บทที่ 11 เส้นโลกที่สาม
อันหยู่ลืมตาขึ้น มองดูยามค่ำคืนที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ชีวิตกลางคืนของเมืองหลวงช่างคึกคักมีสีสัน เสียงจอแจด้านนอก
มีทั้งเสียงเรียกลูกค้าของเ้าของร้าน เสียงพูดคุยของผู้คน เสียงผัดอาหาร เสียงทอดปิ้งย่าง ทุกอย่างช่างคึกคัก นี่แหละคือชีวิตกลางคืนของชาวจีนที่แท้จริง
กลางวันกับกลางคืน ก็เหมือนอยู่คนละโลก
แต่นั่นก็เป็ความทรมานสำหรับคนรักความเงียบอย่างอันหยู่
โดยเฉพาะตอนนี้ อยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบที่น่ารำคาญ และบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
น่ารำคาญชะมัด… ฉันจะย้ายร้านมาตั้งตรงนี้ทำไมเนี่ย? ตอนแรกก็อยากได้ความสงบ ตอนนี้ทำไมถึงได้วุ่นวายแบบนี้!
อันหยู่ปีนขึ้นรถเข็นด้วยตนเอง ใช้แรงดันล้อเปิดหน้าต่างออก แล้วก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังพลอดรักกับผู้ชายคนหนึ่งอยู่
เขาถูกปลุกขึ้นกลางดึก แล้วมาเจอฉากแบบนี้ก็อดรู้สึกหมดคำจะพูดไม่ได้
บ้าชะมัด… ดึกดื่นขนาดนี้ยังจะมาทำเื่แบบนี้อีก ให้คนได้นอนบ้างได้ไหมเนี่ย!
อันหยู่คิดในใจ แล้วหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายคลิปไว้
การถูกปลุกกลางดึก แล้วเปิดหน้าต่างมาก็เจอภาพแบบนี้ เป็ใครก็คงต้องอึ้ง จนต้องรีบปิดหน้าต่างกลับไปนอนต่อแน่นอน แต่เขาคืออันหยู่
เป็โอตาคุตัวพ่อ แถมยังถูกคนอย่างไป๋อิงคนหน้าด้านหน้าทนส่งอิทธิพลให้ด้วย สุภาษิตว่าไว้ ใกล้ชิดคนดีจะได้ดี ใกล้ชิดคนพาลจะพาลไปหลงผิด เพื่อนเป็ยังไง ตัวเราก็จะเป็แบบนั้น
อันหยู่ก็ไม่ต่างกัน ภายใต้ความสุขุมเยือกเย็น เขากลับซ่อนนิสัยเสียแบบเดียวกับไป๋อิงเอาไว้
ดังนั้น เขาเลยใช้ถือมือถือถ่ายคลิปหนุ่มสาวคู่นั้นได้อย่างหน้าตาย
แต่ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะจูบกัน จู่ ๆ เหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เอ๊ะ? อะไรกัน?
ไม่รู้ว่าเกิดเถียงอะไรกัน แต่ดูเหมือนฝ่ายชายจะพูดอะไรที่รุนแรง จนทะเลาะกันขึ้นมา
ทันใดนั้น หญิงสาวอีกคนก็เดินออกมา เสื้อผ้าที่ใส่ดูเป็ผู้ใหญ่เกินวัย แม้จะยังดูเด็กอยู่บ้าง แต่เครื่องสำอางก็จัดเต็ม พูดตามตรง ถ้าเทียบกับหญิงสาวคนแรกแล้ว คนนี้ดูดีกว่า เพราะแต่งหน้าแล้วดูเด่นชัด
โอ๊ะโอ ฉากรักสามเส้าเหรอ?
จากนั้นจะเรียกว่าเป็ฉากน้ำเน่าคลาสสิกเลยก็ได้ ผู้ชายทิ้งผู้หญิงไปควงกับสาวคนใหม่ แล้วเดินจากไปพร้อมกัน และยังไม่ลืมหันกลับมาพูดจาทิ้งท้ายประโยคหนึ่ง
อันหยู่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดราวกับดูละคร เนื้อเื่น่าเบื่อจำเจ
วันนี้ดูละครยังมีฉากทำนองนี้เลย ไม่คิดว่าจะได้เห็นเวอร์ชันคนจริง ถือว่าคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ
หญิงสาวคนนั้นมองดูทั้งคู่เดินจากไป ก่อนจะก้มหน้าลง น้ำตาเริ่มเอ่อคลอ เธอสูดน้ำมูก ปาดน้ำตาออกจากหางตา และเหมือน์จะเล่นด้วย ฝนก็เทกระหน่ำลงมา ทำเอาเธอเปียกปอนเหมือนกับลูกแมวตากฝน
แต่ก็แปลกดี ปลายฤดูใบไม้ร่วงนี่ฝนก็มักจะตกบ่อยอยู่แล้ว
อันหยู่ไม่ได้คิดจะปลอบใจอะไรใครอยู่แล้ว เขานั่งเคี้ยวแอปเปิลอย่างสบายใจที่ขอบหน้าต่าง มองดูหญิงสาวที่ร้องไห้อยู่ด้านล่างอย่างเอื่อยเฉื่อย
ชีวิตที่แสนจะน่าเบื่อ ได้อิทธิพลจากไป๋อิงจนกลายเป็คนเสียนิสัยไปหลายอย่าง พอนั่งมองไปสักพัก เสียงสะอื้นของหญิงสาวด้านล่างก็ค่อย ๆ เบาลง
สุดท้ายอันหยู่เลยพูดขึ้นก่อน "นี้…ร้องไห้เสร็จยัง?"
หญิงสาวที่พอได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นทันที แล้วเห็นชายหนุ่มในหน้าต่าง หน้าตาดูอายุราวสิบแปดปี แต่กลับให้ความรู้สึกที่พึ่งพาได้อย่างประหลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหินห่าง และแฝงกลิ่นอายบางอย่างที่ยากจะเข้าใกล้ได้ ทั้งที่ก็เป็ชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง แต่ก็ดูดีใช้ได้เลย
"ขะ…ขอโทษค่ะ รบกวนคุณแล้ว ฉันจะไปเดี๋ยวนี้"
พอมองดูหญิงสาวที่รีบหันหลังจะเดินจากไป อันหยู่ก็กินแอปเปิลคำสุดท้ายเสร็จพร้อมกับปามันลงไปโดนหัวเธอเข้าพอดี จากนั้นก็ปิดหน้าต่างปีนกลับขึ้นเตียงนอนห่มผ้าหลับต่ออย่างไม่สนใจอะไร
หญิงสาวที่น้ำตาคลอเบ้า มองดูแกนแอปเปิลบนพื้นอย่างเศร้าหมอง แล้ววิ่งหนีออกไปพร้อมกับเสียงสะอื้น
ฉวนเปิดประตูห้องเข้ามา เห็นอันหยู่กำลังหลับอยู่ ถึงหน้าต่างจะปิดแล้ว แต่ผ้าม่านยังเปิดอยู่
เธอเดินเข้าไปใกล้ เห็นรอยเปียกที่ผ้าม่าน ก่อนจะดึงม่านปิดให้เรียบร้อย พอเห็นว่าผ้าห่มของอันหยู่ดูยุ่งเหยิง เลยจัดให้เรียบร้อย แล้วค่อย ๆ ปิดประตูออกไปอย่างเบามือ
ฉวนเดินลงบันได เห็นภายในร้านเงียบสงบ มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาตีดัง กับเสียงฝนตกกระทบบนใบไม้
จีเหยียนนั่งอยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะ มองดูสายฝนที่โปรยปราย หยาดฝนตกผ่านสายตา ผ่านร่างกายของเขา แต่กลับไม่ทำให้เปียกเลยสักนิด เพียงแค่...มองดูทุกอย่างตรงหน้าเท่านั้น ฝนตกใส่ทุกสิ่งแต่เขากลับไม่เปียกเลย แล้วฝนก็หยุดตก ก่อนจะไหลย้อนกลับ ราวกับฉากในภาพยนตร์ที่ถูกกรอกลับ
เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่งอีกครั้ง เวลาก็เริ่มไหลต่อ จีเหยียนมองดูนาฬิกาบนข้อมือ เห็นว่าเป็เวลา่บ่ายโมงพอดี จึงลุกขึ้นเดินไปยังจุดหมายของเขา
ไป๋อิงลืมตาขึ้น พบว่ามือและเท้าของตัวเองถูกมัดไว้ด้วยโซ่เหล็ก สีหน้าของเขาดูสับสนเล็กน้อย เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า ถ้าจำไม่ผิด เวลานี้คือ่ที่เขาเคยถูกจีเหยียนจับตัวไว้พอดี และพลังของตัวเองก็ถูกผนึกไว้ด้วย
เขาลุกขึ้น มองไปรอบห้อง
“ในที่สุดก็เข้าใจแล้ว ตอนนั้นทำไมถึงหลุดออกมาได้โดยไม่รู้ตัว...ตอนนั้นนึกว่าแค่หลับไป ที่ไหนได้ กลับเป็ตัวฉันในอนาคตเสียซะได้” ถ้าตอนนั้นรู้แบบนี้ ก็น่าจะรีบหลอกถามจีเหยียนไว้บ้าง เผื่อจะรู้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม
พอมองดูรอบห้องที่มีแต่เตียงตัวเดียว กับหน้าต่างบานหนึ่งที่ไม่เล็กไม่ใหญ่
ไป๋อิงมองออกไปนอกหน้าต่าง คาดคะเนเอาไว้ว่าเวลาน่าจะยังเป็่เช้า และเมื่อนึกได้ว่าเวลามีจำกัด หากออกไปไม่ทัน บางทีเฟิงซินจื่ออาจจะตายอีกครั้งก็ได้
พอคิดได้แบบนั้น ใจเขาก็เริ่มร้อนรนขึ้นมา แต่พลังที่ถูกโซ่ผนึกไว้ ทำให้ตอนนี้เขาอ่อนแอกว่าคนธรรมดาอีก
เมื่อไม่มีทางเลือก ก็ต้องเริ่มสำรวจหาทางหนีอย่างละเอียด สุดท้ายก็เห็นแท่งเหล็กแท่งหนึ่ง พอพยายามลองใช้แงะโซ่ดู แต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายพอเริ่มทนไม่ไหวเขาก็ตัดสินใจทำสิ่งที่โหดร้ายกับตัวเอง หักกระดูกมือซ้ายเพื่อลอดออกจากโซ่ แล้วกัดฟันบิดให้กระดูกเข้าที่เดิม ก่อนจะทำแบบเดียวกันกับมือขวา
“อ๊าก...เจ็บชิบหาย...” ไป๋อิงบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนล้อเล่น แต่ในใจเขารู้ดีว่ามันเจ็บแค่ไหน
แต่ก็ไม่มีทางเลือก โซ่เหล็กได้ผนึกพลังเขาเอาไว้ ต้องปลดออกให้หมดถึงจะฟื้นพลังกลับมาได้ เลยต้องทนกัดฟันอีกรอบแล้วหลับตา หักข้อเท้าให้หลุดจากโซ่เหมือนกัน
“โอย...คราวหน้าเจอจีเหยียนฉันจะจับมันยัดโลงแน่...”
หลังจากผ่านประสบการณ์สุดโหดในแบบที่มือและเท้าทุกข้างต้องหลุดออกทีละข้าง ไป๋อิงก็นอนนิ่งอยู่หนึ่งนาทีเต็ม ก่อนจะลุกขึ้นแต่งตัวอย่างไว
ไป๋อิงใส่เสื้อแจ็คเก็ตวอร์มสีขาว กางเกงยีนธรรมดา หมวกแก๊ปสีขาว สะพายกระเป๋า เดินออกไปอย่างอารมณ์ดี ฮัมเพลงไประหว่างทาง ราวกับเป็วัยรุ่นปกติที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ซูิเจี๋ยก็ลืมตาตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่คุ้นเคย และเป็ร่างของตัวเองตอนอายุสิบห้าปีงั้นเหรอ?
เป็แบบนั้นก็บ้าแล้ว เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทั้งเสื้อผ้า และของในห้องดูแปลกตาไปหมด
เลยเริ่มเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ ซูิเจี๋ยรีบล้วงกระเป๋าหามือถือ แต่ก็ไม่เจอ มีแค่เศษเหรียญติดตัวไม่กี่เหรียญแค่นั้น
เกิดอะไรขึ้น? มือถือเราไปไหน? แล้ว...มือเราทำไมดูเล็กแปลก ๆ
แล้วเขาก็เห็นลูกแก้วใสเม็ดหนึ่งบนโต๊ะ เขาเริ่มนึกได้ว่า ตอนเขาอายุสิบปี มี่เวลาหนึ่งที่เขาจำอะไรไม่ได้เลย ทุกอย่างที่เขาทำใน่นั้น คนรอบข้างเหมือนจะรู้แต่ก็ไม่รู้
“เดี๋ยวนะ...ตอนนี้เรากลับมาอยู่ใน่อายุสิบขวบเหรอ? ทำไมถึงมาโผล่ตรงนี้ล่ะ?”
ซูิเจี๋ยเดินออกจากห้อง บ้านเขามีกระจกอยู่ที่ระเบียง เขารีบเดินไปดู และก็พบว่าคนในกระจกคือร่างของเขาตอนอายุสิบขวบจริง ๆ นี่มันปี 2008 เป็เมื่อสิบปีก่อน
ทันใดนั้น เขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าตอนนี้เป็เมื่อสิบปีก่อน งั้นนี่ก็เป็่เวลาที่เฟิงซินจื่อเคยส่งจดหมายมาหาเขา!
พอคิดได้แบบนั้น เขาก็รีบวิ่งออกจากบ้าน
แต่พอเปิดประตูออกมาเจอสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย จนเขารู้สึกกลัวเล็กน้อย
ทันใดนั้นไป๋อิงก็ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเขา “โย่~ จะไปไหนเหรอซูิเจี๋ย? ไม่ใช่ว่าจะไปช่วยเฟิงซินจื่อเหรอ?”
ซูิเจี๋ยหันไปมองคนที่โผล่มาอย่างกะทันหัน “นายมาอยู่ที่นี่ได้ไง?” สายตาเขาเหลือบไปเห็นแจ็คเก็ตสีขาวของไป๋อิงอย่างไม่เข้าใจว่ามันได้มายังไง
ไป๋อิงหัวเราะ “ก็แน่ล่ะว่ามาช่วยนายน่ะสิ ไม่งั้นจะมาที่นี่ทำไม แล้วที่สำคัญก็คือ...ต้องจัดการกับเ้าพวกที่ชอบแทรกแซงด้วย แล้วก็นะ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่านายจะช่วยเฟิงซินจื่อได้จริงไหม” เขาหัวเราะอย่างมีเลศนัย “แต่ต้องเตือนนายไว้ก่อน อย่าบอกว่านายเป็ใคร อย่าบอกจุดประสงค์ที่มาเด็ดขาด”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะถ้านายพูดออกไปล่ะก็ อนาคตมันจะพังหมดเลย หรือไม่เฟิงซินจื่อก็อาจตายตรงนี้เลย นายไม่สังเกตเหรอ? เส้นเวลาก่อนหน้านั้น เธอตายยังไง”
ซูิเจี๋ยฟังแล้วก็เริ่มคิดตาม เขาจำได้ว่าครั้งนั้นเขาเพิ่งเจอเฟิงซินจื่อในห้องผู้ป่วย ตอนที่กำลังจะพูดกับเธอ แต่เธอก็ตายไปก่อน
“หมายความว่าไงกันแน่?”
ไป๋อิงยิ้มเล็กน้อย พูดอธิบายอย่างใจเย็น “โลกนี้มีกฎของมันอยู่ เช่น คนต้องตาย ตายแล้วถึงจะเกิดใหม่ อะไรพวกนี้น่ะ ทุกคนก็รู้ดีอยู่แล้ว แต่กรณีของนายกับเฟิงซินจื่อนั้น พวกนายรู้ตัวว่ามีอีกฝ่ายอยู่ในอนาคต เท่ากับแตะต้องกฎเข้าให้แล้ว ตอนนี้เฟิงซินจื่อเป็ตัวตนในอีกห้าปีข้างหน้า เธอห้ามรู้ว่านายกำลังอยู่ที่นี่เด็ดขาด เพราะเธอรู้อยู่แล้วว่ามีซูิเจี๋ยอยู่หนึ่งคน ถ้ารู้ว่ามีอีกคน ก็เท่ากับทำลายกฎแห่งความจริง นายคิดว่ากฎจะยอมให้เื่แบบนี้เกิดขึ้นเหรอ? ถึงแม้ว่าเธอจะรู้ความจริง ก็จะเกิดอุบัติเหตุอะไรสักอย่าง แล้วเธอก็จะตายเหมือนเดิมนั่นแหละ”