ตอนที่ 2 สังคมผี และความจริงจากวิกกี้
ความอ้างว้างบนถนนไฮเวย์สายเปลี่ยวในยามวิกาลนั้นช่างเยือกเย็นและบาดลึกลงไปถึงแก่นของิญญา
หลังจากที่เหล่าิญญานับร้อยนับพันพร้อมใจกันสลายร่างหายวับไป ทิ้งให้ 'นางฟ้า' อดีตไอดอลสาวเบอร์หนึ่งของวงการ นั่งกอดเข่าจุ้มปุ๊กอยู่ริมฟุตปาธเพียงลำพัง ท่ามกลางซากรถสปอร์ตสีแดงที่เหลือเพียงเศษเหล็กและรอยเืจางๆ บนพื้นถนน นางฟ้ากะพริบตาถี่ๆ มองฝ่าความมืดมิด เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าโลกที่เธออยู่นี้ไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือมิติที่ซ้อนทับอยู่บนโลกมนุษย์ เป็มิติที่ไร้ซึ่งแสงแดด ไร้ซึ่งสีสัน ทุกอย่างรอบตัวถูกฉาบด้วยโทนสีเทาหม่นและขมุกขมัว
เมื่อความใระดับขีดสุดเริ่มทุเลาลง สายตาของิญญามือใหม่ก็เริ่มปรับตัวเข้ากับคลื่นความถี่ของโลกหลังความตาย เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล แม้ร่างกายโปร่งแสงนี้จะเบาหวิวไร้น้ำหนักก็ตาม เธอมองไปรอบๆ และเริ่มเห็นสิ่งที่เรียกว่า 'สังคมผี' ปรากฏตัวขึ้นตามจุดต่างๆ ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
มันซับซ้อนกว่าที่พวกมนุษย์ทั่วไปเคยจินตนาการไว้มากนัก โลกหลังความตายไม่ได้มีแค่การยืนหลอกหลอนคนสุ่มสี่สุ่มห้า ตามขอบฟุตปาธ ใต้เสาไฟส่องทาง หรือป้ายรถเมล์เก่าๆ มีิญญาหลายตนนั่งจับกลุ่มกันอยู่ บ้างก็จับกลุ่มคุยกันหน้าดำคร่ำเครียด บ้างก็นั่งเหม่อลอยไร้จุดหมาย ผีผู้หญิงวัยกลางคนตนหนึ่งกำลังนั่งลูบหัวผีเด็กชายตัวเล็กๆ ด้วยความทะนุถนอม ขณะที่ผีวัยรุ่นอีกกลุ่มกำลังยืนเถียงกันด้วยเื่อะไรบางอย่างที่เธอฟังไม่ได้ศัพท์
สังคมผี...มีการจับกลุ่ม มีความสัมพันธ์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง... ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจเลยแม้แต่นิดเดียว!
ภาพตรงหน้าทำเอานางฟ้าจุกแน่นอยู่ข้างใน เธอเห็นผีิญญาเร่ร่อนตนหนึ่งเดินผ่านหน้าเธอไป ผีตนนั้นปรายตามองเธอั้แ่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยามสุดขีด ก่อนจะเชิดหน้าใส่และเดินหนีไปรวมกลุ่มกับิญญาตนอื่น แล้วชี้ไม้ชี้มือมาทางเธอเหมือนกำลังนินทา
“ดูสิ นั่นไงนังไอดอลปากแจ๋ว...ที่เคยด่าพวกเราว่าเป็สัมภเวสีไร้คลาส”
“สมน้ำหน้า ตายมาก็ไม่มีใครเอา โดนลอยแพั้แ่คืนแรกเลย เป็ไงล่ะ รสชาติของการเป็หมาหัวเน่า”
แม้จะเป็เพียงเสียงกระซิบแว่วๆ แต่ในมิติที่เงียบสงัดนี้ มันกลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของนางฟ้าอย่างชัดเจน เธอกอดตัวเองแน่นขึ้น ความรู้สึกหนาวเหน็บเริ่มกัดกินหัวใจ มันไม่ใช่ความหนาวจากอุณหภูมิของอากาศ แต่มันคือความหนาวเหน็บจากการถูกเกลียดชังอย่างสมบูรณ์แบบ ผลกรรมจากคำพูดคะนองปากในอดีตกำลังย้อนกลับมาตบหน้าเธออย่างจัง
เธอเคยคิดว่าผีไม่มีหัวใจ เคยคิดว่าการด่าทออากาศธาตุเป็เื่สนุก เป็ความเท่ เป็การแสดงจุดยืนว่าเธอแน่ เธอเจ๋ง แต่ตอนนี้เธอเพิ่งตระหนักได้ว่า ทุกคำด่า ทุกคำสาปแช่ง ทุกการดูถูกเหยียดหยาม...พวกเขาได้ยินมันทั้งหมด และพวกเขา 'เ็ป' เป็
“ฉันมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ...” นางฟ้าพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงสั่นเครือและแหบแห้ง “นี่ฉันทำร้ายความรู้สึกคนอื่น...เอ๊ะ ไม่สิ ทำร้ายความรู้สึกผีตนอื่นมาตลอดเลยเหรอเนี่ย...”
ในนาทีที่จมดิ่งถึงขีดสุด ความโดดเดี่ยวผลักดันให้เธอโหยหาใครสักคนอย่างรุนแรง ใครสักคนที่จะไม่รังเกียจเธอ ใครสักคนที่จะไม่มองเธอด้วยสายตาสมเพช และใครสักคนที่รักเธออย่างแท้จริงในแบบที่เธอเป็...ใบหน้าของผู้หญิงเพียงคนเดียวก็สว่างวาบขึ้นมาในห้วงความคิด
'วิกกี้'
ใช่...วิกกี้ ผู้จัดการส่วนตัวและเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในชีวิตที่ทนนิสัยเสียๆ ของเธอมาได้ตลอด 20 ปี คนที่คอยตามเช็ดตามล้าง คอยเตือนสติ และรักเธอที่เป็ 'นางฟ้า' จริงๆ ไม่ใช่แค่เปลือกนอกที่ปั้นแต่งให้แฟนคลับดู
“ฉันอยากเจอแก...วิกกี้...ฉันคิดถึงแกจังเลย...”
สิ้นเสียงพึมพำอันแ่เบาที่เต็มไปด้วยความโหยหาอย่างสุดหัวใจ ทันใดนั้น ร่างโปร่งแสงของนางฟ้าก็เหมือนถูกกระชากด้วยแรงดึงดูดมหาศาลจากเบื้องบน บรรยากาศรอบตัวหมุนคว้าง ภาพถนนไฮเวย์และเหล่าิญญาแตกสลายกลายเป็เส้นแสงสีขาวสว่างจ้าพุ่งผ่านตัวเธอไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาประกอบกันเป็ภาพใหม่อีกครั้ง
หน้าห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อลอยมาปะทะความรู้สึก (แม้เธอจะไม่มีจมูกเนื้อให้ดมกลิ่นแล้วก็ตามแต่มันคือความทรงจำทางิญญา) แสงไฟสีขาวนวลจากหลอดนีออนส่องสว่างไปทั่วบริเวณโถงพักรอที่เงียบสงัด นางฟ้ากะพริบตาถี่ๆ มองทะลุกระจกใสบานใหญ่ของห้อง ICU เข้าไปด้านใน บนเตียงผู้ป่วยตรงกลางห้อง มีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนนิ่งสนิท ศีรษะถูกพันด้วยผ้าพันแผลจนหนาเตอะ ตามแขนและหลังมือมีสายน้ำเกลือและท่อระโยงระยางเต็มไปหมด ใบหน้าที่เคยสวยงามไร้ที่ติบัดนี้ซีดเซียว เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและรอยถลอกจากการกระแทกอย่างรุนแรง มีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจและเสียงจังหวะหัวใจ ติ๊ด... ติ๊ด...ติ๊ด...ที่ดังแว่วลอดออกมาเป็จังหวะสม่ำเสมอทำลายความเงียบ
แต่สิ่งที่ทำให้นางฟ้ารู้สึกเหมือนหัวใจ (ที่ไม่มีอยู่จริง) แตกสลายเป็เสี่ยงๆ ไม่ใช่สภาพอันน่าเวทนาของร่างตัวเองที่อยู่หลังบานกระจก...แต่เป็สภาพของผู้หญิงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกหน้าห้อง ICU ต่างหาก
วิกกี้...เพื่อนรักของเธอยังคงอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแล็กตัวเดิมที่ใส่ั้แ่งานคอนเสิร์ตเมื่อคืน เธอไม่ได้กลับบ้านไปพักผ่อน ไม่ได้ไปจัดการเื่ข่าว ไม่ได้ไปตอบคำถามสื่อ ไม่ได้ไปทำอะไรทั้งนั้น นอกจากนั่งฟุบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเองอยู่หน้ากระจกห้อง มือสองข้างประสานกันแน่นแนบชิดบานกระจกเย็นเยียบ ราวกับกลัวว่าถ้าเธอปล่อยมือไป ิญญาของเพื่อนจะหลุดลอยหายไปตลอดกาล ไหล่ทั้งสองข้างของวิกกี้สั่นสะท้านขึ้นลงตามแรงสะอื้นที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้
นางฟ้าหันซ้ายหันขวากวาดสายตามองไปรอบโถงทางเดินกว้าง...ว่างเปล่า
ไม่มีแจกันดอกไม้ช่อโตแสดงความห่วงใย ไม่มีตะกร้าผลไม้แบรนด์เนม ไม่มีแม้แต่เงาของประธานค่ายเพลงที่เพิ่งสัญญาเป็มั่นเป็เหมาะว่าจะปั้นเธอเป็ศิลปินเดี่ยวเบอร์หนึ่งเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และที่น่าตลกร้ายที่สุด...ไม่มีเพื่อนร่วมวง 'สเตลล่าร์' อีกสามคนที่เพิ่งกอดคอร้องไห้บนเวทีคอนเสิร์ตพร้อมพร่ำบอกแฟนคลับว่า 'พวกเราสี่คนคือครอบครัวเดียวกัน และจะรักกันตลอดไป'
ยามที่เป็ไอดอลดาวรุ่งพุ่งแรง ทุกคนพร้อมจะประจบประแจง เข้าหา ห้อมล้อมราวกับเธอเป็ศูนย์กลางของจักรวาล แต่ในยามที่เธอประสบอุบัติเหตุปางตาย นอนไม่รู้ตัวอยู่บนเตียง ICU คนเ่าั้กลับหายหัวไปหมด ทิ้งให้โถงทางเดินแห่งนี้เงียบเหงาและเย็นเยียบ
คนรอบข้างอาจจะโผล่หน้ามาเยี่ยมแค่ตอนมีกล้องนักข่าวมาตั้งเต็นท์รอหน้าโรงพยาบาล แต่คนเดียวที่นั่งเฝ้าร่างเธออยู่หน้าประตูไม่ยอมห่าง ร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็สายเื รักเธอทั้งต่อหน้าและลับหลังโดยไม่เคยหวังผลประโยชน์...มีแค่วิกกี้เพียงคนเดียว
“ยัยพวกสเตลล่าร์...นังพวกจอมปลอมเอ๊ย ทีหน้ากล้องล่ะกอดฉันแน่นเชียวนะ พอฉันจะตายจริงๆ ไม่โผล่หัวมาสักคน...” นางฟ้าพึมพำด้วยความสมเพชตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเพื่อนสนิท
“วิกกี้...” นางฟ้าเอ่ยเรียกเสียงสั่น มือโปร่งแสงยื่นออกไปหมายจะลูบกลุ่มผมที่ยุ่งเหยิงนั้น แต่เธอก็ทำได้เพียงปล่อยให้มือทะลุผ่านอากาศธาตุไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ฉันอยู่นี่แล้ว... แกอย่าร้องไห้สิ ฉันใจไม่ดีเลยนะรู้มั้ย แกทำหน้าแบบนี้ฉันก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะเว้ย”
วิกกี้ที่นั่งพิงบานกระจกเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตากลมโตบวมช้ำอย่างหนัก เธอจ้องมองทะลุกระจกเข้าไปยังใบหน้าที่ซีดเซียวของเพื่อนบนเตียง ก่อนจะกำมือตัวเองที่สั่นเทาแน่นขึ้นอีกนิด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าปนสะอื้น
“ไหนสัญญากันแล้วไงว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด จะไปอยู่บ้านพักคนชราด้วยกันตอนอายุ 80 แกพูดเองนะนางฟ้า...ฟื้นสิ...กลับมาหาฉัน...”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนมีดแหลมคมที่กรีดลึกลงไปในิญญาของนางฟ้า คำสัญญาในวันวานที่เคยพูดเล่นๆ กันตอนนั่งกินหมูกระทะฉลองสอบเสร็จตอน ม.6 บัดนี้มันกลับกลายเป็คำวิงวอนที่แสนเ็ป นางฟ้ายกมือขึ้นปิดปากตัวเอง น้ำตาของิญญาที่ไม่มีวันไหลออกมาเป็หยดน้ำ แต่กลับสร้างความรวดร้าวอยู่ภายในจนแทบจะขาดใจตายไปอีกรอบ
“วิกกี้...ฉันขอโทษ...ฉันขอโทษจริงๆ...”
นางฟ้าทนดูสภาพเพื่อนรักร้องไห้แทบขาดใจไม่ได้อีกต่อไป สัญชาตญาณของการอยากมีชีวิตรอดและการอยากกลับไปกอดเพื่อนสนิทพุ่งสูงปรี๊ด เธอตัดสินใจพุ่งทะลุกำแพงกระจกเข้าไปในห้อง ICU และะโขึ้นไปบนเตียงผู้ป่วยทันที
“ฉันจะกลับเข้าไป! ฉันต้องตื่นขึ้นมาคุยกับแกให้ได้!”
นางฟ้าทาบทับร่างโปร่งแสงของตัวเองลงบนกายหยาบที่นอนนิ่งสนิท เธอพยายามเกร็งพลังิญญาทั้งหมดที่มี กดตัวเองให้จมลงไปในเนื้อหนังของตัวเอง “เข้าสิโว้ย! ร่างของฉัน ร่างของฉัน! กลับเข้าไปเดี๋ยวนี้!”
แต่เปล่าประโยชน์...ร่างิญญาของเธอทะลุผ่านกายหยาบไปราวกับพยายามดันก้อนเมฆให้ทะลุกำแพงเหล็ก เธอตกลงไปทะลุฟูกเตียงผู้ป่วยจนไปยืนอยู่บนพื้นอีกฝั่ง
“เอาใหม่! มันต้องมีวิธีสิวะ!”
นางฟ้ากัดฟันกรอด ปีนขึ้นเตียงแล้วทิ้งตัวลงนอนทับร่างตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งพยายามมุดเข้าทางหน้าอก พยายามเอาหัวโขกให้ิญญาประสานกัน พยายามสูดลมหายใจเฮือกใหญ่เพื่อดึงตัวเองเข้าไปผูกติดกับจังหวะการเต้นของหัวใจจากเครื่องมอนิเตอร์ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร พยายามกี่สิบครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม...
เธอถูกแรงผลักมหาศาลดีดกระเด็นหลุดทะลุออกมาทุกครั้ง จนครั้งสุดท้ายร่างิญญาของเธอถูกกระแทกปลิวทะลุกระจกห้อง ICU กลับออกมาล้มกลิ้งอยู่บนโถงทางเดินด้านนอก ราวกับแม่เหล็กขั้วเดียวกันที่ผลักไสกันออกไปอย่างสมบูรณ์
“ทำไม...ทำไมฉันถึงเข้าไม่ได้! นี่มันร่างฉันนะ! อนุญาตให้ฉันเข้าไปสิโว้ยยยย!”
นางฟ้าร้องะโอย่างบ้าคลั่ง ทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่บนพื้นโถงทางเดินหน้าห้องหอบหายใจอย่างหนัก (แม้จะไม่มีลมหายใจให้หอบแล้วก็ตาม) ความสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่จนหมดเรี่ยวแรง
แต่แล้ว... ท่ามกลางเสียงโวยวายของิญญาสาว วิกกี้ที่กำลังสะอื้นไห้ จู่ๆ ก็หยุดชะงัก ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง เธอค่อยๆ สูดน้ำมูกเสียงดัง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาช้าๆ
ดวงตาที่บวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนักค่อยๆ กวาดสายตาละจากเตียงผู้ป่วยผ่านกระจกใสออกมาด้านนอก...และมาหยุดชะงักกึก! อยู่ตรงตำแหน่งที่ 'ิญญา' ของนางฟ้ากำลังนั่งคุกเข่าหอบอยู่บนพื้นโถงทางเดินตรงหน้าเธอพอดีเป๊ะ!
นางฟ้าชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก เธอค่อยๆ ยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าเพื่อน "ดะ... เดี๋ยว...วิกกี้...แกมองฉันอยู่เหรอ? แกไม่ได้เหม่อใช่มั้ย..."
ดวงตาของวิกกี้เบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ ริมฝีปากที่ซีดเซียวเริ่มสั่นระริก หยดน้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปเมื่อครู่กลับเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่สายตาของคนที่กำลังมองความว่างเปล่า แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังจับจ้องมอง 'บางสิ่งบางอย่าง' อย่างชัดเจน!
วิกกี้ผุดลุกขึ้นยืนรวดเร็วจนเก้าอี้ล้มตึงเสียงดัง โครม! "นะ...นางฟ้า..." เสียงของวิกกี้สั่นสะท้านจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ มือเรียวยกขึ้นชี้มาที่ร่างโปร่งแสงที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น "นั่นแก...แกใช่มั้ย..."
เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางโถงทางเดิน! นางฟ้าอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน เธอชี้หน้าตัวเองสลับกับชี้หน้าเพื่อน "เฮ้ย! แกเห็นฉันเหรอ! เป็ไปได้ยังไง! แกมองเห็นผีเหรอวิกกี้!"
"อึก...ฮือออออ!"
แทนคำตอบ วิกกี้โผเข้าใส่ร่างโปร่งแสงของเพื่อนสนิทอย่างเต็มแรง แน่นอนว่าร่างของวิกกี้ทะลุผ่านิญญาของนางฟ้าไปชนเข้ากับกำแพงโถงทางเดินด้านหลังเบาๆ แต่นั่นไม่ได้ทำให้วิกกี้หยุดร้องไห้ เธอหมุนตัวกลับมาทรุดนั่งคุกเข่าลงบนพื้นตรงหน้านางฟ้า เอามือปิดหน้าร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร
"ฉันเห็น...ฉันเห็นแก...ทำไมแกถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้ล่ะนางฟ้า! ฮืออออ...ทำไมแกไม่เข้าร่าง แกออกมาเดินร่อนเร่แบบนี้ทำไม!" วิกกี้เงยหน้าขึ้นมาะโใส่เพื่อนทั้งน้ำตา
นางฟ้าใจนทำอะไรไม่ถูก รีบขยับเข้าไปใกล้เพื่อน "เดี๋ยวๆๆ แกใจเย็นก่อน! เมื่อกี้ฉันพยายามมุดเข้าร่างแล้วแต่มันเด้งออก! ว่าแต่... สรุปคือแกเห็นผีเหรอ! แกเห็นมาั้แ่เมื่อไหร่! ทำไมฉันไม่เคยรู้เื่นี้เลยตลอดยี่สิบปีที่เราคบกันมา!"
วิกกี้ปาดน้ำตาลวกๆ พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติ "ฉันเห็นมาั้แ่เด็กแล้ว! เห็นมาตลอดชีวิตนั่นแหละ! แกคิดว่าที่ฉันคอยห้าม คอยเตือนเวลาแกไปด่ากราดในที่เปลี่ยวๆ หรือด่าท้าทายสิ่งลี้ลับ ฉันทำไปเพราะอะไรล่ะ!"
ประโยคนั้นทำเอานางฟ้าชะงักงัน ภาพแฟลชแบ็กในอดีตตีกลับเข้ามาในหัวเป็ฉากๆ
‘นางฟ้า แกอย่าไปด่าพวกเขาสิ เดี๋ยวทุกคนก็เกลียดแกหรอก’
‘แกเลิกท้าทายอะไรแบบนี้สักทีเถอะ ฉันขอร้องล่ะ’
"เดี๋ยวนะ..." นางฟ้าเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า "ที่แกเคยเตือนฉันว่า 'เดี๋ยวทุกคนก็เกลียดแกหรอก' แกไม่ได้หมายถึง...แฟนคลับ หรือชาวเน็ตเหรอ?"
"ก็หมายถึงผีทุกตัวในประเทศนี้นี่แหละโว้ย!" วิกกี้แหวเข้าให้เสียงเขียว แม้จะยังสะอื้นอยู่ก็ตาม "แกน่ะปากแจ๋วที่สุดในสามโลก ด่าผีจนผีแถวคอนโดต้องอพยพหนี แกคิดว่าพวกเขาสนุกนักรึไงที่โดนด่าฟรีๆ ฉันถึงพยายามเตือนแกไง แต่นางฟ้าผู้แสนจะมั่นหน้ามั่นโหนกอย่างแกเคยฟังที่ไหนล่ะ คิดว่าฉันกลัวแกเสียภาพพจน์ดาราตลอด!"
ความจริงที่สว่างวาบจ้าทำเอานางฟ้าถึงกับเอามือกุมขมับตัวเอง ความมั่นใจที่เคยมีเกินร้อยพังทลายไม่มีชิ้นดี
"วิกกี้...แกฟังฉันนะ..." นางฟ้าเงยหน้ามองเพื่อนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดแบบสุดหัวใจ "ฉันเพิ่งรู้ซึ้งวันนี้แหละ...แกเชื่อไหม ตอนรถฉันคว่ำ พวกผีเป็ร้อยๆ ตัวมายืนขวางถนนแล้วชี้หน้าแช่งฉัน...พอฉันหลุดออกจากร่าง พวกมันก็มารุมหัวเราะเยาะ รุมด่าสมน้ำหน้าฉัน...โลกผีแม่งโคตรเหมือนโลกมนุษย์เลยแก พวกเขามีความรู้สึก พวกเขามีหัวใจ... และตอนนี้พวกเขาเกลียดฉันกันทั้งโลกิญญาแล้ว..."
น้ำเสียงของนางฟ้าสั่นเครือ เธอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เจอมาให้เพื่อนสนิทฟัง เล่าถึงความอ้างว้างบนถนนไฮเวย์ เล่าถึงการถูกหมางเมิน และเล่าถึงความซึ้งใจที่ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่า ใครคือคนที่รักเธอที่สุดในชีวิต
วิกกี้ฟังสลับกับสะอื้น มองดูเพื่อนสนิทที่เคยเชิดหน้าหยิ่งยโส บัดนี้กลายเป็เพียงิญญาขี้เหงาที่กำลังสำนึกผิด
"ฉัน…ฉันขอมาเจอแกอีกได้ไหมวิกกี้..." นางฟ้าช้อนตาขึ้นมองเพื่อนอย่างเว้าวอน "ถึงแกจะจับตัวฉันไม่ได้ แต่แกมองเห็นฉัน คุยกับฉันได้...ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวในโลกที่ทุกคนเกลียดฉัน..."
คำขอร้องที่แสนน่าสงสารนั้นทำเอาวิกกี้ปล่อยโฮออกมาอีกรอบ เธอทำท่าเหมือนกำลังสวมกอดนางฟ้าเอาไว้แน่นๆ
"ยัยบ้า! แกเป็เพื่อนฉันนะ จะมาขออนุญาตอะไรบ้าบอ!" วิกกี้ร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ "แกฟังฉันให้ดีนะนางฟ้า แกห้ามไปไหนเด็ดขาด!"
วิกกี้ลุกขึ้นยืน หันไปชี้ผ่านกระจกใสเข้าไปที่เครื่องมอนิเตอร์วัดชีพจรในห้อง ICU ที่ยังคงส่งเสียง ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... อย่างต่อเนื่อง
"แกดูนั่น! หัวใจแกยังเต้นอยู่ ร่างแกยังหายใจอยู่ หมอบอกว่าแกแค่โคม่า แกยังไม่ได้ตายจริงๆ! ฉันไม่สนหรอกนะว่าตอนที่แกะโทับร่างเมื่อกี้มันจะเด้งออกหรือเข้าไม่ได้ยังไง แต่มันแปลว่าิญญาแกยังไม่ขาดจากร่าง!"
วิกกี้พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แววตาที่เคยเศร้าหมองเปลี่ยนเป็มุ่งมั่น "แกจำเอาไว้นะนางฟ้า มันต้องมีวิธีพาแกกลับเข้าร่างสิ! ฉันจะไม่ยอมให้แกกลายเป็ผีเร่ร่อนไปตลอดกาลหรอก ฉันจะหาทางช่วยแกเอง!"
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่สาดส่องลงมากลางใจของิญญาสาว นางฟ้าเบิกตากว้าง ความหวังที่ริบหรี่จนแทบดับมอดกลับมาลุกโชนอีกครั้ง เธอหันไปมองร่างของตัวเองที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง สลับกับมองหน้าเพื่อนสนิทที่พร้อมจะสู้ถวายหัวเพื่อเธอ
ใช่...เธอยังไม่ตาย!
ถึงแม้ทั้งโลกผีจะเกลียดเธอ ถึงแม้การจะแทรกซึมกลับเข้าไปในร่างมันจะยากเย็นแสนเข็ญจนทำไม่ได้ในตอนนี้ แต่ตราบใดที่เธอยังมีวิกกี้อยู่เคียงข้าง และยังมีลมหายใจเฮือกสุดท้ายอยู่ในร่างนั้น...ปฏิบัติการทวงคืนชีวิตของ 'นางฟ้า' ก็ยังมีความหวังเสมอ!