"เกือบจะลืมไปเสียสนิท!" เขายกตะกร้าที่เพิ่งโยนทิ้งไปเมื่อครู่ขึ้นมาอย่างเบามือ ราวกับว่าของที่อยู่ข้างในนั้นเป็สมบัติล้ำค่าที่แตกหักได้ง่ายอย่างไรอย่างนั้น
"น้องหญิง นี่คือของกินที่พี่เอามาฝาก เ้าต้องจำไว้ว่าต้องกินให้ได้นะ ในนี้มีขนมที่ข้าชอบที่สุด แล้วก็ยังมีขาหมูพะโล้ด้วย หอมฉุยเลยล่ะ!" อวิ๋นอี้ป๋อหยิบกล่องขนมออกมาวางไว้ข้างหมอนของอวิ๋นตั๋วตั๋ว
เมื่อองค์ชายสามอย่างอวิ๋นอี้ซูได้ยินว่าข้างในมีขาหมูพะโล้ ั์ตาก็ทอประกายอิจฉาขึ้นมาทันที เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอ ทว่าก็ทำได้เพียงมองตาละห้อยอยู่ข้าง ๆ
อวิ๋นตั๋วตั๋วหัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก เสด็จพี่ใหญ่ผู้นี้ช่างเป็ผู้ชายซื่อบื้อเสียจริง เธอยังเป็แค่ทารก ฟันสักซี่ยังไม่มีเลย จะให้กินขนม หรือแทะขาหมูได้อย่างไรกัน?
เมื่อได้กลิ่นหอมของขาหมูลอยมากระทบจมูก เธอก็รู้สึกเหมือนร่างกายและจิตใจกำลังถูกทรมานอย่างหนัก ช่างเป็เวรกรรมแท้ ๆ ! เอาเถอะ ขาหมูพะโล้ที่ทั้งหอมและเปื่อยนุ่มขนาดนี้ ทำได้แค่มองอยู่ห่าง ๆ แต่ไม่อาจแตะต้องได้ สุดท้ายแล้วเธอก็คงไม่มีวาสนาจะได้ลิ้มรสมันสินะ
"อ้อ ยังมีอีกนะ พี่ใหญ่เลือกหนังสือนิทานมาให้เ้าด้วย เป็เื่ที่พี่ชอบอ่านที่สุดเลยล่ะ!" อวิ๋นอี้ป๋อหยิบหนังสือที่สภาพยับเยินจนแทบจะหลุดรุ่ยออกมาจากตะกร้า แกว่งไปมาตรงหน้าอวิ๋นตั๋วตั๋ว ก่อนจะวางลงข้างเตียงของนาง
โฮ่! มีนิทานก่อนนอนด้วยหรือนี่! เยี่ยมไปเลย อวิ๋นตั๋วตั๋วหัวเราะคิกคักชอบใจ แต่หนังสือนิทานพวกนี้เธอก็อ่านไม่ได้อยู่ดี แล้วใครล่ะจะมาเล่านิทานก่อนนอนให้เธอฟัง?
"น้องหญิง พวกพี่ไปก่อนนะ วันหลังจะมาเยี่ยมใหม่! น้องหญิงจะนอนแล้ว พวกเ้าอย่ามาเกะกะสายตาอยู่ตรงนี้เลย" พูดจบอวิ๋นอี้ป๋อก็ดึงตัวอวิ๋นอี้จ้งและอวิ๋นอี้ซูให้เดินตรงไปที่ประตู พวกเขาเดินหันรีหันขวางเหลียวหลังกลับมามองอยู่หลายครา กว่าจะยอมก้าวออกจากตำหนักโซ่วชางไป
ระหว่างทาง อวิ๋นอี้ป๋อก็เดินไปพลาง ชี้ไม้ชี้มือบ่นน้องชายทั้งสองไปพลาง "พวกเ้าดูตัวเองสิ ช่างดูน่าอนาถนัก มาเยี่ยมน้องสาวเป็ครั้งแรก กลับมามือเปล่าเนี่ยนะ? ไม่คิดจะติดไม้ติดมืออะไรมาบ้างเลยรึไง"
"ก็พวกเรารีบร้อนมาหาน้องหญิงนี่นา เลยเตรียมตัวไม่ทัน!"
"ใช่ ๆ ครั้งหน้าถ้ามาหาน้องหญิง ข้าจะเอาเครื่องหอมที่ข้าชอบที่สุดมาฝากนางด้วย!"
"อืม มันต้องอย่างนี้สิ สมองทึบ ๆ อย่างเ้า ในที่สุดก็พอจะมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง"
อวิ๋นตั๋วตั๋วทอดฟังเสียงโต้เถียงของพวกเขาแล้วกลับรู้สึกว่าความครึกครื้นเช่นนี้ช่างน่าพึงพอใจนัก เธอระบายยิ้มบาง ๆ แล้วหลับตาลงอย่างมีความสุข
นี่สินะสิ่งที่เรียกว่าความอบอุ่นของครอบครัว
แม่นมจางเมื่อเห็นว่าอวิ๋นตั๋วตั๋วหลับไปแล้ว นางจึงเดินเข้าไปห่มผ้าให้ ก่อนจะยกตะกร้าที่ใส่ขนมและขาหมูลงมาจากเตียง นางตรวจสอบบนเตียงอย่างละเอียดเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีของมีคมหรือสิ่งใดที่จะทำอันตรายองค์หญิงน้อยได้ จากนั้นจึงค่อย ๆ ปล่อยม่านเตียงลงมา แล้วเป่าเทียนข้างเตียงให้ดับ เหลือไว้เพียงเทียนที่หน้าประตูเล่มเดียวเพื่อให้แสงสว่างสลัว ๆ
หลังจากจัดการธุระเหล่านี้เสร็จสิ้น นางก็ปรายตามองอวิ๋นลั่วเสวี่ยด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก จากนั้นก็คว้าคอเสื้อของเด็กหญิงแล้วลากตัวนางออกไปจากห้องบรรทมทันที
นางสั่งให้คนคุ้มกันอวิ๋นลั่วเสวี่ยกลับไปยังตำหนัก "พาท่านหญิงตงผิงกลับตำหนักไปเสีย แล้วเฝ้าดูนางไว้ให้ดี"
อวิ๋นลั่วเสวี่ยถลึงตามองแม่นมจางด้วยความเคียดแค้น
[นางแก่หนังเหนียว กล้าทำกับข้าถึงเพียงนี้ ความอัปยศในวันนี้ วันหน้าข้าจะเอาคืนเป็สิบเท่า!]
[รอให้ท่านแม่ของข้ารู้เื่ที่พวกเ้ากล้าทำกับข้าก่อนเถอะ นางจะต้องถลกหนังเ้าแล้วโยนไปให้หมากินแน่!]
เหล่าบรรดานางกำนัลและขันทีพยักหน้ารับคำ
"ขอรับ บ่าวจะพาท่านหญิงกลับไปเดี๋ยวนี้"
"เ้าค่ะ บ่าวจะพาท่านหญิงกลับไปเดี๋ยวนี้"
ข้ารับใช้ในตำหนักโซ่วชางล้วนเป็ผู้ที่รู้จักสังเกตสีหน้าผู้คนเป็อย่างดี แม้จะไม่เห็นเหตุการณ์ภายในห้องบรรทมด้วยตาตนเอง แต่เมื่อเห็นท่าทีของแม่นมจาง พวกเขาก็คาดเดาพระประสงค์ของไทเฮาได้ทันที
ดังนั้นไม่ว่าอวิ๋นลั่วเสวี่ยจะดิ้นรนขัดขืนเพียงใด เหล่าขันทีและนางกำนัลก็ช่วยกันปิดปากและลากตัวนางออกไปอย่างไม่ไยดี
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ตำหนักโซ่วชางอีกครั้ง ไทเฮาหนานกงรุ่ยทรงนับลูกประคำพลางเสด็จก้าวเดินออกมาจากห้องพระอย่างเชื่องช้า "จัดการคนเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?"
"เรียบร้อยแล้วเพคะ ไทเฮาโปรดวางพระทัย องค์หญิงน้อยบรรทมแล้ว คืนนี้หม่อมฉันจะคอยเฝ้าอยู่ข้างกายองค์หญิงเองเพคะ"
"เื่ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ส่งคนไปทูลให้ฮ่องเต้ทรงทราบด้วย"
"เพคะ ไทเฮา"
เมื่อวิกฤตทุกอย่างคลี่คลายลง อวิ๋นตั๋วตั๋วที่นอนอยู่บนเตียงก็พลันสังเกตเห็นว่า บริเวณปลายเตียงตรงจุดที่กล่องยาเคยปรากฏขึ้นมานั้น มีปิ่นปักผมหยกขาวตกอยู่หนึ่งอัน คาดว่าคงจะร่วงหล่นมาจากศีรษะของอวิ๋นลั่วเสวี่ยตอนที่ชุลมุนกันเมื่อครู่ อวิ๋นตั๋วตั๋วไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ปล่อยให้ปิ่นหยกขาวอันนั้นวางทิ้งไว้ที่ปลายเตียงต่อไป
ฤทธิ์ยาเริ่มสำแดงผลแล้ว เธอรู้สึกง่วงงุนเต็มทน จึงหลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างลึกซึ้ง
ที่ตำหนักจื่อเฉิน อวิ๋นเป่ยเยี่ยทรงฟังคำรายงานจากจ้าวกงกงด้วยความตกตะลึง พระองค์ตรัสถามด้วยความร้อนรุ่มใจว่า "ตั๋วตั๋วเป็อย่างไรบ้าง? องค์หญิงน้อยของข้าได้รับาเ็หรือไม่?"
"ทูลฝ่าา องค์หญิงน้อยไม่ได้รับาเ็พ่ะย่ะค่ะ ฟังจากที่แม่นมจางเล่า โชคดีที่ได้องค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง และองค์ชายสามช่วยกันต่อสู้อย่างสุดกำลัง จึงสามารถปกป้ององค์หญิงน้อยไว้ได้พ่ะย่ะค่ะ" จ้าวกงกงค้อมตัวตอบคำถาม
ภายในใจของเขาทั้งสั่นสะท้านและเต็มไปด้วยความกังขา ฮ่องเต้แห่งหนานหยางผู้ทรงเยือกเย็นและสุขุมแม้ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพทหารนับหมื่นนับแสน ทว่าองค์หญิงน้อยผู้นี้กลับมีมนตร์วิเศษอันใดกัน ถึงทำให้ฮ่องเต้ผู้แสนจะเืเย็นและสงบนิ่งมาตลอด ทรงมีอารมณ์แปรปรวนได้มากถึงเพียงนี้?
อวิ๋นเป่ยเยี่ยแค่นเสียงเ็า "นกเขาแย่งรังนกกระจอก อยู่นานวันเข้า ก็ชักจะลืมตัวแล้วกระมังว่าตนเองมีฐานะอะไร ส่งคนไปนำตัว...นำตัว..."
อวิ๋นเป่ยเยี่ยนึกชื่อของเด็กหญิงคนนั้นไม่ออกไปชั่วขณะ
"ท่านหญิงตงผิง อวิ๋นลั่วเสวี่ยพ่ะย่ะค่ะ" จ้าวจงเฉวียนก้มหน้าลงพลางกระซิบเตือนเสียงเบา เมื่อเห็นท่าทีโกรธกริ้วของฮ่องเต้ หัวใจของเขาก็เต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น
"ท่านหญิงตงผิงงั้นรึ? ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป จะไม่มีท่านหญิงตงผิงอีกต่อไป! ส่งคนไปพาตัวบุตรสาวของจิ้นอ๋องออกไปจากวังหลวง แล้วสั่งห้ามนางเหยียบย่างเข้ามาในวังอีกชั่วชีวิต!"
"นางควรจะดีใจนะที่ลูกสาวของข้าปลอดภัย หากลูกของข้าเป็อะไรไปล่ะก็ ข้าจะสั่งปะาพวกมันทั้งตระกูลให้ตกตายตามกันไปเสีย!" อวิ๋นเป่ยเยี่ยตวาดลั่น พร้อมกับปาฎีกาของจิ้นอ๋องทิ้งลงบนพื้นอย่างแรง
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา" จ้าวกงกงก้มหน้ารับคำ ก่อนจะรีบซอยเท้าเดินออกจากตำหนักจื่อเฉินที่เต็มไปด้วยบรรยากาศกดดันอันแสนน่าอึดอัดอย่างรวดเร็ว
ที่กรมราชทัณฑ์ฝ่ายใน หัวหน้าขันทีที่กำลังนั่งร่ำสุราอยู่นั้น เมื่อได้ยินว่าฮองเฮาเสด็จมา ก็ใจนลนลานทำอะไรไม่ถูก มืดค่ำป่านนี้แล้ว เหล่าบรรดาเ้านายสูงศักดิ์ไม่หลับไม่นอนกันหรืออย่างไร? หรือว่าจะเป็พวกชอบนอนดึกเหมือนกับผู้คุมคุกอย่างพวกเขากันแน่?
"เร็วเข้า รีบเก็บของพวกนี้ไปซ่อนเร็ว!" หัวหน้าขันทีรีบกดเสียงต่ำสั่งการด้วยความร้อนรน
"เ้าพวกโง่ เอาขวดสุราไปซ่อนหลังเสาสิ! ส่วนไพ่ก็ซุกใส่เสื้อไว้! แล้วก็เ้าเช็ดคราบมันที่มุมปากเดี๋ยวนี้! งุ่มง่ามเสียจริง ไม่รู้ว่าตอนแรกพวกเ้าผ่านการคัดเลือกเข้ามาในวังได้ยังไง! ขันทีหน้าใหม่รุ่นพวกเ้านี่ เป็พวกที่สอนยากสอนเย็นที่สุดั้แ่ข้าเคยเจอมาเลย!"
หัวหน้าขันทีด่ากราดไปพลาง จัดระเบียบเสื้อผ้าและหมวกประจำตำแหน่งของตนเองไปพลาง ทั้งยังกระชากคอเสื้อที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่เข้าทาง
"ฮองเฮาเสด็จแล้ว!" เสียงแหลมเล็กของขันทีดังกังวานขึ้น
"บ่าวถวายบังคมฮองเฮา ขอจงทรงพระเจริญพันปี พัน ๆ ปีพ่ะย่ะค่ะ!" เหล่าขันทีต่างปั้นหน้ายิ้มประจบสอพลอ รีบคุกเข่าโขกศีรษะทำความเคารพฮองเฮาอย่างนอบน้อม
เจาหยวนฮองเฮาทรงพระดำเนินผ่านเหล่าขันทีที่คุกเข่าอยู่บนพื้นไปอย่างรวดเร็ว "เลิกทำเื่ไร้สาระจอมปลอมพวกนี้ได้แล้ว ไปลากคอบ่าวเนรคุณสองตัวนั้นออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
"พ่ะย่ะค่ะฮองเฮา" หัวหน้าขันทีสะบัดมือพลางดัดเสียงแหลมร้องสั่ง
เื่ใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในวัง่นี้ ก็คือเื่ที่องค์หญิงน้อยถูกจับโยนลงบ่อน้ำร้าง หัวหน้าขันทีผู้นี้เป็คนฉลาด ย่อมรู้ดีว่าเื่นี้ร้ายแรงเพียงใด เมื่อขันทีและนางกำนัลคู่นั้นถูกส่งตัวมาที่กรมราชทัณฑ์ฝ่ายใน พวกเขาก็ถูกคุมขังอย่างแ่า และคอยเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ทั้งสองชิงฆ่าตัวตายหนีความผิดไปเสียก่อน
สิ้นเสียงสั่งการ คนกลุ่มหนึ่งก็ลากตัวนางกำนัลและขันทีที่วางแผนลอบปลงพระชนม์องค์หญิงออกมาจากคุกใต้ดิน
"โบยมันให้ข้า โบยให้ตายไปเลย!" เจาหยวนฮองเฮาประทับนั่งลงบนม้านั่งไม้ พระองค์ทรงยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นเหยียบม้านั่ง แล้วตวาดสั่งเสียงกร้าว
"ฮองเฮาโปรดไว้ชีวิตด้วย! หม่อมฉันไม่กล้าอีกแล้วเพคะ!" นางกำนัลโขกศีรษะอ้อนวอนขอชีวิตอย่างเอาเป็เอาตาย
"โอ้โห! ยังจะมีหน้ามาบอกว่า ‘อีก’ งั้นรึ?"