ทั้งคู่กลับเข้ามาที่บ้านอีกครั้งเกือบใกล้เที่ยงไลลาได้ยินเสียงท้องเขาร้อง ก็เลยอาสาจะทำอาหารกลางวันให้กินเดินไปเปิดตู้เย็นก็แทบไม่มีอะไรติดไว้ในตู้ มีเหลือเพียงไข่หมูสับแพ็กสำเร็จเล็กน้อย ผักกะหล่ำที่ดูเกือบเหี่ยว ก็หันมามองเขาด้วยท่าทางเซ็ง
“ไม่เหลืออะไรติดตู้เย็นมากกว่านี้เหรอคะ”
“ปกติผมจะไปซื้อของในเมืองอาทิตย์ละครั้ง จะไปอีกครั้งพรุ่งนี้เช้าคุณอยากได้อะไรบ้างก็ลิสต์รายการไว้ละกัน ตอนนี้ไอ้ที่อยู่ในตู้เย็นมันพอจะทำอะไรกินได้บ้าง”
“งั้นคุณไปนั่งรอก่อนค่ะ”
หล่อนเข้าครัวจัดการหุงข้าว นำไข่ไก่ที่มีไปเจียวแล้วทอดจนเหลืองทองปั้นหมูสับ ใส่ผัก ปรุงรสเป็ต้มจืดแล้วหั่นไข่พอดีคำใส่ลงไปเป็ ‘ไข่น้ำ’ นำมาเสิร์ฟว่าที่สามี
“มันเรียกว่าต้มอะไร ต้มมั่วรึเปล่า”
“นี่คือแกงจืดไข่น้ำหมูสับค่ะ แม่เคยทำให้ฉันกินตอนเด็กบ่อยๆ”
เขาตักใส่ปาก แล้วก็เอ่ยปากชม “อื้อ มันอร่อยอยู่นะ”
“เอาจริงๆ ฉันไม่เคยทำให้ใครกินหรอกเคยแค่ลองหัดทำตอนหลายเดือนก่อนทีหนึ่ง ทีแรกก็คิดว่าอร่อย มีคนลองชิมแต่ไม่กี่วันก่อนฉันเพิ่งรู้ตัวว่าทำอาหารรสชาติหมาไม่แดก”
ชายหนุ่มซึ่งกำลังซดน้ำแกงในช้อนถึงกับสะอึก รีบยกแก้วน้ำขึ้นจิบตาม
“แต่ผมกินนะ”
หล่อนจึงนึกได้ว่าเขาคงสะดุ้งเพราะคำเปรียบเปรย จึงหัวเราะแก้เก้อ
“ทำไมคะ ฉันพูดตรงไปเหรอ”
เขาบิดปากคว่ำทีเดียว “ใครมันกล้าว่าฝีมือคุณห่วยนะ”
“นี่คุณหลอกด่าฉัน”
“เปล๊า”
“ฉันกินเป็เพื่อนค่ะ”
แล้วหล่อนก็ตักน้ำต้มจืดซดเข้าปาก ทว่าสีหน้าดูหงอยเหงาลงชั่วขณะ จนกระทั่งเขาโพล่งขึ้นถามเื่บิดาของหล่อนช้อนก็ชะงักอยู่แค่นั้น
“ว่าแต่คุณได้บอกที่บ้านรึยัง เื่ที่จะมาเป็เมียของผม”
/////////////////////////////////////////////
ไม่ทันขาดคำ เสียงโทรศัพท์ของไลลาก็ดังขึ้นหลังจากเมื่อวานเงียบฉี่ไร้การติดต่อจากใครเลยสักคนพอหล่อนเห็นว่าปลายสายคือพ่อของตัวเองก็ขอตัวไปรับสายที่มุมหนึ่งในห้องรับแขก
“หนูไปไหน ทำไมไม่บอกพ่อรู้ไหมว่าพ่อเป็ห่วงขนาดไหนที่วันนี้หาหนูไม่เจอ”
“ขอโทษค่ะพอดีมันกะทันหันไปหน่อย”
“แล้วนั่นหนูไปอยู่ที่ไหน”
“หนูมีช่องทางหาเงินมาช่วยพ่อค่ะขอเวลาสักสามเดือน หนูน่าจะมีเงินมากกว่าสามสิบล้านอย่างน้อยก็น่าจะซื้อบ้านหลังที่เราอยู่คืนมาได้ค่ะ หนูไม่อยากเสียบ้านหลังนั้นไป...แล้วหนูก็มีของมีค่าอยู่หลายชิ้นเดี๋ยวจะทยอยขายมันทิ้งค่ะพ่อ มันไม่จำเป็สำหรับหนูแล้ว”
“โธ่! ลูก”
“หนูจะหาทางช่วยพ่อค่ะแล้วเรามาเริ่มต้นกันใหม่นะคะ หนูขอเพียงแค่พ่ออย่ายอมแพ้ อย่าทิ้งกันไปไหนขอเวลาแค่สามเดือนนี้ค่ะ อย่างน้อยเงินก้อนที่หนูหาไปก็น่าจะช่วยประคองอะไรได้บ้างถึงธุรกิจอสังหาฯของพ่อมันจะล้ม แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ซะอย่างเราก็ไปเริ่มต้นอย่างอื่นได้ค่ะ”
หล่อนไม่เคยรู้สึกฮึดสู้มาก่อนแต่พอมีแสงสว่างที่คนเถื่อนหยิบยื่นมาให้ แม้ตอนนี้มันจะริบหรี่แต่หล่อนเชื่อว่ามันจะช่วยคลี่คลายความทุกข์และปัญหาที่ทับถมในอกไม่มากก็น้อยขอเพียงแค่บิดาของหล่อนเข้มแข็งและอดทนฟันฝ่าอุปสรรคพวกนี้ไปให้ได้ด้วยกัน
พูดจบหัวตาก็รื้นน้ำใสขึ้นไม่รู้ตัว ยิ่งได้ยินเสียงของบิดาสั่นเครือยามโต้ตอบหัวใจหล่อนก็อ่อนยวบ อยากจะกอดบิดาอย่างเคย แต่ตอนนี้หล่อนอยู่ไกลเกินกว่าจะไขว่คว้าถึง
“แล้วนั่นหนูไปอยู่ที่ไหนยังไม่บอกพ่อเลย”
“บ้านเพื่อนหนูอยู่เชียงรายค่ะพ่อไม่ต้องเป็ห่วง”
เสียงถอนหายใจของปลายสายดังเข้ามา“แต่คุณชาบอกว่าเจอหนูที่ร้านกาแฟใกล้ๆบ้านไปกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้คุณชาบอกพ่อว่าผู้ชายคนนั้นหน้าตาเหมือนโจร หนูไม่ได้ถูกโจรที่ไหนจับตัวไปใช่ไหม”
หล่อนเสหัวเราะกลบเกลื่อน
“พ่อคะถ้าหนูถูกจับตัวไปทำมิดีมิร้าย คงไม่มีโอกาสมารับสายพ่อแบบนี้หรอกค่ะ”
คราวนี้บิดาของหล่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก
“พ่อเป็ห่วง”
“หนูจะพยายามติดต่อหาพ่อบ่อยๆนะคะพ่อก็ดูแลตัวเองด้วย”
“แล้วรถยนต์ของหนูละ”
“หนูขายไปละค่ะ ได้เงินสดมาก้อนหนึ่งหนูจะรวบรวมให้เป็ก้อนใหญ่เอาไปให้พ่อนะคะ”
บิดารับคำเบาๆก่อนเสียงจะเงียบลงไปเมื่อเอ่ยลา
หล่อนวางสายบิดาไปแล้วแต่มือยังคงกำโทรศัพท์ไว้แน่นไม่ได้ยินเสียงสะอื้นของตัวเองที่ดังแ่จนค่อยๆเบาลง ครั้นลุกขึ้นจากโซฟาหันหลังกลับไปก็พบว่าคนเถื่อนยืนพิงกรอบประตูอยู่แล้ว
“ผมไม่ได้เสียมารยาทขนาดแอบฟังคุณคุยโทรศัพท์หรอกนะ”
แล้วเขาก็หมุนตัวกลับไปในห้องครัวตามเดิมพอหล่อนตามเข้าไปก็พยายามกลบเกลื่อนความทุกข์ ปรับสีหน้าให้เป็ปกติทำทีเป็หาเื่อื่นมาชวนคุย
“ถามจริงๆคุณไม่คิดจะตัดผมบ้างเหรอคะ”
////////////////////////////////////