ความเงียบสงัดของป่าดิบชื้นเข้าปกคลุมหมู่ชนผู้หนีตายอย่างรวดเร็วเมื่อแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเหนือยอดไม้ใหญ่เปลี่ยนเป็สีเทาหม่น ไอเย็นของน้ำค้างเริ่มเกาะพราวตามใบไม้และหยาดเหงื่อบนร่างกายนับสิบชีวิตที่ยังคงนั่งหอบหายใจรดกันอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไทรั์ เสียงหรีดหริ่งเรไรเริ่มส่งเสียงร้องระงมประสานกับเสียงลมพัดผ่านเรือนยอดไม้สูงราวกับบทเพลงแห่งความไร้ที่พึ่ง
ศศิวิมลขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่าอุ้มบุตรชายในอ้อมอก เสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีครามที่เปื้อนคราบฝุ่นควันและหยาดเหงื่อแนบติดรัดรึงกับทรวดทรงอวบอิ่มที่ตึงเปรี๊ยะยิ่งขึ้นตามจังหวะเวลา ทรวงอกคู่งามที่เต็มไปด้วยน้ำนมปริ่มล้นจนเธอต้องหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอาการคัดตึง ใบหน้ารูปไข่ผุดผ่องหันไปมองรอบกาย เห็นความอ่อนล้าสะท้อนอยู่ในดวงตาของทุกคน
"ลุงปั่น... เราจะพักกันตรงนี้หรือจะเดินหน้าต่อก่อนฟ้ามืด" ศศิวิมลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่ากังวานชัดท่ามกลางความเงียบของป่า
ลุงปั่นอดีตพรานเฒ่าวัยเลยเกษียณ ใช้มือเหี่ยวย่นจับด้ามไม้เท้าค้ำยันพื้นดินแน่น ดวงตาฝ้าฟางกวาดมองไปรอบบริเวณพงหรีดและกอไผ่รกทึบ ก่อนจะหันมาสบตากับหญิงสาว "พักตรงนี้แหละแม่ศศิ ถ้าลึกไปกว่านี้ตอนกลางคืนจะมองอะไรไม่เห็น แถมพวกเด็กๆ กับคนแก่ก็เดินไม่ไหวแล้ว เดินทางมาครึ่งค่อนวันแบบนี้ ร่างกายคงไม่เหลือแรงถ้าฝืนไปต่อ"
บรรยากาศรอบข้างเริ่มวังเวงขึ้นทุกที หญิงชราหลายคนนั่งกอดเข่าซบหน้ากับผ้าถุง ส่งเสียงสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ ด้วยความอาลัยอาวรณ์บ้านเรือนและทรัพย์สินที่ถูกะเิเผาผลาญไปจนหมดสิ้น ในขณะที่กลุ่มชายฉกรรจ์ นำโดยนายก้อนและนายมั่น เริ่มขยับตัวลุกขึ้นยืนบิดี้เีเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการแบกห่อสัมภาระและช่วยพยุงคนเจ็บมาตลอดทาง
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราผู้ชายต้องรีบลงมือแล้ว ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินผืนป่าจนมองไม่เห็นอะไร" นายก้อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มห้าว ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยรอยฝุ่นดินและหยาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาตามกรอบหน้า เขาหันไปพยักหน้าให้กับนายมั่นและเด็กชายกล้าหลานของลุงปั่น "ไอ้มั่น เอ็งไปช่วยข้าตัดกิ่งไม้ใหญ่มาทำโครงเพิงพัก ส่วนไอ้กล้า... เ้าเด็กน้อย ตามข้ามานี่ มาช่วยเก็บใบตองตึงและกิ่งไม้แห้งสำหรับทำหลังคาและก่อไฟ"
เด็กชายกล้าวัยสิบขวบ แม้ใบหน้าจะยังเปื้อนคราบน้ำตาจากเหตุการณ์ะเิเมื่อ่บ่าย แต่แววตาเด็กชายกลับมีความเด็ดเดี่ยวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขาพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขันแล้วก้าวเท้าสั้นๆ เดินตามหลังนายก้อนมุ่งหน้าเข้าสู่ดงป่าโปร่งด้านข้าง
การเดินทางย่อยเพื่อหาเสบียงและวัสดุก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ นายก้อนก้าวเท้าเดินย่องไปตามพื้นดินที่ปกคลุมด้วยใบไม้แห้งกรอบ เสียงเหยียบย่ำดัง กรอบแกรบ แ่เบาเคล้าไปกับเสียงลมหายใจของเขาเอง ชายหนุ่มสวมเสื้อคอกลมสีมอๆ ที่ขาดวิ่น่หัวไหล่ เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นจากการทำงานหนัก ดวงตาสีเข้มกวาดมองตามโคนต้นไม้ใหญ่และพุ่มไม้รกทึบเพื่อมองหาลู่ทางสร้างที่พักและหาของป่าประทังชีวิต
ห่างออกไปไม่ไกลนัก ท่ามกลางดงเฟิร์นและซากไม้ผุพัง ลุงปั่นอดีตพรานเฒ่าผู้เจนจัดในวิถีไพร กำลังก้มๆ เงยๆ ใช้ไม้เท้าเขี่ยกองใบไม้แห้งเพื่อมองหาเห็ดป่าสำหรับทำอาหารมื้อค่ำ แม้สังขารจะโรยราและขาข้างหนึ่งจะมีอาการเจ็บเรื้อรัง แต่สัญชาตญาณพรานเก่าทำให้สายตาของเขายังคงเฉียบคม
"ลุงปั่นจ๋า ตรงนี้มีเห็ดระโงกหรือเปล่าจ๊ะ" เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงวัยแปดขวบที่พลัดหลงมากับกลุ่มชาวบ้านเอ่ยถามขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ พลางก้าวเข้ามาใกล้ชายชรา
ลุงปั่นหันไปยิ้มให้เด็กน้อย รอยย่นบนใบหน้าเหี่ยวย่นคลายลงเล็กน้อย "มานี่สิแม่หนู... ดูนี่นะ เห็ดระโงกขาวแบบนี้กินได้ รสชาติหวานอร่อย แต่ถ้าเจอแบบที่มีวงแหวนสีส้มแดงจัดๆ หรือมีปุ่มปมที่โคนต้น ห้ามแตะเด็ดขาด นั่นคือเห็ดระโงกพิษ กินเข้าไปแล้วจะอาเจียนจนไส้ขอดตายกลางป่า" ลุงปั่นชี้ให้ดูดอกเห็ดสีขาวนวลที่ผุดขึ้นมาจากดินชื้นแฉกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ก่อนจะบรรจงใช้ปลายนิ้วมือหยาบกร้านเด็ดก้านเห็ดขึ้นมาวางใส่ตะกร้าสานใบเล็กอย่างระมัดระวัง
การสนทนาโต้ตอบระหว่างคนเฒ่าคนแก่และเด็กน้อยดำเนินไปท่ามกลางกลิ่นไอของดินชื้นและกลิ่นสาบป่า ทุกคนต่างช่วยกันทำหน้าที่ของตนเองอย่างเงียบเชียบแต่จริงจัง เพื่อให้กลุ่มผู้รอดชีวิตมีที่ซุกหัวนอนก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าปกคลุมสมรภูมิแห่งนี้อย่างสมบูรณ์
ในขณะเดียวกัน ทางด้านค่ายพักชั่วคราว ศศิวิมลไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เธอส่งบุตรชายให้กับยายฟักอุ้มชั่วคราว ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินสำรวจรอบบริเวณ เธอใช้สองมือเรียวงามช่วยบรรจงจัดวางกิ่งไม้ไผ่ที่นายก้อนตัดกองไว้ นำมาขัดสานเรียงต่อกันเป็โครงเพิงพักลาดเอียงเพื่อกันน้ำค้างและลมหนาว เสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีครามชุ่มเหงื่อแนบลู่ไปกับแผ่นหลังและทรวดทรงอวบอิ่ม แสดงถึงความคล่องแคล่วและเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวผู้เป็ศูนย์กลางของทุกคนในยามวิกฤต
"แม่ศศิ พักเหนี่ยวสักหน่อยเถอะ หน้าตาเธอยังซีดเซียวอยู่เลยนะลูก เพิงพักแค่นี้เดี๋ยวพวกผู้ชายก็ช่วยกันมุงใบตองตึงจนเสร็จ" ยายฟักเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใย พลางโยกตัวกล่อมทารกน้อยในอ้อมแขนที่ส่งเสียงออดแอดเบาๆ
ศศิวิมลหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้หญิงชรา "ฉันไม่เป็ไรจ้ะยายฟัก ขยับร่างกายแบบนี้ดีเสียอีกจะได้ไม่คิดมากเื่ข้างนอกนั่น... อีกอย่าง ลูกของฉันก็เริ่มหิวเต้าอีกแล้ว เดี๋ยวจัดการโครงนี้เสร็จฉันจะได้มานั่งให้นมแก"
คำพูดของศศิวิมลทำให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ที่กำลังนั่งถักทอเศษผ้าเก่าๆ เพื่อทำเป็ผ้าห่มพากันถอนหายใจออกมาเบาๆ บทสนทนาระหว่างพวกเธอดำเนินไปอย่างหดหู่เมื่อพูดถึงสามีและญาติพี่น้องที่ต้องแยกย้ายไปรบในแนวหน้า บ้างก็ไม่รู้ว่าป่านนี้ชะตากรรมจะเป็อย่างไร บ้างก็ขาดการติดต่อท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ที่ยังคงดังแว่วมาไกลๆ เป็ระยะ
ไม่นานนัก นายก้อนและนายมั่นก็แบกมัดใบตองตึงขนาดใหญ่กลับมาที่ค่าย พร้อมกับตะกร้าเห็ดและหน่อไม้ป่าที่ลุงปั่นและเด็กชายกล้าช่วยกันเก็บมาได้ ทุกคนช่วยกันเร่งมือมุงหลังคาเพิงพักจนสำเร็จเป็รูปเป็ร่าง ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวันที่ค่อยๆ มอดดับลง เหลือเพียงแสงไฟจากกองไฟดวงเล็กๆ ที่นายก้อนช่วยกันก่อขึ้นด้วยความยากลำบาก
ศศิวิมลทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบริเวณมุมหนึ่งของเพิงพัก เธอดึงลูกน้อยเข้าสู่แนบอก ปลดกระดุมเสื้อคอกระเช้าออกเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียนนุ่มและทรวงอกอวบอิ่มเต่งตึงเปรี๊ยะ ทารกน้อยอ้าปากงับยอดปทุมอย่างหิวกระหาย เสียงดูดนมดังจ๊วบจ๊าบเคล้ากับเสียงลมหายใจของทุกคนในกลุ่ม
แสงไฟสลัวจากกองไฟกองเล็กๆ ที่ลุกโชนอยู่กลางค่ายพักชั่วคราวทอดแสงสีส้มสั่นไหวตกกระทบลงบนร่างของศศิวิมล นางพญาแห่งกลุ่มผู้รอดชีวิตที่กำลังนั่งพับเพียบอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ต่ำๆ เพื่อปฏิบัติหน้าที่อันเป็แม่ ทรวงอกอวบอิ่มที่ตึงเปรี๊ยะด้วยน้ำนมอั้นล้นถูกปลดเปลื้องผ้าคอกระเช้าออกข้างหนึ่งเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียนนุ่มและเต้าอวบขาวผ่องตัดกับความมืดมิดของผืนป่ารอบด้าน ทารกน้อยกำลังดูดดื่มน้ำนมจากเต้าด้วยความหิวโหยจนเกิดเสียงดังจ๊วบจ๊าบแ่เบาเคล้าไปกับเสียงลมหายใจหอบกระชั้นของบรรดาชายฉกรรจ์ที่นั่งล้อมวงอยู่ไม่ไกลนัก
นายก้อน หนุ่มใหญ่ร่างกำยำผู้ผ่านการแบกฟืนและฟันฝ่าดงหนามมาตลอดทั้งวัน เผลอหยุดชะงักมือที่กำลังใช้กิ่งไม้เขี่ยกองไฟ ดวงตาคมเข้มจ้องมองภาพตรงหน้าค้างเติ่งราวกับถูกสะกดสะงัน เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามไรผมหนาแต่เขากลับสนใจความร้อนระอุภายในกายที่พุ่งพล่านยิ่งกว่า ลมหายใจของนายก้อนติดขัดจนต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เมื่อสายตาคมกวาดไล่สำรวจความอวบอิ่มของเต้าทรงที่ล้นทะลักออกมานอกร่องอกของนางเอก กางเกงผ้าฝ้ายเนื้อหนาที่สวมใส่พลันรู้สึกคับแน่นและตึงเปรี๊ยะขึ้นมาอย่างกะทันหันจนเขาต้องขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งเพื่อซ่อนเร้นอาการพองขยายเบื้องล่างที่กำลังตื่นตัวด้วยความปรารถนาอันดิบเถื่อน
ไม่ไกลกันนัก นายมั่น หนุ่มฉกรรจ์อีกคนที่เพิ่งเดินถือกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำกลับมาจากลำธาร ถึงกับยืนนิ่งสนิทเท้าสะเอวค้างอยู่กับที่ น้ำในกระบอกเกือบจะกระฉอกหกใส่เท้า แววตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน ใบหน้าคมเข้มที่เคยกร้านแดดกร้านลมกลับแดงก่ำลามลึกไปจนถึงใบหู เืในกายสูบฉีดแล่นแปล๊บลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วจนรู้สึกร้อนผ่าวไปหมด เขากลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอขณะจ้องมองหยาดน้ำนมสีขาวขุ่นที่ไหลซึมเลอะบริเวณลานปทุมอวบอิ่ม ภาพความงามอันเย้ายวนใจท่ามกลางบรรยากาศป่าเขาอันแห้งแล้งและตึงเครียดนี้ ทำให้สัญชาตญาณความเป็ชายของนายมั่นตื่นตัวขึ้นอย่างรุนแรงจนเนื้อผ้ากางเกงแทบจะรองรับความตึงขึงเอาไว้ไม่ไหว
"มองอะไรกันวะ... ตาค้างกันหมดแล้วไอ้พวกนี้" ลุงปั่นอดีตพรานเฒ่าผู้ผ่านโลกมามาก เอ่ยกระซิบดุเสียงต่ำด้วยความรู้ทัน แต่แม้แต่ตัวพรานเฒ่าเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบสายตามามองภาพอันงดงามเย้ายวนนั้นด้วยความทึ่งในความสมบูรณ์แบบของหญิงสาว
ศศิวิมลััได้ถึงสายตานับคู่ที่จ้องมองมายังเรือนร่างของเธอด้วยประกายไฟแห่งความกระหายใคร่ เธอมือเรียวงามขยับชายผ้าคอกระเช้าขึ้นมาบังส่วนโค้งเว้าไว้อย่างิ่เหม่ แสร้งทำเป็ไม่สนใจสายตาเ่าั้แม้ว่าหัวใจในอกจะเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและหวาดหวั่นปะปนกันไป บรรยากาศรอบกองไฟในคืนนั้นจึงไม่ได้มีเพียงความหนาวเหน็บจากป่าดงดิบอีกต่อไป ทว่ามันกลับถูกแผดเผาด้วยไฟแห่งความปรารถนาที่ค่อยๆคุกรุ่นขึ้นในใจของชายหนุ่มทุกคนทีละน้อย