หลังจากค่ำคืนอันเร่าร้อนที่บ้านผ่านพ้นไป ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของโฟล์คก็ยังคงดำเนินต่อไปด้วยความคึกคัก เขายังคงเป็จุดสนใจของสาวๆ ในคณะเหมือนเดิม แต่สายตาของเขากลับมีไว้เพื่อมองผู้หญิงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือน้ำหวาน
โฟล์คเดินหน้าจีบสาวหมวยอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ทุกเช้าเขาจะมารอดักเจอเธอที่หน้าตึกเรียนพร้อมกับชานมรสโปรดที่เธอชอบดื่ม ่พักกลางวันเขาก็จะจองโต๊ะม้านั่งหินอ่อนตัวประจำไว้ให้ และทุกเย็นหลังจากซ้อมบอลเสร็จ เขาก็ไม่เคยลืมที่จะเดินไปส่งเธอที่ป้ายรถประจำทาง ความอบอุ่นปนเสน่ห์อันเหลือล้นของนักกีฬาหนุ่มทำให้กำแพงในใจของน้ำหวานค่อยๆ พังทลายลง
จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมค่ายอาสาของคณะ บรรยากาศยามพลบค่ำที่ลมพัดโชยมาเอื่อยๆ ทำให้นักศึกษาหลายคนเริ่มแยกย้าย โฟล์คชวนน้ำหวานมาเดินเล่นที่สวนหย่อมด้านหลังหอประชุมใหญ่ ซึ่งค่อนข้างเงียบสงบและเป็ส่วนตัว
"น้ำหวาน เหนื่อยไหมวันนี้?"
โฟล์คเอ่ยถามพลางยื่นขวดน้ำให้เธอ
"เหนื่อยนิดหน่อยจ้ะ แต่สนุกดี แล้วโฟล์คล่ะ แบกของหนักทั้งวันเลย" น้ำหวานเงยหน้ายิ้มให้ แสงไฟสลัวจากเสาไฟในสวนสะท้อนเข้ากับดวงตาเรียวรีของเธอจนดูเป็ประกาย
"เราไม่เหนื่อยหรอก แค่เห็นน้ำหวานยิ้มได้ เราก็หายเหนื่อยแล้ว"
คำพูดหยอดตรงๆ ของโฟล์คทำให้น้ำหวานหน้าร้อนผ่าว เธอแสร้งก้มหน้ามองขวดน้ำในมือเพื่อซ่อนความเขิน โฟล์คเห็นจังหวะอันดีจึงขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว มือหนาเอื้อมไปกุมมือเล็กของเธอไว้เบาะๆ ััที่นุ่มนวลและอ่อนโยนทำให้น้ำหวานชะงักไป แต่เธอก็ไม่ได้ดึงมือกลับ
"น้ำหวาน... ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่เราคอยดูแล คอยอยู่ข้างๆ นี้น้ำหวานรู้ใช่ไหมว่าเราคิดยังไง?"
โฟล์คถามด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แววตาคมเข้มจริงจังจนคนฟังใจเต้นไม่เป็สัจจะ
"อื้อ... ก็พอจะรู้จ้ะ" เธอกระซิบตอบเสียงแ่
"เราชอบน้ำหวานจริงๆ นะ ชอบั้แ่วันแรกที่เห็นเลย... เป็แฟนกับเรานะน้ำหวาน ให้เราได้ดูแลน้ำหวานในฐานะแฟนจริงๆ สักที"
คำสารภาพรักที่รอคอยทำให้น้ำหวานเงียบไปอึดใจหนึ่ง หัวใจของสาวน้อยเต้นรัวราวกับกลองรบ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคมเข้มที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเขา ก่อนจะส่งยิ้มหวานพิมพ์ใจที่ทำให้โลกทั้งใบของโฟล์คสว่างไสว
"อื้อ... ตกลงจ้ะ เรายอมเป็แฟนกับโฟล์คแล้ว"
ทันทีที่ได้รับคำตอบ โฟล์คยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เขาขยับเข้าไปโอบกอดร่างบางของน้ำหวานไว้หลวมๆ ด้วยความทะนุถนอม น้ำหวานซบหน้าลงกับอกกว้างของเขาด้วยความอบอุ่นใจ ความรักแบบปั๊บปี้เลิฟในรั้วมหาลัยของทั้งคู่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ในขณะที่โฟล์คกำลังดื่มด่ำกับความหวานละมุนของแฟนสาวคนแรกในชีวิต ความจริงที่ว่าเขาจะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับพ่อและอายที่บ้านหลังใหญ่ในคืนนี้ ก็แวบเข้ามาในหัว สมองของเด็กหนุ่มเริ่มคิดคำนวณว่าเขาจะจัดการกับความรักใสสะอาดตรงนี้ และความสัมพันธ์อันลับเฉพาะที่บ้านอย่างไรไม่ให้ทุกอย่างต้องพังทลายลง
ค่ำคืนหลังจากการตกลงเป็แฟนของทั้งคู่ บ้านหลังใหญ่ของธิยังคงเปิดไฟสลัวชวนให้อึดอัด บรรยากาศภายในห้องนอนใหญ่ของพ่อเต็มไปด้วยความเงียบเหงาผิดปกติ เพราะเตียงกว้างในค่ำคืนนี้กลับขาดร่างสูงของลูกชายที่มักจะมาร่วมบรรเลงบทรักอยู่เป็ประจำ
โฟล์คขังตัวเองอยู่ภายในห้องนอนส่วนตัว ประตูไม้ถูกล็อกกลอนอย่างแ่า เขาจงใจทิ้งตัวลงนอนบนเตียงโดยไม่มีทีท่าว่าจะเดินออกไปร่วมวงปรนเปรอความสุขให้กับพ่อและแม่เลี้ยงเหมือนอย่างเคย
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนที่เสียงของธิจะเล็ดลอดผ่านช่องประตูเข้ามา
"โฟล์ค... ไม่ออกไปอาบน้ำห้องพ่อเหรอวะ วันนี้อายเขาเตรียมตัวรอตั้งนานแล้วนะ"
โฟล์คสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะแสร้งทำน้ำเสียงให้ดูอ่อนล้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
"วันนี้ผมเหนื่อยมากเลยครับพ่อ ซ้อมบอลหนักจนขาเปลี้ยไปหมดแล้ว แถมพรุ่งนี้มีควิซเก็บคะแนนแต่เช้าด้วย ผมขออ่านหนังสือแล้วรีบนอนดีกว่าครับ พ่อกับพี่อายทำกันไปก่อนเลยครับ"
"เออๆ งั้นก็พักผ่อนเถอะ ตั้งใจอ่านหนังสือล่ะไอ้ลูกชาย"
ธิส่งเสียงตอบกลับมาอย่างเสียดาย ก่อนที่เสียงฝีเท้าของพ่อและอายจะค่อยๆ เดินห่างออกไป
เมื่อเสียงรอบตัวเงียบลง โฟล์คไม่ได้หยิบหนังสือเรียนขึ้นมาอ่านอย่างที่อ้าง แววตาคมเข้มที่เคยเต็มไปด้วยราคะ บัดนี้กลับประกายความตื่นเต้นและอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เด็กหนุ่มรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดต่อสายหาเบอร์ที่เขาเพิ่งบันทึกชื่อไว้ว่า "น้ำหวาน" ทันที
สัญญาณดังอยู่ไม่กี่ครั้ง ปลายสายก็กดรับพร้อมเสียงหวานใสที่ทำให้หัวใจของโฟล์คพองโต
" (ฮัลโหลโฟล์ค... ถึงบ้านนานหรือยังจ๊ะ?) "
"ถึงสักพักใหญ่แล้วครับ แต่อยากเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อนถึงค่อยโทรหา... คิดถึงแฟนจังครับ"
โฟล์คหยอดเสียงนุ่ม แตกต่างจากน้ำเสียงดุดันที่เคยใช้ครางกระเส่าในห้องน้ำอย่างสิ้นเชิง
" (บ้า... เพิ่งแยกกันไม่กี่ชั่วโมงเองนะ พูดอะไรก็ไม่รู้ เขินจะแย่อยู่แล้ว) "
เสียงน้ำหวานอ้อมแอ้มตอบกลับมา ปลายสายแอบหัวเราะคิกคักด้วยความขัดเขิน
โฟล์คพลิกตัวนอนหงาย เอาหมอนหนุนหัวพลางอมยิ้มกว้างสายตาจับจ้องไปที่เพดานห้อง
"ก็คนมันคิดถึงจริงๆ นี่นา วันนี้หวานเหนื่อยไหม เดินไปเดินมากับเราทั้งวันเลย"
" (ไม่เหนื่อยเลย มีความสุขมากกว่า... แล้วโฟล์คล่ะ ซ้อมบอลเหนื่อยไหม?) "
"เหนื่อยครับ แต่พอได้ยินเสียงหวานก็หายเป็ปลิดทิ้งเลย"
บทสนทนาไร้เดียงสาตามประสารักวัยใสดำเนินไปเรื่อยๆ เป็ชั่วโมง ทั้งคู่พูดคุยกันถึงเื่สัพเพเหระ เื่เพื่อนในคณะ เื่ของกินที่ชอบ และแผนการที่จะไปเดตกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ เสียงหัวเราะเบาๆ ของน้ำหวานช่วยชโลมจิตใจของโฟล์คให้รู้สึกถึงความรักอันบริสุทธิ์สะอาดสะอ้าน แบบที่เขาไม่เคยได้รับจากโลกโลกีย์ที่บ้านหลังนี้
โฟล์คตกอยู่ในห้วงแห่งความสุขของปั๊บปี้เลิฟจนลืมความรุ่มร้อนข้างนอกห้องไปเสียสนิท โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า ที่หลังบานประตูห้องนอนที่ปิดสนิทนั้น อายแอบมายืนฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ความเงียบเชียบและเสียงซุบซิบกระหนุงกระหนิงของลูกชายที่เล็ดลอดออกมา กำลังเริ่มจุดไฟริษยาจางๆ ให้เกิดขึ้นในใจของแม่เลี้ยงเข้าเสียแล้ว