เสียงเครื่องยนต์ดับลง ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ภายในห้องโดยสารรถยนต์หรูอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบาของผมและพี่นุชที่สอดประสานกัน ผมยังคงนั่งเกร็งอยู่บนเบาะหนังสีครีม รู้สึกผิดที่เสื้อผ้าเปียกชื้นของตัวเองกำลังทำให้รถราคาแพงระยับคันนี้ต้องมีรอยด่าง
"ไปกันเถอะ เดี๋ยวพี่พาขึ้นไป"
พี่นุชปลดเข็มขัดนิรภัยออก เธอหันมายิ้มให้ผมเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูรถก้าวลงไป ผมรีบทำตามอย่างว่าง่าย ความเย็นของชั้นจอดรถใต้ดินปะทะผิวจนผมต้องห่อไหล่ กอดกระเป๋าเป้ใบเก่าไว้แน่นราวกับมันเป็เกราะป้องกันตัวเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่
เราเดินเคียงคู่กันไปยังโถงลิฟต์ เสียงรองเท้าส้นสูงของพี่นุชกระทบพื้นคอนกรีตขัดมันดังก้องเป็จังหวะ ตึก... ตึก... ตึก... ผสานกับเสียงรองเท้าผ้าใบเปียกน้ำของผมที่ดัง แฉะ... แฉะ... ช่างเป็เสียงที่ฟังดูขัดแย้งและน่าอายเสียเหลือเกิน
พี่นุชแตะคีย์การ์ดสีดำด้านลงบนแผงควบคุม ประตูกระจกบานใหญ่เลื่อนเปิดออกอย่างนุ่มนวล เธอเดินนำเข้าไป กดปุ่มเรียกลิฟต์ แล้วหันมามองผมที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างหลัง
"หนาวเหรอท็อป? ปากสั่นเชียว" เธอทักขึ้น สายตาไล่มองสภาพลูกหมาตกน้ำของผมด้วยความเอ็นดูปนสงสาร
"นิดหน่อยครับพี่ แอร์ในรถเมื่อกี้มันเย็นน่ะครับ" ผมตอบเสียงสั่น พยายามบังคับฟันไม่ให้กระทบกัน
"ทนหน่อยนะ เดี๋ยวขึ้นห้องไปอาบน้ำอุ่นก็ดีขึ้นแล้ว"
ลิฟต์โดยสารลงมาจอดที่ชั้นเราพอดี เราก้าวเข้าไปข้างใน พี่นุชกดปุ่มชั้น 25 ซึ่งน่าจะเป็ชั้นบนสุดหรือเกือบจะบนสุดของตึกนี้ ตัวเลขดิจิทัลสีแดงค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ความเงียบในลิฟต์ทำให้ผมได้กลิ่นน้ำหอมของพี่นุชชัดเจนยิ่งขึ้น มันเป็กลิ่นวานิลลาผสมกับดอกไม้บางอย่างที่ผมไม่รู้จัก หอมหวาน เย้ายวน และดูแพง... เหมือนตัวเธอไม่มีผิด
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงทางเดินที่ปูด้วยพรมหนานุ่ม ผนังตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์สีทองอ่อนและโคมไฟระย้า พี่นุชเดินนำไปที่ห้องมุมสุดทางเดิน เธอไขกุญแจและผลักประตูเข้าไป ก่อนจะหันมากวักมือเรียกผม
"เข้ามาสิ... ยินดีต้อนรับสู่บ้านพี่นะ"
ทันทีที่ผมก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไป ััแรกที่ได้รับคือความอบอุ่นและกลิ่นหอมที่เข้มข้นกว่าในรถหลายเท่า มันคือกลิ่นของก้านไม้หอมระเหยที่วางอยู่มุมห้อง กลิ่นลาเวนเดอร์ผสมยูคาลิปตัสที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทันทีที่ได้กลิ่น
ห้องของพี่นุชกว้างขวางมากจนผมตาค้าง มันเป็ห้องชุดแบบหนึ่งห้องนอนที่มีโซนนั่งเล่นขนาดใหญ่ ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นลักชูรี่ คุมโทนสีขาว ครีม และสีไม้อ่อนๆ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูเข้าชุดกันอย่างลงตัว ผนังฝั่งหนึ่งเป็กระจกใสบานใหญ่ั้แ่เพดานจรดพื้น เผยให้เห็นวิวเมืองยามค่ำคืนที่มีสายฝนโปรยปรายอยู่ภายนอก ดูสวยงามแต่ก็เหงาจับใจ
"ถอดรองเท้าไว้ตรงนี้แหละ เดี๋ยวแม่บ้านมาเก็บเอง" พี่นุชบอกพลางสลัดรองเท้าส้นสูงของเธอออกอย่างไม่ไยดี แล้วเดินเท้าเปล่าเข้าไปในห้อง พื้นห้องปูด้วยไม้ปาร์เก้สีอ่อนที่ดูสะอาดสะอ้านจนผมไม่กล้าเหยียบ
ผมถอดรองเท้าผ้าใบที่ชุ่มโชกวางไว้อย่างเป็ระเบียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถุงเท้าของผมเปียกจนบิดน้ำได้ ผมตัดสินใจถอดมันออกด้วยแล้วยัดใส่กระเป๋าเป้ เดินเท้าเปล่าตามพี่นุชเข้าไป
"ท็อปวางของไว้ที่โซฟานั่นแหละ แล้วมานี่เลย" พี่นุชกวักมือเรียกผมไปทางห้องน้ำ
ผมวางเป้ลงบนพรมขนนุ่มหน้าโซฟาเบดสีเทาตัวใหญ่ แล้วเดินตามเธอไป พี่นุชเปิดตู้บิวท์อินหน้าห้องน้ำ หยิบผ้าขนหนูสีขาวสะอาดผืนหนาออกมาสองผืน พร้อมกับเสื้อยืดตัวโคร่งสีเทาเข้มตัวหนึ่ง
"อะ นี่ผ้าเช็ดตัว ผืนนี้เช็ดหัว ผืนนี้เช็ดตัว" เธอยื่นผ้าให้ผม "ส่วนเสื้อนี่... น่าจะเป็ของพี่ชายพี่ที่เคยมาค้าง หรือของใครสักคนนี่แหละ พี่ซักเก็บไว้นานแล้ว ท็อปน่าจะใส่ได้นะ ส่วนกางเกง... ใส่บ็อกเซอร์ของท็อปไปก่อนได้ไหม? หรือจะนุ่งผ้าขนหนูออกมาก็ได้ เดี๋ยวพี่หาดูให้อีกที"
"ขอบคุณครับพี่นุช แค่นี้ก็เกรงใจแย่แล้วครับ" ผมรับของมาถือไว้ กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มหอมฟุ้งลอยแตะจมูก
"ห้องน้ำอยู่ทางซ้ายนะ เข้าไปอาบก่อนเลย น้ำอุ่นปรับตรงขวานะ อย่าอาบนานล่ะ เดี๋ยวพี่จะไปอาบห้องในห้องนอนบ้าง เหนียวตัวจะแย่แล้ว"
เธอยิ้มให้ผมอีกครั้ง รอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบดูสว่างไสวแม้ข้างนอกจะมืดมิด ก่อนจะหมุนตัวเดินหายเข้าไปในประตูอีกบานหนึ่งซึ่งน่าจะเป็ห้องนอนส่วนตัวของเธอ
ผมเดินเข้าห้องน้ำรับแขกที่พี่นุชชี้บอก ภายในห้องน้ำตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดตา มีตู้อาบน้ำกระจกนิรภัยแยกโซนเปียกแห้งชัดเจน บนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้ามีขวดสบู่เหลวและแชมพูยี่ห้อดังวางเรียงราย
ผมถอดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นกองไว้ในตะกร้าหวายมุมห้อง ร่างกายเปลือยเปล่าัักับอากาศเย็นของเครื่องปรับอากาศจนขนลุกชัน รีบก้าวเข้าไปในตู้อาบน้ำและเปิดฝักบัว
สายน้ำอุ่นจัดไหลผ่านร่างกาย ชะล้างความหนาวเหน็บและคราบสกปรกจากน้ำฝนออกไป ผมหลับตาลงปล่อยให้น้ำไหลผ่านหน้า พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง
นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่?
คำถามนี้วนเวียนกลับมาอีกครั้ง ผมกำลังยืนเปลือยกายอาบน้ำอยู่ในห้องของผู้จัดการสาวที่ผมแอบปลื้ม... ในขณะที่แฟนสาวของผมนอนรออยู่ที่ห้อง
ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาในอก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความตื่นเต้นระคนอยู่ด้วย หัวใจผมเต้นแรงเมื่อจินตนาการว่าพี่นุชกำลังทำอะไรอยู่ในห้องนอนของเธอ เธอกำลังถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้นออกใช่ไหม? เธอกำลังปลดตะขอบราลูกไม้สีสวยหรือเปล่า? ผิวขาวๆ ของเธอเมื่อต้องแสงไฟสีส้มในห้องนอนจะเป็ยังไงนะ...
"หยุดคิดเดี๋ยวนี้ไอ้ท็อป!" ผมดุตัวเองเสียงดัง เอามือวักน้ำล้างหน้าแรงๆ เพื่อเรียกสติ
ผมรีบอาบน้ำถูสบู่ กลิ่นสบู่ของพี่นุชหอมมาก เป็กลิ่นกุหลาบอ่อนๆ ที่ติดผิว ผมใช้เวลาไม่นานก็จัดการตัวเองเสร็จ เช็ดตัวจนแห้งแล้วสวมเสื้อยืดสีเทาที่พี่นุชให้มา มันเป็เสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ที่ยาวลงมาเกือบถึงเข่าผม เนื้อผ้านิ่มใส่สบาย ส่วนท่อนล่างผมจำใจต้องใส่กางเกงในตัวเดิมที่บิดจนหมาดแล้ว เพราะไม่มีทางเลือกอื่น
ผมเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับผ้าขนหนูพาดบ่า บรรยากาศในห้องนั่งเล่นเปลี่ยนไป ไฟดาวน์ไลท์ถูกหรี่ลงจนเหลือเพียงแสงสลัวจากโคมไฟตั้งพื้นมุมห้อง ให้ความรู้สึกโรแมนติกและเป็ส่วนตัวอย่างประหลาด เสียงเพลงแจ๊สบรรเลงเบาๆ คลอไปกับเสียงฝนที่ยังคงตกกระหน่ำอยู่ภายนอก
พี่นุชยังไม่ออกมา
ผมนั่งลงบนโซฟานุ่ม ยืดขาออกไปอย่างผ่อนคลาย พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด สายตากวาดมองไปรอบห้อง บนโต๊ะกาแฟมีนิตยสารแต่งบ้านและแจกันดอกไม้แห้งวางอยู่ ทุกอย่างดูเป็ระเบียบเรียบร้อยสะท้อนนิสัยเ้าของห้อง
เวลาผ่านไปประมาณสิบนาที ประตูห้องนอนบานนั้นก็เปิดออก
เสียงลูกบิดประตูหมุนแกรกทำเอาหัวใจผมกระตุก ผมรีบขยับตัวนั่งหลังตรง หันไปมองทางต้นเสียง
"รอนานไหมท็อป?"
เสียงหวานใสดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเ้าของห้อง
ภาพที่เห็นทำเอาลมหายใจของผมสะดุด... และคอแห้งผากขึ้นมาทันที
พี่นุชยืนอยู่ตรงนั้น... ในสภาพที่แตกต่างจาก "ผู้จัดการนุช" ที่ผมรู้จักอย่างสิ้นเชิง
เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ใบหน้าสวยหมวยนั้นไร้ซึ่งเครื่องสำอางใดๆ ผิวขาวจัดจนเกือบโปร่งแสงดูสดใสและอ่อนเยาว์กว่าตอนแต่งหน้าเสียอีก แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อจากไอร้อนของการอาบน้ำ เส้นผมสีดำขลับยาวประบ่ายังมีความชื้นหมาดๆ ปล่อยสยายลงมาเคลียคลอไหล่เนียน
แต่สิ่งที่ทำให้สติของผมกระเจิงไม่ใช่ใบหน้า... แต่มันคือ "ชุด" ที่เธอใส่
พี่นุชสวมชุดนอนกระโปรงสายเดี่ยวผ้าซาตินสีแชมเปญ เนื้อผ้ามันวาวลื่นไหลแนบไปกับเรือนร่างบอบบางของเธอ ชายกระโปรงสั้นเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อยเผยให้เห็นขาขาวเรียวยาว
และที่สำคัญที่สุด... เธอไม่ได้ใส่บรา
ด้วยความที่ผ้าซาตินนั้นมีความบางเบาและทิ้งตัว ทำให้มันแนบสนิทไปกับสรีระทุกส่วนโค้งเว้า โดยเฉพาะ่หน้าอกหน้าใจที่ใหญ่เกินตัวของเธอ
หน้าอกขนาด 39 นิ้วที่ปราศจากบราคอยประคอง ทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงเล็กน้อยอย่างเป็ธรรมชาติ แต่มันกลับดูเย้ายวนใจยิ่งกว่าตอนที่ถูกดันจนชิดกันในชุดทำงานเสียอีก รูปทรงของมันดูนุ่มนิ่ม ยืดหยุ่น และมีน้ำหนัก เนื้อผ้าสีอ่อนทำให้ผมเห็นเงาของฐานอกกลมกลึงดันเนื้อผ้าออกมาอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น... ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศคงจะกำลังทำงานของมัน เพราะผมเห็นจุดนูนเล็กๆ สองจุดที่บริเวณยอดอก ดันผ้าซาตินออกมาทักทายสายตาอย่างไม่อาจปิดบังได้
"มองอะไรท็อป?" พี่นุชถามยิ้มๆ ขณะเดินเข้ามาหาผมที่โซฟา
ทุกย่างก้าวของเธอทำให้หน้าอกคู่นั้น "กระเพื่อมไหว" ไปมาเบาๆ เหมือนลูกโป่งใส่น้ำ มันเด้งดึ๋งอย่างอิสระ ไม่มีความรัดรึงของโครงเหล็กหรือฟองน้ำมาขัดขวางการเคลื่อนไหว ความนุ่มหยุ่นของมันกระแทกสายตาผมเข้าอย่างจังจนผมต้องรีบเบือนหน้าหนีไปมองแจกันดอกไม้แทน
"ป...เปล่าครับพี่นุช ชุดพี่... เอ่อ... สบายดีนะครับ" ผมพูดตะกุกตะกัก รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้าและลำคอ
พี่นุชหัวเราะคิกคัก เดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆ ผม กลิ่นหอมจากครีมอาบน้ำและกลิ่นกายสาวของเธอลอยมาแตะจมูกชัดเจนยิ่งขึ้น ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่ถึงคืบ
"ชุดนอนน่ะ ก็ต้องใส่สบายสิ อยู่บ้านจะให้ใส่ชุดรัดรูปตลอดเวลาได้ยังไง อึดอัดตายเลย" เธอพูดพลางเอนหลังพิงพนักโซฟา แล้วยืดแขนบิดี้เี
ท่านั้นทำให้หน้าอกของเธอแอ่นขึ้นมาข้างหน้า ผ้าซาตินตึงเปรี๊ยะ่หน้าอกจนเห็นร่องอกขาวๆ วับๆ แวมๆ ยอดอกที่แข็งเป็ไตยิ่งดันผ้าออกมาเด่นชัดกว่าเดิมจนแทบจะทิ่มตาผม
ผมกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พยายามหักห้ามใจไม่ให้มองต่ำ แต่สายตาเ้ากรรมมันไม่รักดี มันคอยแต่จะเหลือบไปมองความยิ่งใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปแค่เอื้อมมือนั้น
"ท็อปหิวไหม? ในตู้เย็นมีนมอุ่นๆ นะ หรือจะดื่มอะไรหน่อยไหม?" เธอถาม หันหน้ามามองผม ดวงตาคู่สวยฉ่ำน้ำจ้องมองลึกเข้ามาในตาผม
"มะ...ไม่เป็ไรครับพี่ ผมเกรงใจ"
"เกรงใจอะไรกันเล่า มาถึงนี่แล้ว" พี่นุชเอื้อมมือมาแตะแขนผมเบาๆ ปลายนิ้วเย็นๆ ของเธอทำให้ผมสะดุ้ง "ตัวยังอุ่นๆ อยู่เลยนะท็อป จะเป็ไข้หรือเปล่าเนี่ย"
เธอขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดเพื่อจะเอาหลังมือมาแตะหน้าผากวัดไข้ผม จังหวะนั้นเองที่หน้าอกข้างหนึ่งของเธอ "เบียด" เข้ากับท่อนแขนของผมอย่างไม่ตั้งใจ
ความนุ่มนิ่มที่ััได้ผ่านเนื้อผ้าบางๆ ทำเอาผมตัวแข็งทื่อ มันนุ่ม... นุ่มมาก นุ่มหยุ่นและมีความแน่นในเวลาเดียวกัน ผมรู้สึกถึงความร้อนจากผิวกายของเธอถ่ายทอดผ่านมา
"พี่นุช..." ผมเรียกชื่อเธอเสียงแ่
"หืม?" เธอขานรับ แต่ไม่ได้ขยับตัวออก เธอยังคงเอามืออังหน้าผากผมอยู่ ใบหน้าสวยหวานอยู่ห่างจากหน้าผมแค่คืบเดียว ลมหายใจอุ่นๆ ของเรารดรินกัน
"ตัวรุมๆ นะเนี่ย กินยาหน่อยไหม?" เธอถามด้วยความเป็ห่วง แววตาใสซื่อบริสุทธิ์... หรือเปล่านะ?
ทำไมเธอถึงไม่ถอยออกไป? ทำไมเธอถึงยอมให้หน้าอกของเธอเบียดกับแขนผมอยู่อย่างนี้? เธอไม่รู้ตัวเหรอ? หรือว่า... เธอตั้งใจ?
ความคิดชั่วร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวผม ภาพของฟ้าเริ่มเลือนลางลง แทนที่ด้วยภาพเนินเนื้อขาวผ่องตรงหน้า ความยับยั้งชั่งใจของผมกำลังถูกกัดเซาะด้วยแรงดึงดูดมหาศาลของผู้หญิงที่ชื่อว่านุช
"พี่นุชครับ..." ผมพูดเสียงพร่า "พี่แต่งตัวแบบนี้... ไม่กลัวผมบ้างเหรอ?"
พี่นุชชะงักมือที่หน้าผากผม เธอลดมือลงช้าๆ แต่ตายังจ้องตาผมไม่กระพริบ รอยยิ้มมุมปากของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย... มันดูซุกซนและเย้ายวนขึ้นอย่างประหลาด
"กลัวทำไมล่ะ?" เธอกระซิบเสียงเบา "ท็อปเป็เด็กดีจะตาย... ใช่ไหม?"
คำถามนั้นเหมือนเป็คำท้าทาย
หน้าอกของเธอยังคงแนบชิดอยู่กับแขนผม เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาหลุบมองต่ำไปที่ริมฝีปากของผม แล้วเลื่อนกลับขึ้นมาสบตาอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวเราเปลี่ยนไปทันที ความเงียบงันถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวใจของผมที่เต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอกออกมา
ฝนข้างนอกยังคงตกหนัก แต่พายุอารมณ์ในห้องนี้กำลังเริ่มก่อตัวขึ้น และดูเหมือนว่ามันจะรุนแรงกว่าพายุฝนข้างนอกหลายเท่าตัว