ๆ ดวงิญญาของหล่อนก็ล่องลอยเข้ามาอยู่ในร่างของใครอีกคนซึ่งร่างนั้นสิ้นลมหายใจตายไปั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้เจียงเหยารู้เพียงแค่ว่าหลังสวมิญญาอยู่ในร่างนี้แล้วตนก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาในทันที มันเลยดูเหมือนว่าร่างนี้กำลังนอนหมดสติไปเฉย ๆและระหว่างที่อยู่ในร่างนี้ราว ๆ สองชั่วโมงเจียงเหยาก็ได้มีโอกาสััเข้ากับห้วงความทรงจำบางอย่าง
ห้วงความทรงจำเ่าั้มันบอกกับเธอว่าสิ่งที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่ภาพหลอน ไม่ใช่มโนจินตนาการแต่มันคือภาพความจริงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงคนหนึ่งใน่เวลาไม่กี่ปีมันเป็เื่ราวที่อยู่ในมุมมองของ ‘ฟางหลี’ ซึ่งเป็เ้าของร่างตัวจริงที่ตายไปแล้ว
ฟางหลีหล่อนเป็เพียงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่ง้ามีชีวิตคู่ที่ดีเหมือนกับหญิงสาวคนอื่นๆ ที่อยู่ใน่วัยเดียวกัน และความฝันของฟางหลีก็เป็จริงดังหวังเมื่อได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งที่สุดท้ายก็กลายมาเป็สามีของหล่อน
จุดเริ่มต้นชีวิตคู่ของฟางหลีและเขาคนนั้นดำเนินไปได้ด้วยดีในหลายมุมมองโดยเฉพาะแง่ของความสัมพันธ์แต่สิ่งที่กลายมาเป็เื่น่าหนักใจสำหรับหล่อนก็คือครอบครัวฝ่ายสามี
ฟางหลีมักจะโดนคนในบ้านของสามีรังแกและคอยเอารัดเอาเปรียบอยู่เสมอโดยที่ไม่คิดจะปริปากบอกสามีแม้แต่ครั้งเดียว ที่หล่อนยอมทนให้พวกเขารังแกแบบนั้นไม่ใช่เพราะอยากรับบทลูกสะใภ้ผู้น่าสงสารแต่เพราะนิสัยไม่สู้คนของฟางหลีจึงทำให้ตัวเองต้องตกที่นั่งลำบากอยู่เรื่อยไป
กระทั่งวันหนึ่งฟางหลีที่กำลังถูกแม่สามีและพี่สะใภ้รังแกมันเป็จังหวะที่สามีของหล่อนเดินผ่านเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดีแต่มันน่าเหลือเชื่อใช่หรือเปล่า ที่สามีของฟางหลีกลับเลือกที่จะเมินเฉยทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ก็เห็นอยู่ตำตาว่าภรรยาของตัวเองกำลังถูกรังแกและฟางหลีก็กำลังส่งสายตาขอความช่วยเหลืออยู่ด้วย
แล้วปฏิกิริยาของสามีในครั้งนั้นก็ทำให้ฟางหลีได้มารู้ภายหลังว่า...แท้จริงแล้วสามีของหล่อนรู้เห็นมาโดยตลอดว่าภรรยาของตัวเองโดนข่มเหงยังไงบ้าง แต่เขาดันเลือกที่จะอยู่เงียบ ๆแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น เพียงเพราะไม่อยากมีปัญหากับแม่และพี่ชายใหญ่ของตัวเอง
แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นแทนที่จะตัดขาดความสัมพันธ์กับมู่ชางหลง ผู้หญิงหัวอ่อนอย่างฟางหลีดันเลือกที่จะใช้ความอดทนเข้าสู้!
หล่อนได้แต่หวังว่าความรักจะเอาชนะได้ทุกสิ่งแล้วกวางน้อยผู้อ่อนต่อโลกอย่างหลิวฟางหลีก็ไม่รู้เอาซะเลย ว่าที่ทำอยู่...มันกำลังจะพาให้ชีวิตของตัวเธอเองดิ่งลงเหวไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็
ความอดทนของหล่อนก็มีมากเท่ากับความรักที่หล่อนมีต่อสามีฟางหลียอมทนอยู่ในสภาพแวดล้อมนั้นยาวนานหลายปีจวบจนทุกวันนี้หล่อนมีลูกกับสามีตั้งสองคน ก่อนคลอดลูกคนแรกหล่อนเฝ้าหวังให้เป็เด็กชายเผื่อว่าได้ลูกชายขึ้นมาจริง ๆ คนในบ้านจะเพลา ๆ เื่รังแกหล่อนลงบ้าง
เห้อ! ์ไม่เห็นใจดันส่งลูกสาวมาเกิดในท้องของฟางหลีแทน
แล้วห่างกันไม่กี่ปีหล่อนก็ตั้งท้องลูกคนที่สองครั้งนี้หล่อนถึงขั้นเดินทางไปบนบานศาลกล่าวตั้งหลายที่ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ประทานพรให้เธอมีลูกชายทวยเทพคงใจดำเกินไปแล้ว ทว่าคราวนี้ฟางหลีให้กำเนิดลูกชายจริง ๆ ด้วยหล่อนดีใจเหมือนถูกฉลากรางวัลใหญ่หล่อนแอบเก็บเอาไปฝันหวานว่าต่อไปนี้คนในครอบครัวสามีคงจะทำดีกับหล่อนขึ้นมาบ้าง
แต่สุดท้ายฝันนั้นก็สูญสลายเป็เศษเสี่ยง!
เพราะนอกจากพวกเขาไม่ได้ทำดีกับฟางหลีพวกเขายังบ่มสอนหลานชายคนโตให้ดูแคลนลูก ๆ ทั้งสองคนของหล่อนอีกต่างหากั้แ่จำความได้ลูกของฟางหลีทั้งสองพี่น้องก็ถูกรังแกและมีชะตากรรมเดียวกันกับคนเป็แม่โดยไม่อาจหลีกเร้น
จนกระทั่งเมื่อสองเดือนที่ผ่านมามู่ชางหลงสามีของฟางหลีเกิดเสียชีวิตลงด้วยโรคที่ป่วยเรื้อรังมาหลายเดือนมันเป็ความโชคดีในความโชคร้าย โชคดีที่หล่อนจะเป็อิสระจากบ้านของสามีเพราะไม่เหลือเื่ที่ต้องข้องเกี่ยวกันอีก
แต่โชคร้ายก็คือหล่อนไม่มีทางไปแถมตอนนี้หล่อนยังมีลูกสาวคนโตวัยหกขวบและยังมีลูกชายคนเล็กวัยสี่ขวบอีกด้วยเพราะเหตุผลเหล่านี้ฟางหลีจึงไม่สามารถย้ายที่อยู่ได้ในเร็ววันฟางหลีจึงต้องจำใจทนอยู่ในบ้านตระกูลมู่เพื่อให้ลูกสองคนไม่ต้องลำบากไปกับหล่อนด้วย
เื่ราวเหล่านี้มันฉายชัดอยู่ในประสาทรับรู้ของเจียงเหยาอย่างเนืองแน่นแม้หล่อนไม่อยากยอมรับว่าตอนนี้ตัวหล่อนเองได้กลายเป็หลิวฟางหลีไปแล้วแต่เจียงเหยาก็จำเป็ต้องทำใจยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับร่างนี้โดยเร็วที่สุด
เจียงเหยาเพิ่งมารู้เอาตอนหลังว่าหลิวฟางหลีนอนใหลตายไปเฉย ๆ สาเหตุก็มาจากความเครียดสะสมและความกดดันจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งยังคิดมากเื่ที่คนตระกูลมู่กดดันให้เธอกับลูกๆ ย้ายออกไป
ความทรงจำที่เจียงเหยาเพิ่งรับรู้มามันสะท้อนความน่ารังเกียจของคนตระกูลมู่ได้เป็อย่างดีและตัวหล่อนก็พลอยเกลียดชังคนตระกูลมู่ตามไปด้วย
นอกจากนี้เจียงเหยายังตั้งปณิธานไว้ว่ากับพวกคนตระกูลมู่! หล่อนจะไม่ยอมก้มหัวให้อีกเด็ดขาดถ้าจะรังแกหล่อนเหมือนที่เคยทำกับร่างเดิมอย่างที่ผ่าน ๆ มาสาบานว่าจะได้เห็นดีกัน และหล่อนจะเอาเื่ให้ถึงที่สุด!