พวกเขาเดินเข้ามาในอาคารสีทองแดง รูปทรงภายนอกดูไม่ใหญ่นัก ทว่าเมื่อก้าวเข้ามากลับพบโถงภายในที่กว้างขวางโอ่อ่า พื้นและผนังทำจากหินอ่อนสลักลวดลายวิจิตร แสงสว่างภายในไม่ได้มาจากหลอดไฟ แต่มาจาก ‘ตะเกียงกล’ นับร้อยที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ นอกจากนี้ยังมีท่อกลไกสีเงินเดินสายไปทั่วเพดาน คอยพ่นไอเย็นฉ่ำให้กระจายไปทั่วห้องโดยไร้ซึ่งเงาของพลังงานไฟฟ้า
มีคนมากมายกำลังต่อแถวอยู่ ริศเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“สวัสดีแจ๊ก”
เธอทักทายชายผิวซีด ร่างผอมแห้งจนดูเหมือนคนป่วย เขาพูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มแหบพร่า
“อ้าวริศ มาแล้วเหรอ นี่บัตรคิวของเธอ ไม่ต้องต่อแถวทำเื่ ไปที่ห้องสี่ได้เลย การประเมินจะเริ่มสิบโมงตรง วันนี้บังเอิญเป็วันประเมินผู้วิเศษของเขตเราประจำไตรมาสนี้ด้วย คนอาจจะเยอะหน่อยนะ” เขาหยิบบัตรสีขาวหมายเลข C8 ให้ภัทร
“ขอบใจมากแจ๊ก ช่วยได้เยอะเลย”
“ไม่เป็ไร... จริงสิ หมอนั่นก็พาครอบครัวมันมาด้วย ระวังหน่อยล่ะ” แจ๊กเตือนก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อไป
เมื่อเดินออกมาเธอก็กระซิบกับภัทร “เส้นสายก็ดีแบบนี้แหละ แต่วันนี้ดวงไม่ดีเอาซะเลย”
ภัทรพยักหน้าแม้จะไม่เข้าใจความนัยในคำพูดเลย เขาเดินตามริศไปที่ปีกตึกด้านขวา เมื่อมายังปลายสุดของโถงทางเดิน ห้องหมายเลข 34 เขียนว่า ‘ห้องประเมินคุณสมบัติ’ เมื่อเข้าไปพบว่ามีคนจำนวนมากนั่งอยู่ รอบห้องมีเ้าหน้าที่ยืนคุมอยู่ด้านละสี่คน ทั้งหมดสวมชุดสีดำขาวซึ่งเป็ยูนิฟอร์มแบบเดียวกับริศแต่ดูคุณภาพดีกว่า และมีปลอกแขนสีแดงขลิบดำที่มีตราสัญลักษณ์บางอย่าง พร้อมอักษรย่อ ป.ป. (ปราบปราม)
ภายในห้องแบ่งพื้นที่เป็สองส่วนหลัก คือโซนบนเวที และโซนที่นั่ง
โซนบนเวทีมีเครื่องมือกลไกขนาดใหญ่อยู่สามเครื่องตั้งตระหง่าน ประกอบด้วย
เครื่องแรก เป็แท่งแก้วใสขนาดใหญ่ที่มีเส้นใยแตกแขนงอยู่ภายในมากมาย โดยจะมีเส้นหลักใหญ่กว่าเส้นอื่นอยู่เก้าเส้น ด้านหน้าแท่งแก้วมีแท่นสำหรับวางมือ และมีจอแสดงผลด้านข้างที่รอการเปิดใช้งาน
เครื่องที่สอง เป็เครื่องมือที่ดูคล้ายเครื่องวัดความดันในโรงพยาบาล มีช่องให้สอดแขนเข้าไป ้ามีเกจวัดพลังงานที่ยังไม่ได้เปิดการใช้งาน และมีจอแสดงผลเช่นเดียวกับเครื่องแรก
และเครื่องสุดท้าย คล้ายกับเครื่องที่สองแต่้าเปลี่ยนจากเกจวัด เป็โถแก้วที่มีกลไกเหวี่ยงหมุนอยู่ภายในสำหรับแยกองค์ประกอบบางอย่าง พร้อมจอมอนิเตอร์แสดงผล
ส่วนโซนที่นั่งถูกแบ่งย่อยตามป้ายด้านข้างเป็สามบล็อก ผู้เข้ารับการทดสอบส่วนใหญ่เป็เด็ก่อายุประมาณสิบถึงสิบเอ็ดปี จำนวนราวห้าสิบกว่าคน โดยมีเหล่า ‘แมวมอง’ จากโรงเรียนหรือสำนักต่างๆ นั่งสังเกตการณ์อยู่
โซนเอ อยู่หน้าสุด มีเด็กที่มารอประเมินประมาณสิบคน ดูเป็โซนของลูกหลานตระกูลร่ำรวย มีคนรับใช้คอยบริการพัดวี บ้างก็มากันทั้งครอบครัวใหญ่เพื่อมาให้กำลังใจ
โซนบี เป็โซนของเด็กธรรมดาที่มีจำนวนมากที่สุดประมาณยี่สิบกว่าคน นั่งประกบด้วยผู้ปกครองบ้าง หรือมาคนเดียวบ้าง
และโซนซี โซนสุดท้ายที่เขากำลังจะไปนั่ง มีเด็กเจ็ดคนนั่งอยู่ ประกบด้วยชายและหญิงในชุดเครื่องแบบคล้ายของริศ แต่สวมปลอกแขนสีน้ำเงินขลิบขาวที่มีอักษรย่อ ส.ร. (สำรวจ)
เขามองบัตรสีขาวในมือแล้วก็ถามริศ
“โซนบีกับโซนซีต่างกันอย่างไรเหรอครับ”
“เอ่อ...” ริศลังเลที่จะตอบเล็กน้อย
“ต่างกันตรงคนที่มีสายเืบริสุทธิ์ กับพวกสายเืโสโครกยังไงล่ะ”
เสียงหยิ่งผยองของชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง ดึงดูดความสนใจของผู้คนระแวกนั้นที่อยากเห็นเื่สนุก คนโซนบีบางคนทำหน้านิ่งเฉย บางคนก็มองมาด้วยสายตาเหยียดหยาม ส่วนโซนเอแทบไม่มีใครปรายตามองมาเลย
ภัทรหันกลับไปพบว่าเป็ชายผมยาวรวบตึงไว้ด้านหลัง หน้าตาดี ผิวขาวจัด สวมยูนิฟอร์มสีดำทั้งตัวเช่นกันแต่มีปลอกแขนสีแดง สิ่งที่เพิ่มเติมคือตราไม้กายสิทธิ์ไขว้สีทองแดงบนอก บ่งบอกว่ามียศไม่น้อย ผมสีแดงเพลิงของเขามีปอยผมสีแดงเรืองแสงที่ถูกถักเปียพาดมาที่ไหล่ด้านหน้า
ริศรีบเอาตัวมาบังภัทรไว้ แต่ชายผู้นั้นไม่ได้สนใจภัทรแม้แต่นิดเดียว มันมองไปที่ริศด้วยสายตาเหยียดหยามแวบหนึ่งก่อนจะพูด
“เป็เืบริสุทธิ์แต่กลับเลือกจะไปคลุกคลีกับเืสกปรก ฉันล่ะไม่เข้าใจเธอเลยจริงๆ”
“ไม่ใช่กงการอะไรของนาย เดชานนท์... ภัทร เราไปกันเถอะ” ริศตัดบทแล้วจูงมือภัทรไปนั่งที่โต๊ะด้านหลังสุด
“ชิ... ทำเป็อวดดี สุดท้ายจุดจบก็คงไม่ต่างจากแม่ของเธอนักหรอก”
มันพูดพลางพาเด็กที่ดูร่ำรวยคนหนึ่งกับแม่ของเขาเดินเชิดหน้าไปนั่งที่โซนเอ โดยไม่ลืมจะส่งสายตารังเกียจมาที่ภัทรทิ้งท้าย
ริศบีบมือเขาแรงมากเพราะพยายามข่มความโมโห ภัทรจึงได้แค่บีบมือตอบเพื่อให้เธอใจเย็นลง
“ขอโทษทีภัทร ที่พาเธอมาเจออะไรแบบนี้”
“ไม่เป็ไรหรอกครับ แต่ผู้ชายคนนั้นเป็ใครเหรอครับ ทำไมถึงดูอยากยุ่งกับพี่ริศจัง”
“เขาชื่อเดชานนท์ เป็นักเรียนรุ่นเดียวกับพี่ เราเลยค่อนข้างสนิทกัน... ในตอนแรกน่ะนะ แต่หลังจากที่แม่ของพี่จากไปและพี่เลือกมาฝึกงานที่นี่ นนท์ที่อยู่อีกแผนกพยายามชวนพี่ไปอยู่ด้วยแต่พี่ปฏิเสธ หลังจากนั้นนิสัยเขาก็เปลี่ยนไป อาจจะเพราะเขาถูกเลี้ยงมาในครอบครัวเืบริสุทธิ์ที่มองว่าคนจากฝ่ายสามัญต่ำต้อย หรือเพราะค่านิยมในหน่วยหล่อหลอมเขาก็ไม่รู้”
ภัทรมองไปที่โซนเอ ยังคงเห็นว่าเดชานนท์แอบชำเลืองมองริศเป็พักๆ แต่ริศเลือกที่จะทำเป็ไม่เห็น
เวลาล่วงเลยไปจนถึงสิบนาฬิกา ประตูด้านหลังเปิดออกอีกครั้ง ชายผมสีดอกเลาที่มีปอยผมด้านหนึ่งเป็สีทอง สวมชุดคลุมโปร่งสีเงินทับชุดบาทหลวง เดินเข้ามานั่งที่นั่งพิเศษหน้าสุด
ตามมาด้วยหญิงสาวสวมแว่นทรงสามเหลี่ยมในชุดสีกากี ถือสมุดบันทึกเล่มหนา และชายอีกสามคนอายุประมาณยี่สิบกลางๆ ในชุดสีกากีเช่นกัน พวกเขาขึ้นไปจัดเตรียมอุปกรณ์อยู่ครู่หนึ่ง
ภัทรสังเกตเห็นว่าตอนที่ชายผมดอกเลานั่งลง เขามาพร้อมกับเด็กหญิงวัยสิบสามสิบสี่ปีคนหนึ่ง เธอมีผิวขาวจัด ผมสีขาว ตาสีทอง และมีผมหงอนที่เรืองแสงสีขาวใสคล้ายผลึกแก้ว สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ เธอเหมือนจะััได้ถึงการถูกจ้องมอง จึงหันขวับมาสบตากับภัทร จ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งจนภัทรรู้สึกแปลกๆ ต้องเป็ฝ่ายหลบตาหนี
ชายชรารู้สึกแปลกใจกับการกระทำของเด็กสาว เพราะปกติเธอไม่ค่อยสนใจสิ่งภายนอกจึงถามขึ้น “มีอะไรเหรอ แพรวา หลานรัก”
“เด็กคนนั้น... หนูใช้ ‘เนตรส่องนภา’ มองเขา พบว่าเขาเป็คนที่ไม่ควรมีอยู่ค่ะ เขาควรจะหมดอายุขัยไปแล้ว”
ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปทางภัทรแวบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจ “ปล่อยไปเถอะ อาจจะมีใครสักคนเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขา หลานเองก็ไม่ต้องสนใจหรอกนะ”
เด็กสาวพยักหน้า แต่ก็ยังแอบชำเลืองมองภัทรอีกครั้งก่อนจะนั่งนิ่งตามเดิม
เมื่อการเตรียมการเสร็จสิ้น หญิงสาวแว่นสามเหลี่ยมจึงประกาศขึ้น
“ขอเชิญท่านชาร์ลขึ้นมากล่าวเปิดพิธีค่ะ”
ชายชราลุกขึ้นไปยืนตรงกลาง ผู้วิเศษส่วนใหญ่ในห้องรีบประสานมือแล้วก้มศีรษะลง
“สวัสดีทุกท่าน ข้าชื่อว่า ชาร์ล ดาอาร์ ซิลวา เป็มุขนายกของเขตนี้ ขอให้พระผู้เป็ดั่งแสงสว่างอำนวยอวยพร”
หลังจากจบบทสวดมนต์ ฉับพลันเพดานห้องก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยภาพท้องฟ้าสดใส มีเสียงนกร้องขับขานและเสียงระฆังดังคล้ายงานเฉลิมฉลอง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคน
ทุกคนในโซนเอ โซนบี และเ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ ประสานมือด้านหน้าแล้วพูดพร้อมกัน “ฟิอัต (Fiat)”
ภัทรไม่เข้าใจและทำตัวไม่ถูกเหมือนเด็กหลายคนด้านข้าง ‘ก็แค่การร่ายเวทมนตร์ภาพลวงตาไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องดูตื่นเต้นศรัทธากันขนาดนั้น’ เขาจึงเลือกที่จะนั่งนิ่งๆ การกระทำของเขาทำให้เ้าหน้าที่รอบห้องทำสีหน้าไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ริศเองก็นั่งนิ่งเช่นกัน
พิธีดำเนินไปหลายนาทีก่อนจะหยุดลง บาทหลวงมองมาทางภัทรแวบหนึ่งโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ก่อนจะกลับไปที่นั่งกิตติมศักดิ์