ความอบอุ่นสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่... กลับกลายเป็โลหิตฉานที่รินไหลทะลักออกจากปากแผลฉกรรจ์ของตน หยาดเือุ่นซ่านอาบย้อมผืนหิมะขาวโพลนจนด่างพร้อย มิได้ต่างอันใดกับความรักและความภักดีของ ‘หลี่เหม่ยอัน’ ที่ถูกเหยียบย่ำจนจมธรณี ความเ็ปจากการกระแทกมิได้โถมทับในคราเดียว หากแต่ค่อยๆ กัดกินจากปลายเท้า ลามเลียขึ้นสู่ขั้วหัวใจ ผสานกับความหนาวเหน็บที่เสียดแทงลึกซึ้งยิ่งกว่าคมมีดกรีดเฉือน
ท่ามกลางวายุเหมันต์ที่พัดกรรโชกบาดผิว
ร่างของ ‘หลี่เหม่ยอัน’ นอนบิดเบี้ยวอยู่ปลายขั้นบันไดหินอ่อน บัดนี้บันไดขาวสะอาดถูกย้อมด้วยสีแดงฉานจากศีรษะที่แตกยับ ความร้าวระบมแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าความเ็ปทางกายนั้น กลับเทียบมิได้เลยกับความหนาวเหน็บที่กัดกินดวงใจ ณ เบื้องบนสุดของบันได... จุดที่นางเพิ่งร่วงหล่นลงมา ปรากฏเงาร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่ง ยืนเคียงคู่กันประหนึ่งภาพวาดเทพยดา
องค์ชายจิ้น... บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวหยกสลัก ผู้ที่เคยพร่ำคำรักหวานหูบอกนางใต้แสงจันทร์ บัดนี้กลับทอดสายตามองลงมาด้วยความว่างเปล่าและเ็า ราวกับเห็นเพียงซากสุนัขข้างถนนที่ไร้ค่า และข้างกายเขา... ซูเฟย สหายรักผู้ที่นางมอบความไว้ใจให้ที่สุด สตรีในอาภรณ์สีแดงเพลิง งดงามและร้อนแรงดั่งไฟบรรลัยกัลป์ นางกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากเพื่อซ่อนรอยยิ้ม... รอยยิ้มแห่งผู้กำชัยชนะ
“จะ... เ้า...” เหม่ยอันพยายามเค้นเสียงผ่านลำคอที่มีโลหิตตีตื้นขึ้นมาจุกอก
“จุ๊ๆ ... อย่าพยายามเอื้อนเอ่ยเลยอันอัน เก็บแรงไว้สำหรับลมหายใจเฮือกสุดท้ายเถิด”
ซูเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย ทว่าั์ตากลับฉายแววอำมหิตลึกล้ำ
“ข้าอุตส่าห์มีเมตตา สงเคราะห์ให้เ้าได้ตายอย่างรวดเร็ว จะได้มิต้องทนเห็นตระกูลหลี่ของเ้าถูกปะาเก้าชั่วโคตรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
ปะา... เก้าชั่วโคตร?
ดวงตาที่พร่ามัวของเหม่ยอันเบิกโพลงด้วยความตระหนก องค์ชายจิ้นขยับกายเข้ามาใกล้ราวบันได เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่บาดลึกถึงกระดูกดำ
“บิดาของเ้าโง่เง่าเกินไปเหม่ยอัน ความซื่อสัตย์คร่ำครึของเขาขวางทางข้ามามากพอแล้ว การกำจัดเ้า คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดทางให้ข้า... และซูเฟย”
“ข้า... รักท่าน...” เหม่ยอันกระอักโลหิตออกมาคำโต ความรักความภักดีที่มอบให้มาตลอดชีวิต แลกคืนมาได้เพียงเศษธุลีเท่านี้หรือ?
“ความรักของเ้า มันไร้ค่าพอๆ กับชีวิตของเ้านั่นแหละ”
ซูเฟยหัวเราะร่วนเสียงใส ก่อนจะเอนศีรษะซบไหล่องค์ชายจิ้นอย่างออดอ้อน
“ไปกันเถอะเพคะองค์ชาย อย่าให้เสนียดจัญไรของคนใกล้ตายมาแปดเปื้อนชุดของหม่อมฉันเลย”
ภาพสุดท้ายที่สะท้อนในแววตาของเหม่ยอัน คือแผ่นหลังของชายหญิงคู่นั้นที่เดินจากไปโดยมิแม้แต่จะเหลียวแล ทิ้งนางให้นอนหนาวตายอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาทับถมร่าง
ความแค้น... เปลวไฟแห่งความอาฆาตลุกโชนขึ้นท่ามกลางความหนาวเหน็บ หากนรกมีจริง หาก์ยังมีตา... ข้าขอสาบาน... ต่อให้ต้องกลายเป็ิญญาร้าย ข้าจะฉุดกระชากพวกเ้าลงขุมนรกไปพร้อมกับข้า! หนี้เืครั้งนี้ พวกเ้าทุกคนต้องชดใช้!
ลมหายใจเฮือกสุดท้ายขาดห้วงไปพร้อมกับดวงตาที่เบิกโพลงค้าง... เต็มไปด้วยไฟแค้นที่ไม่มีวันมอดดับชั่วนิรันดร์
“เฮือก!”
เหม่ยอันผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียง ร่างกายกระตุกเป็จังหวะ ลมหายใจหอบกระชั้นราวกับคนที่เพิ่งโผล่พ้นจากห้วงน้ำลึก มือบางยกขึ้นกุมลำคอและศีรษะตามสัญชาตญาณระวังภัย เจ็บ... นางเตรียมใจรับความเ็ปที่กะโหลกศีรษะแตกละเอียด แต่ทว่า... ไม่มี!!!
ปลายนิ้วของนางััได้เพียงผิวเนียนละเอียดและเส้นผมที่นุ่มสลวย ไร้ซึ่งรอยแผล ไร้ซึ่งโลหิตแดงฉานที่ไหลนอง นางก้มลงมองมือตัวเองที่สั่นระริก มันขาวผ่อง ไร้รอยขีดข่วน นี่ข้า... ตายไปแล้วกระนั้นหรือ
“คุณหนู! ตื่นแล้วหรือเ้าคะ”
เสียงที่คุ้นเคยทำให้นางสะดุ้งสุดตัว เหม่ยอันหันขวับไปมองที่ต้นเสียง ร่างเล็กของสาวใช้ในชุดสีเขียวอ่อนกำลังเดินเข้ามาพร้อมอ่างล้างหน้า
“ชุ... ชุนเถา!!!” น้ำเสียงของนางแหบพร่า
“เ้าค่ะ บ่าวเอง” ชุนเถาวางอ่างน้ำลง สีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อยเมื่อเห็นเหงื่อกาฬที่ท่วมตัวผู้เป็นาย
“คุณหนูฝันร้ายหรือเ้าคะ หน้าซีดเชียว”
เหม่ยอันไม่ตอบ นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง ห้องนอนที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้จันทน์หอม ม่านมุ้งสีชมพูอ่อน และกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง... นี่คือห้องนอนของนางในจวนสกุลหลี่
ไม่ใช่ศาลาในวังหลวง... ไม่ใช่ความตาย
นางตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่!
เพียะ!
ความเจ็บแล่นปราดขึ้นมาที่แก้ม ชุนเถาร้องกรี๊ดด้วยความใ
“คุณหนู! ทำอะไรเ้าคะ!”
เจ็บ... เจ็บจริง!
เหม่ยอันน้ำตาไหลพราก นี่ไม่ใช่ความฝัน นางยังไม่ตาย... หรือไม่ก็...
“ชุนเถา... วันนี้วันอะไร” นางถามเสียงสั่น รวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง
“วันอะไรหรือเ้าคะ ก็วันที่สิบสอง เดือนสิบไงเ้าคะ วันที่คุณหนูต้องเข้าวังไปร่วมพิธีคัดเลือก ซิ่วหนวี่ รถม้าจากวังหลวงจะมารับในอีกหนึ่งชั่วยามแล้วนะเ้าคะ ท่านเสนาบดีกำชับนักหนาว่าห้ามสายเด็ดขาด”
คำตอบนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกบาล
วันที่นางเข้าวัง...
วันเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทั้งหมด!
ความทรงจำไหลย้อนกลับมาราวกับทำนบแตก สามปีก่อน... วันนี้คือวันที่นางก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยความหวังและความรัก แต่กลับกลายเป็การก้าวเท้าลงสู่ขุมนรก และที่สำคัญที่สุด... วันนี้คือวันที่บิดาของนางจะถูกใส่ร้าย!
ในชาติที่แล้ว ก่อนที่นางจะขึ้นรถม้า มีแขกคนหนึ่งมาขอพบบิดา อ้างว่านำของขวัญมงคลมามอบให้แก่บุตรีตระกูลหลี่ แต่แท้จริงแล้วในห่อของขวัญนั้นคือทองคำแท่งตีตราประทับของแคว้นศัตรู... หลักฐานที่จะใช้กล่าวหาว่าบิดานาง...ขายชาติ!
และหลังจากนางเข้าวังไปเพียงครึ่งวัน ทหารหลวงก็จะบุกค้นจวน...
นางมีเวลาไม่มากแล้ว
แววตาที่เคยตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็แข็งกร้าว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างบอบบางจนชุนเถาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ
เด็กสาวผู้ไร้เดียงสาที่ชื่อหลี่เหม่ยอันได้ตายไปแล้ว...
สิ่งที่อยู่ในร่างนี้ คือิญญาอาฆาตที่นรกส่งกลับมาทวงคืน!
“ชุนเถา... มาช่วยข้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์”
น้ำเสียงของนางเยือกเย็น ทรงพลัง และเด็ดขาดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“จะ... เ้าค่ะ ชุดสีชมพูอ่อนที่เตรียมไว้...”
“ไม่!” เหม่ยอันตวาดเสียงแข็ง นางจำได้แม่นยำว่าชุดนั้นซูเฟยเป็ผู้เลือกให้ เพื่อให้นางดูอ่อนแอและจืดชืดไร้ราศีในสายตาองค์ชายจิ้น
“นำชุดสีน้ำเงินเข้มตัวนั้นมา... และมิต้องประทินโฉมให้มากความ ข้าจะไปพบท่านพ่อเดี๋ยวนี้”
“แต่... ท่านเสนาบดีสั่งว่าห้ามรบกวน ท่านกำลังเตรียมตัว...”
“ข้าบอกให้ทำ!”
ชุนเถาสะดุ้งโหยง รีบลนลานหยิบเสื้อผ้าด้วยมือไม้ที่สั่นเทา นางไม่เคยเห็นคุณหนูเป็เช่นนี้มาก่อน แววตาคู่นั้นลึกซึ้งราวมหาสมุทรที่ซ่อนคลื่นั์เอาไว้
เหม่ยอันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลแผนการอย่างถี่ถ้วน หากนางบอกความจริงว่าย้อนเวลามา บิดาผู้ยึดมั่นในหลักการย่อมไม่มีทางเชื่อ และอาจมองว่านางเสียสติเพราะความกลัว
ต้องใช้วิธีอื่น... วิธีที่จะหยุดคนหัวรั้นอย่างบิดาได้
นางก้าวเท้าออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือใหญ่ของจวน ทุกย่างก้าวหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขา บ่าวไพร่ที่เดินสวนทางต่างก้มหน้าหลบสายตาด้วยความยำเกรง รังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างของคุณหนูใหญ่ ทำให้พวกเขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย
เมื่อมาถึงหน้าห้องหนังสือ นางได้ยินเสียงบิดากำลังสั่งความบ่าวไพร่
“...เตรียมน้ำชาไว้ อีกเดี๋ยวใต้เท้าเกาจะมาพบข้า”
ใต้เท้าเกา! ไอ้คนทรยศที่แสร้งทำเป็มิตรสหายของพ่อ! มันกำลังจะมาแล้ว
เหม่ยอันสูดลมหายใจลึก ผลักประตูห้องหนังสือเข้าไปโดยไม่รอให้ใครขานชื่อ
“ท่านพ่อ!”
เสนาบดีหลี่เงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นบุตรีเดินดุ่มๆ เข้ามาโดยไม่รักษากิริยา
“เหม่ยอัน! เหตุใดจึงเสียมารยาทเช่นนี้ พ่อกำลังจะรับแขก...”
“ท่านพ่อต้องปฏิเสธแขกผู้นั้นเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ!”
เหม่ยอันเอ่ยแทรกขึ้น สายตาจ้องมองบิดาเขม็งอย่างไม่ลดละ
“เหลวไหล!” เสนาบดีหลี่ตบโต๊ะเสียงดังปังจนถ้วยชาะเื
“ใต้เท้าเกาเป็สหายข้า เขาอุตส่าห์มีน้ำใจมาอวยพรเ้า ข้าจะขับไล่เขาไปได้อย่างไร เ้าเป็เพียงเด็ก อย่าได้มาก้าวก่ายเื่ของผู้ใหญ่ จงกลับไปเตรียมตัวเข้าวังเสีย!”
“ถ้าท่านพ่อยอมรับของกำนัลชิ้นนั้น... ลูกจะไม่ยอมเข้าวัง! ลูกจะยอมโขกหัวตายที่หน้าประตูจวนเดี๋ยวนี้!”
คำประกาศก้องของนางทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ แม้แต่ ฮูหยินหลี่ มารดาของนางที่นั่งอยู่ข้างๆ ยังยกมือทาบอกด้วยความใ
เสนาบดีหลี่อ้าปากค้าง มองบุตรีราวกับเห็นคนแปลกหน้า นี่ไม่ใช่เหม่ยอันที่เขาเลี้ยงดูมา... เหม่ยอันคนนั้นหัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย และไม่เคยกล้าสบตาเขาด้วยแววตาที่ดุดันและเ็ปเช่นนี้
“เ้า... เ้าพูดบ้าอะไรออกมา...”
เหม่ยอันเดินเข้าไปใกล้ คุกเข่าลงเบื้องหน้าบิดา แต่มิได้ก้มหน้า นางเงยหน้าขึ้นสบตาบิดา น้ำตาเม็ดใสเอ่อคลอแต่มิได้ไหลริน มันคือแววตาของผู้ที่ผ่านความตายมาแล้ว
“ท่านพ่อ... ตระกูลหลี่ของเราภักดีต่อราชบัลลังก์มาหลายชั่วคน แต่ความภักดีมิใช่เครื่องป้องกันภัยจากคมมีดของผู้ไม่ประสงค์ดี” นางเอ่ยเสียงเครือแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ
“เมื่อคืนลูกฝัน... ฝันเห็นท่านปู่มาเตือน ท่านปู่บอกว่า ‘ของกำนัลคืออสรพิษ รับเข้าบ้านคือความตาย’ ... ท่านพ่อ ท่านจะเสี่ยงชีวิตของคนทั้งตระกูล เพียงเพื่อรักษาหน้าตาทางสังคมชั่วครู่ชั่วยามอย่างนั้นหรือเ้าคะ?”
เสนาบดีหลี่ชะงักงัน คำว่า ‘ท่านปู่’ และ ‘ความตาย’ ทำให้จิตใจที่มั่นคงของเขาสั่นไหว เขาเป็คนกตัญญูและเชื่อเื่ลางสังหรณ์ แต่เหตุผลทางโลกก็ยังคัดง้างอยู่
“แต่นั่นคือใต้เท้าเกา... เพื่อนรักของพ่อ...”
“ถ้าท่านปู่บอก เพื่อนรักที่ยื่นยาพิษให้ ก็คือศัตรูที่เลวร้ายที่สุด!” เหม่ยอันสวนกลับทันควัน นางลุกขึ้นยืน กางแขนขวางประตูห้องไว้
“วันนี้หากท่านพ่อยืนยันจะรับของสิ่งนั้น ก็ต้องข้ามศพลูกไปก่อน!”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบขาดผึง ฮูหยินหลี่เริ่มร้องไห้ เสนาบดีหลี่มองบุตรีสลับกับประตูห้อง สับสนและโกรธเกรี้ยว แต่ลึกๆ ในใจกลับเกิดความหวาดหวั่นอย่างประหลาด แววตาของลูกสาววันนี้... มันเหมือนมองทะลุเห็นอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าเรือน พร้อมเสียงบ่าวร้องบอก
“เรียนท่านเสนาบดี... ใต้เท้าเกามาถึงแล้วขอรับ!”
เหม่ยอันหันขวับไปมองที่ประตู รอยยิ้มอำมหิตปรากฏขึ้นที่มุมปาก ริมฝีปากบางขยับเป็คำพูดไร้เสียง ทว่าแฝงด้วยจิตสังหารอันรุนแรง มาให้ข้าเชือดถึงที่เลยนะ...
นางหันกลับมาสบตาบิดาอีกครั้ง ครานี้ไร้ซึ่งแววตาวิงวอน มีเพียงประกายตาเด็ดเดี่ยวจากดวงตาของหงส์ที่กำลังจะสยายปีก
“ท่านพ่อ... โปรดเลือกเถิดเ้าค่ะ ระหว่างหน้าตาทางสังคมของท่าน กับลมหายใจของลูก”
เสนาบดีหลี่กำหมัดแน่น เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นกลางหน้าผาก เขามองลูกสาว... แล้วตัดสินใจ
“...ไปบอกใต้เท้าเกา” เสียงของเสนาบดีสั่นเครือเล็กน้อยแต่หนักแน่น
“ว่าข้าป่วยกะทันหัน ไม่สะดวกรับแขก... และไม่รับของเยี่ยมไข้ใดๆ ทั้งสิ้น เชิญเขากลับไป!”
เหม่ยอันผ่อนลมหายใจออกมา... ชัยชนะครั้งแรกเป็ของนาง
แต่นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้น
นางมองผ่านบานหน้าต่างแกะสลัก เห็นเงาร่างของใต้เท้าเกาที่หน้าประตูเรือนทำท่าทีฮึดฮัดขัดใจแจ้งจะมอบของกำนัลจากแดนไกลให้ได้ก่อนจะเดินจากไป...
รอก่อนเถิด... ทั้งเ้า ทั้งซูเฟย และองค์ชายจิ้น
เกมกระดานนี้เพิ่งจะเริ่ม... และครั้งนี้ คนเดินหมากคือข้า!