ฟั่บ ฟั่บ ฟั่บ
เสียงฝีเท้าเร่งรีบ เหยียบย่ำลงบนโคลนตมและแอ่งน้ำฝนโดยไม่สนใจเปื้อน อ้ายเชียนมองเห็นใบหน้าเล็กซีดเผือดได้อย่างชัดเจนภายใต้ท้องฟ้ามืดครึ้ม พร้อมทั้งสายฝนที่สาดเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว
ดวงตานางจับจ้องมองเพียงดวงตาสีน้ำตาลทองที่มีแววไม่ยินยอม และไม่คิดจะยอมแพ้ให้กับกลุ่มคนที่ไล่ตามเขาใกล้เข้ามาทุกที
ทันใดนั้นเด็กชายผู้นั้นก็ล้มลงบนพื้น ราวกับโดนพลังที่ซัดมาจากด้านหลัง เขากระอักเืออกมาคำโต ก่อนจะรีบประคองร่างกายง่อนแง่นลุกขึ้นวิ่งต่อโดยไม่หันหลังไปมองด้วยซ้ำ
อ้ายเชียนมองเห็นแรงปราถนาที่จะมีชีวิต และความโกรธแค้นชิงชังในสายตาเด็กชายตรงหน้า ดวงตานางก็วาววาบขึ้นมา
นางแทบจะลืมเลือนสองคนในถ้ำซึ่งนิมิตนำทางนางมาด้วยซ้ำ ในสายตาตอนนี้มีเพียงเด็กชายที่ไม่ยินยอมต่อฟ้าดินผู้นี้เท่านั้น
ดวงตาอ้ายเชียนหรี่เล็กลงกว่าเดิมเมื่อเด็กชายถูกคว้าคอเสื้อเอาไว้ได้ พร้อมการปรากฎตัวของชายหนุ่มอีกสี่คน พวกเขาล้วนสวมใส่เสื้อสีขาวดั่งเซียน รูปร่างหน้าตารึก็ดูดี หากแต่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมนั้น...ดั่งเข้าสู่ด้านมืดไปแล้วมากกว่าครึ่งตัว
เด็กหญิงตัวสั่นสะท้าน ‘ไหนบอกว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีผู้ใดเหนือกว่าวรยุทธ์ขั้น9 แล้วพวกข้างหน้านี่ล่ะ’ อ้ายเชียนรับรู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มทั้งสี่เหนือกว่านาง
พวกเขาคล้ายกับผู้มีพลังยุทธ์ขั้นเก้า แต่กลับมีแรงกดดันที่เหนือกว่า...หลายขั้น อย่างต่ำๆก็สองขั้นเลยทีเดียว
‘เ้านาย...ในเมื่อท่านสำเร็จวรยุทธ์แล้ว ข้าก็จะตอบคำถามท่าน ขั้นต่อไปที่ท่านต้องทะลวงคือขั้นฝึกปราณ แต่ว่า..ระหว่างนั้นจะมี่ขั้นที่เหนือกว่าขั้นวรยุทธ์ธรรมดา นั่นคือขั้นเหนือกว่า’
‘คนเ่าั้มาจากแผ่นดินด้านนอก พวกเขาล้วนแต่มีพลังขั้นเหนือกว่า คือผู้ที่มาจากดินแดนอื่นแล้วเหยียบย่างมาดินแดนนี้ จะกลายเป็เหล่าผู้เหนือกว่า พวกเขาจะแข็งแกร่งกว่าผู้คนในดินแดนราว1ขั้น’
อ้ายเชียนได้ยินคำตอบแล้วก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา ตอนนี้นางยังสะดุดอยู่ที่ขั้น9 แต่คนเ่าั้ล้วนเป็ขั้นเหนือกว่า นี่มัน…
ขณะที่ใคร่ครวญครุ่นคิดอยู่ ดวงตานางก็แผ่แววสังหารออกมา เมื่อชายหนุ่มพวกนั้นโยนเด็กคนนั้นลงกับพื้นอย่างแรง ก่อนจะรุมกระทืบเด็กคนนั้นจนร่างแทบจะแหลกเหลว
‘เสี่ยวซ่ง ข้า้าสู้กับคนพวกนั้น...ข้า้าโอกาสชนะ’
‘เ้านายนั่นมัน...’
‘ข้าออกคำสั่งเ้า หาทางให้ข้าชนะพวกมัน’ อ้ายเชียนเอ่ยเสียงเข้มในใจ จ้องมองเด็กคนนั้นไม่วางตา
ดวงตาของเด็กชายผู้นั้นหรี่เล็กลง ราวกับรับรู้ถึงสายตาที่มองมาจากในถ้ำ เขาเงยหน้าขึ้นมองสบกับสายตานาง ก่อนจะรีบผละสายตาจากไปอย่างรวดเร็ว มีความแตกตื่นอยู่บนใบหน้าเขาอย่างชัดเจน
อ้ายเชียนเ็ปหัวใจอย่างยิ่ง เมื่อครู่เด็กผู้นั้นมองเห็นนางกลับไม่ยอมเอ่ยปากเรียก หรือลากให้นางต้องพบเจอกับคนเ่าั้ด้วย เด็กชายผู้นั้นย่อมรู้ดีว่าคนเ่าั้แข็งแกร่งเกินกว่าคนในแผ่นดินนี้จะทำอะไรได้
ตัวเองทำได้เพียงกำมือแน่น ร่างกายของเด็กชายเริ่มรับไม่ไหว เขาเริ่มชักกระตุกอีกทั้งยังพยายามจะมองมาทางนางอีกสักครั้ง
สายฟ้าฟาดลงมา ส่งผลให้ทั่วบริเวณสว่างวูบหนึ่ง พอดีกับที่อ้ายเชียนก้าวขาออกไปสู่แสงสว่างนอกถ้ำ เด็กชายผู้นั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเห็นนางพอดี
ดวงหน้าครึ่งล่างของนางสลักอยู่ในดวงใจเขาทันที เขาไม่เคยเห็นใบหน้าครึ่งล่างของผู้ใดงดงามสูงส่งและหยิ่งยโสเท่านี้มาก่อน ก่อนที่ดวงตาเขาจะปิดลงด้วยความไม่ยินยอม แรงใจที่มีเต็มร้อยขับเคลื่อนให้หัวใจเขายังไม่หยุดเต้นไปแม้โดนรุมทำร้ายปางตาย
เด็กหญิงผู้หนึ่งเดินออกมาจากถ้ำที่มืดมิดตรงหน้า ทำให้เหล่าชายหนุ่มที่รุมกระทืบเด็กชายอยู่หันไปมอง พวกเขาสบตากันอย่างแปลกใจ
ขณะนั้นเองชายหนุ่มผู้เป็หัวหน้าก็มองเห็นสิ่งแปลกๆ เนื่องจากดวงตาของนางเป็สีขาวไม่มีม่านตาดำแม้แต่น้อย ร่างกายเขาสั่นไหวอย่างอดไม่ได้ ในใจหมายมั่นว่าต้องจับเด็กผู้นี้กลับไปให้ได้
ใครเล่าไม่รู้บ้าง ว่าเอกลักษณ์ของเหล่า ‘ผู้หยั่งรู้’ ก็คือดวงตาของพวกเขา ทันทีที่เห็นเด็กหญิงปรากฎตัว หัวหน้ากลุ่มผู้นี้ก็เกิดความโลภในทันที
“เด็กหญิง เ้าไปกับพวกข้าเถอะ พวกเรามาจากขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ นายท่านจะเลี้ยงดูเ้าอย่างดี” ผู้ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็ต้องอารัมภบทกับผู้ต้อยต่ำฉันใด ชายหนุ่มจากตระกูลใหญ่ย่อมไม่เสียเวลาเกลี้ยกล่อมมดปลวกตรงหน้าฉันนั้น
“จริงหรือ” เสียงหวานเอ่ยถาม เสียงของนางดูไร้เดียงสาจนทำให้ใจชายอ่อนยวบ เมื่อเพ่งพิศมองดีดี ดวงหน้าของเด็กหญิงกลับงดงามเหลือจะกล่าว ทำให้เหล่าชายหนุ่มเริ่มเกิดความโลภอยากนางไว้แต่เพียงผู้เดียว
“ใช่แล้ว หากเ้าไปกับข้า ยินดีรับใช้ข้า ข้าจะดูแลเ้าอย่างดี”
“พี่ใหญ่! พวกเราไม่อาจทำเช่นนั้น” พลั่ก! ก่อนที่ชายหนุ่มด้านข้างจะได้เอ่ยเตือน หัวของเขาก็ปลิวไปเสียแล้ว ทำให้เหล่าชายหนุ่มที่มาด้วยกันล้วนถอยหลังออกห่างหัวหน้ากลุ่มด้วยความหวาดกลัว
“วันนี้พวกเ้าทุกคน ไม่อาจมีชีวิตรอดไปได้” ชายหนุ่มผู้เป็หัวหน้ากลุ่มคลุ้มคลั่ง เขาหันไปเล่นงานสมาชิกอีกคนที่กำลังใ
สมาชิกคนเดียวที่เหลืออยู่นอกจากหัวหน้ากลุ่มใอย่างยิ่ง รีบหันกลับไปสู้กับหัวหน้าของตนเอง ดวงหน้าเขาฉายแววตระหนกและไม่อยากจะเชื่อ ‘นี่เป็เพราะคำสาปนั้นของผู้หยั่งรู้งั้นหรือ? อยู่ๆพี่ใหญ่ก็เกิดโลภมากขึ้นมาและฆ่าคนอื่นๆไปจนหมด ข้าต้องรอดกลับไปให้ได้ อั่ก’
ขณะที่คิดอยู่นั้น อยู่ๆร่างของชายหนุ่มชุดขาวผู้เป็ศิษย์น้องก็ร่วงหล่นราวตุ๊กตาไขลานไร้ชีวิต ขณะเดียวกันผู้นำกลุ่มก้มลงมองหน้าอกตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้หยั่งรู้ เห็นเพียงนางยิ้มเย็นะเืส่งมาให้
ด้วยดวงตาสีขาวสว่าง บวกกับผมเผ้าที่เปียกลู่ลง และใบหน้าซีดขาวทำให้นางดั่งิญญาร้ายที่กำลังยิ้มเย้ยให้แก่ดวงิญญาของผู้โง่เขลาก็ไม่ปาน
ชายหนุ่มทั้งสองสิ้นชีพม์ได้อย่างไรคงมีเพียงอ้ายเชียนที่รู้...อ้อ ผู้ที่รู้ยังมีอีกสองคนคือเด็กทั้งสองในถ้ำ ซึ่งตอนนี้แอบออกมาดูเหตุการณ์ที่หน้าถ้ำ นับั้แ่อ้ายเชียนก้าวออกมาแล้ว
พวกเขาล้วนกระถดถอยหลังกลับเข้าไปในความมืดของถ้ำ เมื่อเห็นอ้ายเชียนฆ่าคนทั้งสองได้ด้วยมือเปล่า โดยใช้มือของนางแทงเข้าที่หน้าอกของคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งนางเพียงใช้ฝ่ามือเดียวเท่านั้น
เมื่อเสร็จกิจ อ้ายเชียนเช็ดมือที่เปื้อนเืลงบนเสื้อผ้าของตนอย่างไม่รังเกียจ ก่อนจะหยิบผ้ามาผูกตาอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญ
‘เ้านายครั้งนี้เสี่ยงมาก หากเด็กสองคนนั้นรู้เห็น ท่านควรฆ่าพวกเขาปิดปากซะ’ นี่คือคำแนะนำที่เสี่ยวซ่งจูให้กับเ้านายของเขา
แม้ว่าคนจากแผ่นดินทวีปนี้จะไม่ค่อยเข้าใจเื่ผู้หยั่งรู้นัก แต่หากเป็คนจากทวีปอื่นๆย่อมแตกต่าง พวกเขารู้กระทั่งเอกลักษณ์ของผู้หยั่งรู้แน่นอน ดังนั้น...ขอเพียงใช้ความโลภให้พวกเขาฆ่ากันเอง อาศัยทีเผลอฆ่าคนก็เป็เื่ง่าย
หลังจากนั้นนางก็ลากเด็กชายที่แทบจะจมน้ำฝนตายเข้าไปในถ้ำ จากนั้นก็เดินไปหน้าถ้ำ เด็กหญิงเดินไปรอบๆก่อนจะพบหินใหญ่ที่พอใช้ได้ จากนั้นก็เคลื่อนหินมาปิดหน้าถ้ำเอาไว้
อย่างน้อยก็ไม่มีใครสามารถเห็นภายในถ้ำได้โดยง่าย แม้จะก่อไฟก็ไม่ต้องกลัวคนเห็นแล้ว
ทุกอย่างที่ทำ นางใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น หลังจากก่อไฟเสร็จแล้ว อ้ายเชียนก็มาดูอาการของเด็กชาย
โชคดีที่นางได้รับมรดกของตาเฒ่านักชงชานั่นมาก่อนแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจฝืนดึงตัวเด็กผู้นี้มาจากปากทางปรโลกได้เป็แน่
เข็มทองที่พบเจอในสุสานของสัตว์า ถูกอ้ายเชียนนำออกมาใช้หลังจากที่ทำความสะอาดมาหลายวันแล้ว
ในเวลาว่างนางมักจะเอาเข็มชุดนี้ออกมาทำความสะอาด จากนั้นก็นำมาฝนให้คม เป็งานอดิเรกของนางไปแล้ว