บทที่ 49 ปิดประตูปล่อยสุนัข(เปิดฟรี 08/09/2568)
เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องตระกูลหนิงทำราวกับพวกนางไม่มีตัวตน ย่าหนิงก็ถึงกับทุบอกชกตัวเอง ส่งเสียงด่าทออยู่กลางลานบ้าน ทว่าเมื่อพวกหนิงเวยและหนิงลั่วต่างก็จากไปแล้ว นางจะด่าให้ใครฟังกัน สุดท้ายก่อนจากไป ย่าหนิงกับเฉินซื่อก็ฉวยฟืนกองหนึ่งจากลานบ้านติดมือไปด้วย เพื่อให้รู้สึกสะใจขึ้นมาบ้าง
หลังจากหนิงเวยออกไปแล้ว หนิงลั่วเองก็กำลังหาข้ออ้างหลบออกไปเช่นกัน
ย่าหนิงที่กำลังทุบอกตบเข่าทำท่าจะต่อว่าต่อขานต่อ เมื่อเห็นหนิงเวยจากไปแล้ว และหนิงลั่วก็กำลังจะออกไปอีกคน นางถึงกับเดือดดาลจนแทบกระโดดขึ้นมา มือสั่นชี้ไปที่หลังของหนิงลั่วพลางตะโกนด่า “หนิงลั่ว เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้! ข้ายังพูดไม่จบ!”
หนิงลั่วหันมายิ้มอย่างไม่ยี่หระ “ท่านย่า ประตูบ้านข้าเปิดอยู่ ท่านอยากนั่งนานแค่ไหนก็ตามใจเถิด ข้ามีธุระต้องไป ขอลา!”
“เดี๋ยว! เจ้ากลับมานะ! ข้ายังพูดไม่จบ!” ย่าหนิงร้องห้าม
เฉินซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบกระซิบบอกย่าหนิง “ท่านแม่ เรื่องเงินต้องเตือนพวกนางไว้ก่อนนะ เดี๋ยวพวกนางจะทำเป็นลืม แล้วไม่จ่ายคืนแม้แต่เหวินเดียว”
ย่าหนิงพยักหน้าทันที “จริงด้วย เจ้าเตือนข้าได้ถูกต้อง ถ้าพวกมันไม่คืนเงิน อย่างน้อยของขวัญสองกล่องนั้นก็พอใช้แทนได้ ของที่หัวหน้าหมู่บ้านนำมาให้ย่อมมีค่าไม่น้อย”
“เช่นนั้นพวกเรารออยู่ที่นี่เลยดีหรือไม่” เฉินซื่อถาม
“ดี! รอให้พวกนางกลับมา” ย่าหนิงเห็นด้วย
และแล้วแม่สามีกับลูกสะใภ้ก็นั่งแช่อยู่กลางลานบ้านของสองพี่น้องตระกูลหนิง รอให้พวกนางกลับมา
ย่าหนิงโวยวายเสียงดังเช่นนี้ ต่อให้หนิงเสี่ยงเสี่ยงยังหลับอยู่ก็จำต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขาลืมตาขึ้นมองลอดผ่านช่องประตู เห็นย่าหนิงกับป้าสะใภ้ใหญ่นั่งเป็นทวารบาลอยู่กลางลานบ้าน ก็รีบหดตัวกลับเข้าไปในผ้าห่มด้วยความหวาดหวั่น
ตอนที่หนิงลั่วกลับมาถึงบ้าน ก็พบว่าย่าหนิงกับเฉินซื่อยังคงอยู่ที่นั่น ทั้งสองกำลังเดินวนเวียนรอบต้นไม้ที่มีเห็ดหูหนูขึ้นอยู่ โชคดีที่เมื่อวานนางเก็บเห็ดไปหมดแล้ว ตอนนี้จึงเหลือเพียงสปอร์ที่เพิ่งเริ่มเติบโตขึ้นมาเท่านั้น นอกจากนี้ นางยังพบว่าฟืนที่นางกับพี่สาวลำบากลากมาจัดวางไว้ที่มุมลานบ้านถูกขโมยไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เหตุใดนางถึงรู้ได้ทันทีน่ะหรือ ก็เพราะร่องรอยการถูกดึงฟืนนั้นยังใหม่อยู่ บริเวณที่ถูกขโมยไปนั้นก่อนหน้านี้ปกคลุมด้วยฟางหนาหลายชั้น แต่ตอนนี้กลับถูกรื้อออกจนกระจัดกระจาย เสื่อไม้เก่าที่คลุมไว้ด้านบนก็หล่นลงมาด้วย
นางเป็นคนจัดวางฟืนด้วยตนเอง ย่อมจำได้แม่น
หนิงลั่วรีบจัดฟืนที่กระจัดกระจายให้เรียบร้อย จากนั้นจึงหันกลับไปมองทั้งสองคนด้วยความโกรธ พลันเห็นเฉินซื่อกำลังใช้มีดขูดเปลือกต้นไม้ที่ใช้เพาะเห็ดอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย ความโกรธจึงทบทวี
ตอนนี้สปอร์เห็ดหูหนูทั้งหมดถูกทำลายจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเปลือกไม้โล่งๆ ปราศจากเห็ด
“ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านกำลังทำอะไร!” หนิงลั่วตะโกนถามเสียงเย็นชา
เฉินซื่อที่กำลังก้มหน้าก้มตาขูดเปลือกไม้อยู่อย่างขะมักเขม้นถูกเสียงของหนิงลั่วทำให้ตกใจ จนเผลอโยนมีดทิ้งทันที “ว้าย! หนิงลั่วเองหรือ เจ้าจะทำข้าตกใจตายแล้ว!”
หนิงลั่วรีบพุ่งไปดูเปลือกไม้ที่ถูกขูดออกมา พบว่าพื้นที่เพาะเห็ดของตนเสียหายไปหมดแล้ว นางไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ หากรดน้ำไปแล้ว สปอร์เห็ดที่เหลืออยู่จะสามารถเติบโตขึ้นมาใหม่อีกได้หรือไม่
เมื่อเห็นว่าของทุกอย่างในบ้านถูกทำลายเละเทะเพราะสองคนนั้น หนิงลั่วก็โกรธจนอยากจะลงมือ นางไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบดึงแขนเฉินซื่อแล้วผลักออกไปทันที “พวกท่านออกไปจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้! บ้านนี้ไม่ต้อนรับพวกท่านอีกแล้ว! พวกท่านเป็นโจรหรือไร คิดว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองหรืออย่างไร ถึงได้เข้ามาทำลายข้าวของโดยไม่ถามไถ่!”
เฉินซื่อถูกผลักออกไปอย่างไม่รู้ตัว พอเห็นว่าหนิงลั่วกลับมาถึงก็ไล่นางออกโดยไม่พูดจาดีๆ นางก็โกรธจนอดไม่ไหว ผลักมือของหนิงลั่วออกแล้วตะโกนกลับ “นี่มันอะไรกัน! นางเด็กไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่! พ่อแม่เจ้าสอนให้เจ้าปฏิบัติต่อผู้ใหญ่เช่นนี้หรือ”
“นั่นสิ หนิงลั่ว มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน ข้ากับป้าสะใภ้ใหญ่เจ้าไม่ได้มาเพื่อหาเรื่อง เรื่องบางเรื่องก็ควรอธิบายกันดีๆ” ย่าหนิงรีบออกหน้าพูดเสียงอ่อน
“อาสามของพวกเจ้ากำลังจะเข้าพิธีแต่งงานแล้ว พวกเจ้าเตรียมเงินครบหรือยัง” แม้ย่าหนิงจะรู้ดีว่าหลานสาวกำลังไม่พอใจ แต่ด้วยความเคยชิน นางคิดว่าเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ นางจึงพยายามเกลี้ยกล่อมต่อ
หนิงลั่วรู้อยู่แล้วว่าท่านย่ากับป้าสะใภ้ใหญ่มาที่นี่ไม่ใช่เพราะหวังดี ทั้งสองไม่เคยสนใจว่าพวกหนิงลั่วจะมีชีวิตอยู่รอดหรือไม่ แต่เมื่อถึงเวลาเร่งรัดเงิน กลับมาหาถึงที่ บ้านเพิ่งแยกออกมาไม่กี่วัน กลับคิดจะให้พวกนางหาเงินห้าตำลึงไปให้! คิดจะบีบพวกนางจนหมดหนทางเลยหรือ
แต่หนิงลั่วไม่มีวันอ่อนข้อให้ง่ายๆ นางตอบกลับทันที “ท่านย่าวางใจเถอะ เมื่อถึงเวลา พวกเราบ้านรองจะไม่ขาดแม้แต่เหวินเดียว”
“แต่ข้ามีเรื่องน่าสงสัยนัก ก่อนข้าออกจากบ้าน ฟืนที่ข้ากับพี่สาวลำบากลากมายังอยู่ครบทุกท่อน แต่ทำไมตอนนี้ถึงหายไปตั้งครึ่งหนึ่ง ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านย่า หรือว่าเป็นพวกท่าน” หนิงลั่วกล่าว
เฉินซื่อมีท่าทีลุกลี้ลุกลน แต่ยังปากแข็ง รีบปฏิเสธเสียงแข็ง “อย่ามาพูดเหลวไหล ข้าไม่ได้เอาไป!”
ย่าหนิงไม่คาดคิดว่าการขโมยฟืนเพียงเล็กน้อยจะถูกหลานสาวจับได้ แต่นางก็ยังคงหน้าหนาพอที่จะพูดกลบเกลื่อน “เฮ้อ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน พูดเรื่องขโมยขโจรอะไรกัน ข้าเอาฟืนของพวกเจ้าไปก็เพราะเห็นว่ามันมีค่า ข้ายังบอกใครต่อใครว่าหลานสาวข้ากตัญญูรู้คุณอยู่เสมอ”
เคยเจอคนหน้าด้านมามากแล้ว แต่ไม่มีใครเทียบเท่ากับคนตรงหน้าได้เลย ขโมยของผู้อื่นไปแล้วยังกล้าอวดอ้างคุณความดีของตัวเองอีก
แต่พวกนางเป็นผู้อาวุโส ต่อให้หน้าด้านเช่นไร หนิงลั่วจะทำอะไรได้เล่า
เอาเถอะ ฟืนที่ถูกขโมยไปก็ปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้น อย่างน้อยข้าวของอื่นก็ยังอยู่ครบ
“ตามที่ท่านย่าพูด เช่นนั้นข้าก็สามารถไปเอาฟืนจากบ้านพวกท่านได้ตามใจชอบใช่หรือไม่ ในเมื่อพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน” หนิงลั่วถามกลับ
“พูดจาอะไรของเจ้า! เจ้าเป็นเด็ก ย่อมต้องกตัญญูต่อผู้อาวุโสอยู่แล้ว จะมาเทียบได้อย่างไร อีกอย่างท่านย่าของเจ้าบอกว่านางรู้สึกเจ็บที่หน้าอก ต้องกินของบำรุง เจ้าเพิ่งได้รับของขวัญมาสองกล่องไม่ใช่หรือ รีบเอาออกมาให้นางกินเสีย อาจไม่ต้องไปหาหมอก็หายดีแล้ว” เฉินซื่อกล่าว
หนิงลั่วไม่อยากเสียเวลาถกเถียงกับคนหน้าหนาทั้งสองอีกต่อไป นางกวาดตามองไปยังมุมหนึ่งใต้ชายคา แล้วยกมือขึ้นจ่อปาก เป่าลมจนเกิดเป็นเสียงแหลมสูง จากนั้นตะโกนเสียงดัง “ต้าฮุย เลิกขี้เกียจได้แล้ว ออกมาส่งแขก!”
ต้าฮุยที่กำลังนอนหลับอยู่ใต้ชายคาสะดุ้งตื่นขึ้น เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณอันคุ้นเคย มันลุกขึ้นยืนอย่างแข็งขัน ราวกับเข้าใจคำสั่งที่ได้รับ มันก้าวไปข้างหน้าช้าๆ ทีละก้าว มุ่งตรงไปยังย่าหนิงกับเฉินซื่อ
สองแม่สามีลูกสะใภ้ที่กำลังพยายามเรียกร้องผลประโยชน์ เมื่อเห็นฉากตรงหน้าก็ตกใจจนหน้าถอดสี เด็กสาวแค่เป่าปากเรียกสุนัข แต่สุนัขกลับเชื่อฟังและทำตามราวกับฟังภาษามนุษย์รู้เรื่อง!
“ตายแล้ว! นี่มันสุนัขอะไรกัน!” เฉินซื่อเห็นสีหน้าดุดันของต้าฮุยก็กรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ แม้รูปร่างอวบอ้วนจะทำให้นางดูเชื่องช้า แต่เมื่อถึงเวลาต้องเอาตัวรอดกลับเคลื่อนไหวได้ว่องไวผิดคาด นางรีบกระโดดถอยหลัง แล้วคว้าเสื้อของย่าหนิงไว้เป็นเกราะกำบัง
“อย่าดึงข้าสิ! เจ้าดึงข้าแล้วข้าจะหลบไปไหนได้เล่า!” ย่าหนิงตะคอก
สองแม่สามีลูกสะใภ้อิงแอบเบียดกันไปมาเกือบจะล้ม ย่าหนิงโมโหจัด ผลักแขนเฉินซื่อออกแล้วตะคอกใส่ “เจ้าอย่าผลักข้า! หรือเจ้าอยากจะให้ข้าล้มกันแน่”
“ท่านแม่ ข้าหาได้กล้าทำเช่นนั้นไม่! ท่านมิได้บอกเสมอหรือว่าท่านคือพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด เจ้าสุนัขตัวนี้ย่อมต้องสัมผัสได้ถึงรัศมีแห่งธรรมของท่าน คงไม่กล้ากัดท่านเป็นแน่”
แท้จริงแล้ว ย่าหนิงเองก็รู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงคำหลอกลวงของตนเท่านั้น ต่อหน้าสัตว์เดรัจฉาน พวกมันย่อมไม่ใส่ใจว่าใครเป็นใคร ขอแค่อย่าถูกกัดก็พอ! “มันเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่มนุษย์! หากมันคิดจะกัด ก็ใช่ว่าจะสนใจว่าเจ้าคือพระโพธิสัตว์หรือไม่!”
เฉินซื่อแสร้งทำหน้าตาสว่างไสวราวกับเพิ่งเข้าใจความจริง พลางเอ่ยถามเสียงใส “ท่านแม่ เช่นนั้นที่ท่านพูดเสมอว่าท่านคือพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด ล้วนเป็นเรื่องโกหกกระนั้นหรือ แท้จริงแล้วพระโพธิสัตว์ก็ใช่ว่าจะสามารถปัดเป่าทุกสิ่งทุกอย่างได้ เช่นนั้นพวกเรายังกราบไหว้พระโพธิสัตว์กันไปเพื่ออะไร หากไม่มีประโยชน์ใดเลย”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เฉินซื่อก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงตนเอง ทุกวันต้องถูกย่าหนิงสั่งการให้ทำนั่นทำนี่ เหนื่อยแทบตายแต่ก็ไม่เคยได้รับคำชม แม้แต่ลูกสะใภ้อย่างนางยังคิดว่าการแยกบ้านออกมาเหมือนบ้านรองคงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ย่าหนิงรู้ตัวว่าพูดผิดไป รีบแก้ตัวทันที “ข้าไม่เคยโกหก! พระโพธิสัตว์ย่อมมีเมตตา คอยช่วยเหลือเหล่ามวลมนุษย์เสมอ เพียงแต่แม้พระหัตถ์จะยื่นไปได้ไกลเพียงใด ก็ยังไม่อาจควบคุมสัตว์เดรัจฉานได้ พวกมันไม่รู้จักบุญคุณ กล่าวได้ว่าเป็นพวกกลับกลอกที่สุด มันจะกัดก็ย่อมกัด!”
ขณะที่สองแม่สามีลูกสะใภ้กำลังถกเถียงกัน ต้าฮุยก็มาถึงเบื้องหน้าพวกนางแล้ว มันขยับตัวต่ำ ย่อขาหลังลงอย่างพร้อมโจมตี ดวงตาสีดำสนิทจ้องทั้งคู่ด้วยแววตาดุร้าย
แม้ตัวต้าฮุยจะดูผอมบาง แต่ตั้งแต่เมื่อวานที่ได้รับน้ำพลังวิญญาณ พละกำลังก็เริ่มกลับคืนมา สภาพร่างกายจึงกระปรี้กระเปร่าและดูแข็งแรงขึ้นมาก ต้าฮุยแยกเขี้ยวขู่คำรามเป็นระยะๆ เผยให้เห็นฟันแหลมคมขาวสะอาดตรงมุมปาก น่าเกรงขามอย่างยิ่ง
หากโดนกัดเข้าไปสักครั้ง คงลึกถึงกระดูกแน่ และครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอีกแล้ว
ดูจากท่าทางแล้ว หากหนิงลั่วออกคำสั่งเมื่อใด เจ้าสุนัขตัวนี้คงกระโจนเข้าโจมตีพวกนางทันที
ย่าหนิงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลังเป็นครั้งแรกในชีวิต นี่เป็นครั้งแรกที่นางตระหนักได้ว่าหนิงลั่วไม่ใช่เด็กที่เคยถูกข่มเหงแล้วเงียบไว้คนนั้นอีก นางเปลี่ยนไป ไม่เพียงแค่ใจแข็งขึ้น แต่ยังมีวิธีรับมือที่เด็ดขาดขึ้นกว่าเดิมด้วย นางไม่สามารถควบคุมหลานสาวคนนี้ได้อีกต่อไป
เมื่อนึกถึงเรื่องที่หนิงลั่วยังไม่รู้ว่าหนิงฉยงถูกพวกนางขายไปแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ “หนิงลั่ว รีบหยุดเดี๋ยวนี้! รีบสั่งให้เจ้าสุนัขตัวนี้กลับไปเสีย ข้ารู้สึกเจ็บหน้าอก หากข้ายังตกใจจนเป็นอะไรไป ปู่ของเจ้าคงไม่ปล่อยเจ้าแน่”
เมื่อรู้สึกว่าสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ ย่าหนิงจึงต้องอ้างปู่ของหนิงลั่วมาเป็นเกราะป้องกัน
หนิงลั่วแสร้งทำหน้าปั้นยาก “ข้าขออภัยจริงๆ ข้าเพิ่งเรียนรู้วิธีเรียกมันออกมา แต่ยังไม่ได้เรียนรู้วิธีเรียกให้มันกลับไปดีๆ เอาเช่นนี้แล้วกัน ก่อนที่ต้าฮุยจะโกรธจริงๆ พวกท่านรีบไปเสียเถิด! ว่าไปแล้ว เจ้าสุนัขตัวนี้ช่างน่าเกรงขามนัก! เมื่อวานมันยังทำให้ฟันหน้าของต้าพ่างร่วงไปตั้งสองซี่ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านรีบมาเยือนเราตั้งแต่เช้า เพื่อกล่าวคำขอโทษต่อเจ้าหมาของพวกเรา!”
“อะไรนะ! ฟันของต้าพ่างร่วงเพราะต้าฮุย” เฉินซื่อตกใจจนเบิกตาโพลง ปากที่อ้ากว้างของนางสามารถใส่ไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง ย่าหนิงเองก็รู้สึกว่าหนังตาตัวเองกระตุกไม่หยุด เมื่อเห็นน้ำลายที่หยดลงมาจากเขี้ยวของต้าฮุย ก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
ความจริงแล้ว ฟันของต้าพ่างถูกหลิ่วชิงเฟิงต่อยจนร่วงไป แต่หนิงลั่วจงใจป้ายความผิดไปให้ต้าฮุย เพื่อขู่สองแม่สามีลูกสะใภ้ให้หวาดกลัว
เมื่อวาน ย่าหนิงกับเฉินซื่อรู้เพียงว่าหนิงเสี่ยงเสี่ยงมีเรื่องกับต้าพ่าง แต่พวกนางไม่รู้เลยว่ามีบุคคลลึกลับอีกสองคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นก็คือหลิ่วชิงเฟิงกับเว่ยเหมิง