“โครม!”
เซี่ยโหวเจิ้นถอดชุดเกราะและเสื้อท่อนบนออก แล้วะโลงไปในถังไม้โดยตรง จนน้ำกระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง
“น้ำยาของเ้าส่งผลต่อวิชากายาไม่ดับสูญจริง...”
คำคลางแคลงใจยังไม่ทันเอ่ยจบ แขนขาและเส้นเอ็นทั่วร่างของเซี่ยโหวเจิ้นก็ััได้ถึงความอบอุ่นสายหนึ่ง การแช่น้ำยานี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างร่างกายของเขาเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาโรคร้ายแฝงในกายของเขาอีกด้วย!
“ยามนี้ท่านจงเริ่มเดินวิชากายาไม่ดับสูญเถิดขอรับ ความเร็วในการฝึกฝนย่อมรวดเร็วกว่ายามปกติหลายเท่าแน่นอน”
ยามได้ยินคำพูดของฉู่ซิว เซี่ยโหวเจิ้นก็เดินวิชากายาไม่ดับสูญทันทีโดยไม่ลังเล
ภายใต้การช่วยเหลือของน้ำยา ความเร็วการเดินวิชากายาไม่ดับสูญในร่างของเขารวดเร็วขึ้นมาก และโรคร้ายแฝงในกายก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนทีละนิด ๆ ผ่านไปสองชั่วยาม ตัวยาสมุนไพรในน้ำยาก็ถูกเซี่ยโหวเจิ้นดูดซึมจนหมดสิ้น
ยามเซี่ยโหวเจิ้นก้าวออกจากถังไม้ เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าผ่อนคลายไปทั้งร่าง วิชากายาไม่ดับสูญก้าวหน้าขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว หากเป็ไปตามความก้าวหน้าระดับนี้ ภายในเวลาหนึ่งเดือนเขาก็มีโอกาสฝึกฝนวิชากายาไม่ดับสูญจนประสบความสำเร็จจริง ๆ ! เงินก้อนนี้จ่ายไปได้คุ้มค่าเกินบรรยาย!
เช็ดถูร่างกายจนสะอาดแล้ว เซี่ยโหวเจิ้นก็ทอดสายตามาที่ฉู่ซิวอีกครั้ง นึกไม่ถึงเลยว่าฉู่ซิวอายุยังน้อย แต่กลับมีความเข้าใจในวิชากายาไม่ดับสูญลึกซึ้งถึงเพียงนี้ หรือว่านี่คืออัจฉริยะที่เล่าขานกันมา? เพียงแต่ไม่อาจรู้ได้ว่าฝีมือที่แท้จริงของฉู่ซิวจะเป็อย่างไร?
“สหายฉู่ซิว เ้าไปขึ้นสังเวียนประลองใต้ดิน นอกเหนือจากทำเพื่อเงินทองแล้ว ก็คงอยากเคี่ยวกรำฝีมือตนเองด้วยใช่หรือไม่? เช่นนั้นไม่สู้เ้าเอาเวลาไปสู้กับอสูรร้ายไร้สมองพวกนั้น มาประลองฝีมือเป็เพื่อนข้าดีกว่า”
เซี่ยโหวเจิ้นเกิดความรักใคร่เอ็นดูในตัวอัจฉริยะ อยากรู้ยิ่งนักว่าฝีมือที่แท้จริงของฉู่ซิวเป็อย่างไร! ฉู่ซิวรู้ดีว่าชายแก่ผู้นี้มีฐานะไม่ธรรมดา ในใจก็อยากลองเชิงฝีมือของอีกฝ่ายเช่นกัน จึงพยักหน้ารับคำ
ตกลงกันเรียบร้อย ทั้งสองก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมบนลานฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้ทันที เซี่ยโหวเจิ้นเปิดฉากบุกก่อน พุ่งตัวรุดหน้าเข้าหาฉู่ซิวรวดเร็วปานอสนีบาต
มองดูชายแก่ที่พุ่งเข้ามา ฉู่ซิวก็ไม่คิดจะออมมือ จึงใช้วิชาหมัดเหล็กสยบขุนเขาซัดออกไปหาเซี่ยโหวเจิ้นโดยตรง เพื่อไม่ให้เซี่ยโหวเจิ้นได้รับาเ็ ยามออกหมัดฉู่ซิวจึงเกร็งยั้งแรงไว้หลายส่วน ทว่ายามหมัดของเขากระแทกเข้ากับหมัดของเซี่ยโหวเจิ้น ในใจก็พลันนึกเสียใจขึ้นมาทันที
“เปรี้ยง”
หมัดของทั้งสองปะทะกัน ก่อให้เกิดเสียงะเิกึกก้องกลางอากาศ พละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวถาโถมมาจากหมัดของเซี่ยโหวเจิ้น ฉู่ซิวถูกซัดจนถอยร่นไม่เป็ท่า ทุกก้าวที่ถอยเหยียบลงไป แผ่นหินบนพื้นพลันแตกละเอียดเป็ชิ้น ๆ
“ยามเ้าอยู่บนสังเวียนประลองใต้ดินไม่ได้เป็เช่นนี้นี่ หรือว่าเ้ากำลังออมมือให้ผู้เฒ่าอย่างข้ากัน?” เซี่ยโหวเจิ้นเอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงนใจ รู้สึกว่าฝีมือของฉู่ซิวไม่น่ามีเพียงเท่านี้
ผ่านการปะทะเมื่อครู่ ฉู่ซิวไม่กล้าดูแคลนทหารเก่าผู้นี้อีกต่อไป เอ่ยตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “เมื่อครู่เป็ข้าที่ดูแคลนท่านผู้เฒ่าไป หลังจากนี้ข้าจะทุ่มสุดตัว ขอท่านผู้เฒ่าโปรดชี้แนะด้วยขอรับ”
เมื่อสิ้นเสียง ิัของฉู่ซิวก็เปลี่ยนเป็สีทองแดงเข้ม เรือนร่างพลิ้วไหวราวกับอสรพิษ ถอยฉากหลบไปโผล่อยู่ด้านหลังของเซี่ยโหวเจิ้น ไม่รอให้เซี่ยโหวเจิ้นทันตั้งตัว ฉู่ซิวใช้วิชาหมัดเหล็กสยบขุนเขาซัดเข้าใส่แผ่นหลังของเซี่ยโหวเจิ้นอย่างจัง
อานุภาพหมัดนี้นับพันชั่ง ต่อให้อสูรร้ายหนังหนาเนื้อแน่น แต่ถ้าโดนหมัดนี้เข้าไปก็ต้องาเ็สาหัส ยามที่ฉู่ซิวคิดว่าตนกำลังจะคว้าชัย เสียงหัวเราะของเซี่ยโหวเจิ้นก็ดังขึ้นข้างหู
“วิชาที่เ้าใช้เมื่อครู่คือทักษะตัวเบาสินะ? น่าเสียดายที่ยังช้าไปหน่อย”
เซี่ยโหวเจิ้นพลันแปรเปลี่ยนเป็เงาร่างซ้อนทับ หลบหมัดของฉู่ซิวได้อย่างง่ายดาย ไม่รอให้ฉู่ซิวทันตั้งตัว หมัดของเซี่ยโหวเจิ้นก็กระแทกเข้าใส่ร่างของเขา อัดฉู่ซิวลอยกระเด็นออกไปไกลกว่าสิบเมตร ชนเข้ากับชั้นวางศาสตราวุธบนลานฝึกซ้อมจนปลิวว่อน
แม้จะมีกายทองแดงของวิชากายาไม่ดับสูญปกป้องเรือนร่าง แต่หมัดนี้ก็ยังทำให้ฉู่ซิวได้รับาเ็ ยามพยุงตัวลุกขึ้นมาจากพื้น รู้สึกราวกับกระดูกทั่วร่างแทบหัก
“เป็อย่างไรบ้าง เ้ายังไหวหรือไม่?” เซี่ยโหวเจิ้นรู้ดีว่าแรงหมัดของตนไม่เบา จึงเอ่ยถามด้วยสีหน้าห่วงใย
ฉู่ซิวไม่อยากยอมแพ้เช่นนี้ และไม่อยากพ่ายแพ้อย่างอับอายปานนี้ จึงเค้นคำพูดสองคำออกมา “เอาใหม่!”
เมื่อสิ้นเสียง ฉู่ซิวใช้วิชาย่างก้าวอสรพิษและหมัดเหล็กสยบขุนเขาอีกครั้ง พุ่งบุกเข้าใส่เซี่ยโหวเจิ้นอย่างสุดกำลัง เซี่ยโหวเจิ้นเห็นดังนั้น จึงงัดทักษะการต่อสู้จากในสนามรบออกมาใช้อย่างไม่ปกปิด อัดฉู่ซิวจนถอยร่นไม่เป็ท่า ไร้ซึ่งช่องทางตอบโต้
ฉู่ซิวคิดจะฮึดสู้เสี่ยงตาย ทว่าพละกำลังของเซี่ยโหวเจิ้นแข็งแกร่งเกินไปจริง ๆ ปราณและโลหิตของเขายังไม่บรรลุขอบเขตหลอมกระดูก ทว่าพละกำลังและความเร็วที่แสดงออกมา กลับเหนือล้ำกว่าขอบเขตหลอมกระดูกไปไกล
ภายใต้พละกำลังอันเหนือชั้น ฉู่ซิวต้านทานได้ไม่ถึงสิบกระบวนท่า ก็ต้องพ่ายแพ้ลงอย่างหมดสภาพ
“รุ่นเยาว์ที่ต้านรับหมัดข้าได้มากขนาดนี้ เ้าเป็คนแรกเลยนะ วันข้างหน้าเ้าจะต้องสร้างชื่อเสียงกระฉ่อนได้อย่างแน่นอน” เซี่ยโหวเจิ้นมองฉู่ซิวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ สายตาราวกับกำลังจ้องมองของวิเศษหายาก
ยินคำชมของเซี่ยโหวเจิ้น ฉู่ซิวรู้สึกละอายใจจนแทบอยากมุดดินหนี การประลองหนนี้เขาเป็ฝ่ายถูกอัดอยู่ฝ่ายเดียวชัด ๆ หากไร้ซึ่งกายทองแดงของวิชากายาไม่ดับสูญ เกรงว่ารับมือเซี่ยโหวเจิ้นไม่ถึงสามกระบวนท่าก็คงร่วงไปแล้ว
ผลงานระดับนี้ สมควรได้รับคำชมเชยสูงส่งปานนี้ด้วยหรือ?
“ท่านผู้เฒ่ากล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ เมื่อเทียบกับท่านผู้เฒ่าแล้ว ข้ายังห่างชั้นอีกไกล” ฉู่ซิวสั่นศีรษะ ถอนหายใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
เดิมทีนึกว่าตนเองแข็งแกร่งมากแล้ว แต่ดูจากยามนี้แล้ว คล้ายว่าเขาจะประเมินตนเองสูงเกินไปเสียแล้ว
“เ้าทำได้ดีมากแล้ว ยามข้าอายุเท่าเ้ายังไม่อาจเทียบเ้าได้เลย” เซี่ยโหวเจิ้นเอ่ยปลอบใจ
หลายวันหลังจากนั้น ฉู่ซิวก็สลับระหว่างการประลองบนเวทีและการประลองฝีมือกับเซี่ยโหวเจิ้น ภายใต้การเคี่ยวกรำของอสูรร้ายและเซี่ยโหวเจิ้น พละกำลังของเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ !
……
พริบตาเดียว ยี่สิบวันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
ณ สังเวียนประลองใต้ดิน คู่ต่อสู้ของฉู่ซิวในหนนี้ คืออสูรร้ายที่มีปราณโลหิตเก้าตำลึงแปดสลึง หมาป่าสองหัว
หมาป่าสองหัวคือหนึ่งในอสูรร้ายระดับต่ำที่แข็งแกร่งที่สุด หากมิใช่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมกระดูกก็ยากยิ่งที่จะเอาชนะมันได้
“ฉู่มู่คนนี้ชนะติดต่อกันเกือบจะครบเดือนแล้ว ซ้ำยังใช้เวลาน้อยลงเรื่อย ๆ ดูแล้วช่างน่าเบื่อจริง”
“หากแม้แต่หมาป่าสองหัวยังไม่ใช่คู่มือ สังเวียนประลองใต้ดินคงหาอสูรร้ายที่แข็งแกร่งกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วกระมัง?”
“นี่มันการสังหารอยู่ฝ่ายเดียวชัด ๆ ไร้ซึ่งความพลิกผันใด ๆ ”
แม้คู่ต่อสู้ของฉู่ซิวในหนนี้จะแข็งแกร่งยิ่งนัก ทว่าผู้ชมบนอัฒจันทร์กลับไม่มีใครคิดว่าฉู่ซิวจะพ่ายแพ้เลยสักคน เพราะพละกำลังที่ฉู่ซิวแสดงออกมานั้นแข็งแกร่งเกินไป นอกเสียจากสังเวียนประลองใต้ดินจะส่งอสูรร้ายที่เก่งกาจกว่าหมาป่าสองหัวหลายเท่าตัวออกมา ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางเป็คู่มือของฉู่ซิวได้เลย
“โฮก”
หมาป่าสองหัวบนลานประลองกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ั์ตาสีเืของมันจ้องมองฉู่ซิว สองหัวอ้าปากที่เปียกโชกไปด้วยเื อวดฟันเขี้ยวคมกริบ
ในสายตาของมัน ฉู่ซิวเป็เพียงมนุษย์ผู้ต่ำต้อยและอ่อนแอ เพียงแค่มันตะปบกรงเล็บลงไป ก็สามารถฉีกมนุษย์ผู้ต่ำต้อยผู้นี้ออกเป็สองท่อนได้แล้ว
“เดรัจฉาน ให้ข้าดูหน่อยสิว่าเ้าจะเก่งกาจสักเพียงใด” ฉู่ซิวแค่นเสียงเย็น ในดวงตาไร้ซึ่งความหวาดกลัว กลับแฝงไว้ด้วยความคาดหวัง
ิัของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีทองแดงเข้ม จากนั้นก้าวเท้าพุ่งเข้าสังหารหมาป่าสองหัวโดยไร้ซึ่งความลังเล...