บรรยากาศรอบกำแพงเมืองทิศเหนือของแคว้นต้าเฉียนในเช้าวันนี้ช่างผิดแปลกไปจากทุกวัน หากเป็สัปดาห์ก่อน สถานที่แห่งนี้คงเต็มไปด้วยเสียงด่าทอของเหล่าพ่อค้าที่ถูกตรวจค้น หรือเสียงฝีเท้าของกองทหารที่เดินตรวจตราอย่างเข้มงวด ทว่าบัดนี้... กลับมีความเงียบงันที่น่าสยดสยองเข้าปกคลุมแทน
รอยแยกขนาดมหึมาบนพื้นถนนหินอ่อนที่ลากยาวเป็ระยะทางนับร้อยเมตร ซึ่งเกิดจากแรงดึงดูดมหาศาลในศึกครั้งก่อน ยังคงทิ้งไว้เป็ประจักษ์พยานถึงพลังที่เหนืุ์ ศาลาพิรุณอำพันที่ตั้งตระหง่านอยู่นั้นดูราวกับวิมานของเทพเ้าที่หล่นลงมากลางโลกมนุษย์ แต่วันนี้ภายในศาลากลับว่างเปล่า มีเพียงกลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและเก้าอี้นวมที่ยังทิ้งรอยบุ๋มไว้เล็กน้อย
หลี่ิ หายตัวไป...
ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน แม้แต่ทหารยามที่อยู่ใกล้เคียงก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา บ้างก็ว่าเขาเหินหาวขึ้นสู่สรวง์ไปรับรางวัลจากเทพเ้า บ้างก็ว่าเขาเพียงแค่ออกเวรแล้วไปนอนหาที่เย็นๆ งีบหลับอย่างที่เขาชอบทำ แต่ความจริงที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนในเมืองหลวงคือ: แม้เขาจะไม่อยู่ แต่ไม่มีใครกล้าขยับตัวทำตามอำเภอใจแม้แต่คนเดียว
ภายในพระราชวังหลวง บรรยากาศในท้องพระโรงกดดันเสียจนขุนนางบางคนถึงกับต้องกลั้นหายใจ จักรพรรดิเฉียนอู่ ประทับอยู่บนบัลลังก์ัด้วยท่าทีสงบเงียบ แววตาของพระองค์ลุ่มลึกยากจะหยั่งถึง พระองค์ทอดพระเนตรลงมายังเหล่าขุนนางที่เหลือรอด ซึ่งบัดนี้หลายคนอยู่ในสภาพผ้าพันแผลเต็มตัว บางคนเสียแขน เสียขา หรือแม้แต่เสียสติจากภาพอุกกาบาตที่ถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา
"ใต้เท้าทั้งหลาย..." เสียงของจักรพรรดิดังขึ้นแ่เบาแต่ทรงอำนาจ "พวกท่านบอกข้าสิว่า หลังจากที่กองกำลังหมื่นคนและยอดฝีมือสามคนของพวกท่านพ่ายแพ้ให้กับ 'ยาม' เพียงคนเดียว... พวกท่านยังมีแผนการใดอีก?"
มหาเสนาบดีขวาที่เพิ่งเสียคลังอาวุธลับไป คุกเข่าตัวสั่นงันงก "ฝ่าา... ทหารยามผู้นั้นมิใช่มนุษย์ เขาคือปีศาจ... หรือไม่ก็เป็ตัวตนที่มาจากแดนเซียนชั้นสูง การต่อต้านเขาด้วยกำลังมีแต่จะทำให้เมืองหลวงพินาศพะยะค่ะ!"
จักรพรรดิเฉียนอู่แสยะยิ้มเย็น "ในเมื่อพวกท่านรู้แล้วว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร ข้าขอประกาศราชโองการ... นับแต่นี้ ประตูเมืองทิศเหนือคือ 'เขตแดนศักดิ์สิทธิ์' ห้ามมิให้ผู้ใดรบกวนความสงบของหลี่ิเด็ดขาด หากเขาสั่งให้คุกเข่า พวกเ้าก็ต้องคุกเข่า หากเขาสั่งให้จ่ายเงิน พวกเ้าก็ต้องจ่าย! ใครก็ตามที่ทำให้เขาไม่พอใจจนเขาเรียกอุกกาบาตลงมาถล่มวังหลวงอีกรอบ... ข้าจะสั่งปะาเจ็ดชั่วโคตรโดยไม่ฟังคำร้องเรียน!"
เหล่าขุนนางต่างก้มหน้าเงียบ ความโกรธแค้นถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ความกลัวที่หยั่งรากลึก
ในขณะที่ราชสำนักดูเหมือนจะยอมสยบ แต่ในเงามืดลึกลงไปใต้ดินของคฤหาสน์ร้างท้ายเมืองหลวง กลับมีการรวมตัวที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น
ภายในห้องลับที่ประดับด้วยโคมไฟสลัว ชายสามคนในชุดอาภรณ์หรูหรานั่งล้อมรอบโต๊ะไม้แกะสลัก หนึ่งในนั้นคือ องค์ชายสี่ เฉียนเย่ ที่บัดนี้ซูบผอมและดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเืฝอยจากการไม่ได้นอนมาหลายวัน แขนซ้ายของเขายังคงเข้าเฝือกจากการถูกแรงดึงดูดกดทับ
"พี่รอง พี่สาม... ขอบพระคุณที่ยอมมาพบข้าในเวลาเช่นนี้" องค์ชายสี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ชายร่างกำยำในชุดเกราะเบาที่นั่งอยู่ด้านขวาคือ องค์ชายรอง เฉียนหลง ผู้กุมกองทัพชายแดนที่ขึ้นชื่อว่าโเี้ที่สุด เขาเคาะนิ้วกับโต๊ะเป็จังหวะหนักแน่น "เ้ามันโง่ เฉียนเย่... เ้าเอาไข่ไปกระทบหิน แต่ข้าก็ต้องยอมรับว่า 'หิน' ก้อนนี้มันแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ ถ้าปล่อยให้ยามคนนี้เฝ้าประตูเมืองต่อไป อำนาจของพวกเราสามพี่น้องในเมืองหลวงจะมลายหายไปสิ้น"
ชายอีกคนที่สวมชุดผ้าไหมราคาแพงและมีแหวนหยกประดับอยู่ทุกนิ้วคือ องค์ชายสาม เฉียนตี้ ผู้ควบคุมเส้นทางการค้ามืดและบ่อนพนันทั่วแคว้น เขาขยับยิ้มเ้าเล่ห์ "ผลประโยชน์ของข้าหายไปมหาศาลเพียงเพราะมัน 'เห็น' ทุกอย่างด้วยเนตรนั่น ขบวนสินค้าผิดกฎหมายของข้าถูกหินดีดใส่จนพังพินาศไปเจ็ดขบวนในวันเดียว ข้าไม่สนว่ามันจะเป็เทพหรือปีศาจ แต่มันต้องตาย"
"แล้วพวกพี่จะทำอย่างไร?" องค์ชายสี่ถามอย่างมีความหวัง
องค์ชายรองขยับตัว "ในแคว้นต้าเฉียน... หรือแม้แต่ในห้าแคว้นรอบข้าง ไม่มีใครที่แข็งแกร่งพอจะสู้กับพลังเรียกอุกกาบาตนั่นได้ แต่โลกนี้กว้างใหญ่กว่าที่เ้ารู้... ข้าได้ใช้ช่องทางทหารลับส่งข่าวไปยัง 'นิกายมารสยบฟ้า' ขั้วอำนาจระดับทวีปที่อยู่ห่างออกไปหมื่นลี้"
องค์ชายสามเสริม "และข้าเป็คนออกทุนเอง... สมบัติครึ่งคลังที่ข้าสะสมมา ถูกใช้เป็ค่าจ้างเพื่ออัญเชิญยอดฝีมือระดับ 'กึ่งเซียน' (ขั้น 8) ของนิกายมารให้เดินทางมาที่นี่ ข่าวเื่ 'กุญแจศิลา' ที่หลิวรั่วเฉินถืออยู่จะเป็ตัวล่อที่ยอดเยี่ยมที่สุด"
องค์ชายสี่เบิกตากว้าง "ขั้นกึ่งเซียนรึ! นั่นคือตัวตนที่สามารถทำลายเมืองได้ด้วยฝ่ามือเดียว!"
"ใช่..." องค์ชายรองแสยะยิ้ม "และข้าได้ส่ง 'นกอินทรีโลหิต' ออกไปแล้ว มันจะถึงมือเ้าสำนักมารภายในสามวัน เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้หลี่ิจะมีหมัดเพลิงหรือแรงดึงดูด เขาก็จะเป็เพียงมดปลวกหน้าประตูเมืองหลวงเท่านั้น!"
ที่หน้าประตูเมืองทิศเหนือ แม้จะไร้เงาของหลี่ิ แต่ หลิวรั่วเฉิน ยังคงทำหน้าที่ของนางอย่างแข็งขัน นางสวมเกราะเบาและพกกระบี่คู่กาย ยืนอยู่หน้าศาลาพิรุณอำพันดุจเทพธิดาพิทักษ์ประตู
"ท่านหญิง... ทูตจากแคว้นจ้าวขอเข้าพบท่านยามหลี่พะยะค่ะ" ทหารยามชั้นผู้น้อยรายงานด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ
หลิวรั่วเฉินมองไปที่กลุ่มคนในชุดหรูหราที่ยืนรออยู่ไกลๆ ด้วยสายตาเ็า นางรับรู้ได้ถึงเจตนาแอบแฝงของพวกนั้น "พี่หลี่ไม่อยู่... และท่านก็ไม่รับแขกที่ไม่มีธุระจำเป็ หากจะมาเพื่อสืบข่าวหรือมาเพื่อเจรจาเื่กุญแจ ก็จงกลับไปเสีย ก่อนที่แรงดึงดูดที่หลงเหลืออยู่บนพื้นดินนี้จะกดพวกเ้าให้จมลงไป!"
คำขู่ของนางที่อ้างถึงพลังของหลี่ิได้ผลชงัด กลุ่มทูตแคว้นจ้าวถึงกับหน้าซีดและรีบถอยกลับไปทันที หลิวรั่วเฉินถอนหายใจยาว นางหันไปมองกุญแจศิลาโบราณที่ห้อยอยู่ที่เอว
"พี่หลี่... ท่านหายไปไหนกันแน่? ข้าเริ่มจะรับมือกับคนพวกนี้ไม่ไหวแล้วนะ" นางพึมพำกับตัวเอง
นางหารู้ไม่ว่า การเติบโตและความเด็ดขาดของนางใน่ที่หลี่ิไม่อยู่ กำลังทำให้นางกลายเป็ยอดฝีมือที่แท้จริงทีละน้อย แต่นางก็ยังกังวล... เพราะััได้ถึงกลิ่นอายมืดดำที่กำลังก่อตัวขึ้นที่ขอบฟ้าทิศไกล
ห่างออกไปจากเมืองหลวงหลายหมื่นลี้ บนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมารสีดำทะมึนของ นิกายมารสยบฟ้า ชายชราในชุดคลุมสีดำสนิทที่มีดวงตาสีแดงฉานนั่งอยู่บนบัลลังก์กระดูก เขามองดูนกอินทรีโลหิตที่ร่อนลงมาเกาะที่แขน
เขาสลายจดหมายลับในมือด้วยเปลวไฟสีม่วง "หึ... แคว้นเล็กๆ อย่างต้าเฉียน กลับมียามที่ใช้พลังแรงดึงดูดได้รึ? แถมยังมีกุญแจศิลาที่ข้าตามหามานาน..."
เขากวาดสายตามองไปยังลูกศิษย์ระดับกึ่งเซียนสามคนที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง "จงเดินทางไปที่เมืองหลวงนั่น... อย่าเพิ่งฆ่ามันทันที ข้าอยากเห็นกับตาว่า พลังที่สยบค่ายกลหมื่นศิลาได้นั้น จะแข็งแกร่งสักเพียงไหนเมื่อเทียบกับวิชามารของข้า"
"น้อมรับคำบัญชาท่านเ้าสำนัก!" เสียงตอบรับดังสนั่นจนูเาทั้งลูกสั่นะเื
ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงต้าเฉียนในเย็นวันนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็สีเื สัญญาณของมหันตภัยครั้งใหม่ที่ใหญ่หลวงกว่าเดิมกำลังใกล้เข้ามา... และครั้งนี้ คู่ต่อสู้ของหลี่ิไม่ใช่เพียงขุนนางขยะ แต่เป็ขั้วอำนาจที่สั่นะเืไปทั้งทวีป!