บทที่ 15 เซี่ยจื่ออวี้ แกมีจุดอ่อนแล้ว
หลี่หยวนรู้สึกตื้อชา
ดวงตาของเด็กน้อยบริสุทธิ์มาก แต่เมื่อรวมกับคำพูดที่กล่าวออกมาก็ทำให้หลี่หยวนรู้สึกว่าแผ่นหลังเย็นวาบ
เขาไม่ได้มีพร์ทางด้านปรัชญา ดังนั้นจึงถูกปู่บังคับให้เรียนทางด้านสายวิทยาศาสตร์มาั้แ่เด็ก
แต่เขาไม่รู้ว่าคนบางคนเกิดมาพร้อมกับพร์จริง ๆ
หลี่หยวนกลืนน้ำลายแล้วโน้มตัวไปถามซิงซิงเสียงเบา
“ซิงซิงหมายความว่ายังไงเหรอ?”
ใบหน้ากลมเล็กของเด็กน้อยแสดงความลนลานออกมา
“ไฟค่ะ บ้านพี่หลี่หยวนไฟไหม้ เร็วเข้า...”
เด็กน้อยร้อนรนจนคำที่พูดออกมาขาดตอน
เซี่ยจื่ออวี้ตบหลังของซิงซิงเบา ๆ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ซิงซิงไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ พูดเถอะ”
เมื่อเด็กหนุ่มอันธพาลอ่อนโยนขึ้นมาก็ราวกับเหมือนมีเวทมนตร์
ซิงซิงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่ที่แผ่นหลัง ทำให้ร่างเล็กสงบลงอย่างรวดเร็ว
ในหัวเล็ก ๆ ของเธอพยายามสร้างประโยคอย่างสุดกำลัง
“ในบ้านของพี่หลี่หยวนมีคนไม่ดี คนไม่ดี...จะวางเพลิง ในบ้านพี่หลี่หยวนกำลังมีอันตราย!”
เด็กน้อยพูดออกมาในอึดใจเดียว หลังจากพูดจบเด็กน้อยก็หอบหายใจด้วยสีหน้าแดงก่ำ
เซี่ยจื่ออวี้ขมวดคิ้ว “หลี่หยวน นายไม่ต้องร้อนใจไปก่อนหรอก ด้วยสภาพบ้านนายเื่จะมีคนไปวางเพลิงนับว่าไม่ใช่เื่ง่าย ๆ”
สภาพครอบครัวของหลี่หยวนดีมาก ถือว่าด้อยกว่าโจวอี้เฉวียนที่เป็ศัตรูของเซี่ยจื่ออวี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
พูดให้ถูกคือถ้าสามารถเข้ามาในโรงเรียนมัธยมเอกชนชั้นนำแห่งนี้ได้ก็ย่อมต้องมีครอบครัวที่มีฐานะดีมากแน่นอน
หลี่หยวนไม่ชอบเอาฐานะครอบครัวมาป่าวประกาศเหมือนโจวอี้เฉวียน และยิ่งไม่ชอบการที่โจวอี้เฉวียนอาศัยพื้นเพครอบครัวมาทำเื่ชั่วช้า
เขาและโจวอี้เฉวียนเคยเจอกันไม่กี่ครั้งก็ไม่ถูกชะตากันแล้ว หลังจากนั้นยังเจอเซี่ยจื่ออวี้ที่เสียสติทั้งยังไม่รักตัวกลัวตายอีก
วันนั้นเซี่ยจื่ออวี้ถูกล้อม หลี่หยวนผ่านทางไปก็ถูกลากเข้าไปอย่างไม่รู้เื่รู้ราว
เดิมทียังคิดว่าต้องอันตรายแน่ แต่คาดไม่ถึงว่าเซี่ยจื่ออวี้คนเดียวจะเอาชนะคนห้าคนได้ ทำให้หลี่หยวนได้แต่มองอย่างโง่งม
เขาว่ากันว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ั้แ่นั้นหลี่หยวนจึงติดตามพี่ใหญ่คนนี้
ตอนนี้รู้จักกันมาสองปีแล้ว หลี่หยวนก็ยังไม่รู้ภูมิหลังครอบครัวของเซี่ยจื่ออวี้อยู่ดี
รู้เพียงว่าเซี่ยจื่ออวี้ดูเหมือนจะรวยมาก แต่ก็โดดเดี่ยวมาโดยตลอด ทั้งยังไม่เคยเห็นใครออกหน้าเพื่อเขาเลย
ตอนนี้ยังมีเทพธิดาตัวน้อยที่ราวกับหยกแกะสลักปรากฏตัวขึ้นอีก
น้องสาวตัวน้อยคนนี้ดูเหมือนจะมีความสามารถพิเศษบางอย่างเสียด้วย
แม้แต่พี่อวี้ก็ยังรู้สึกว่าน่าทึ่ง
หลี่หยวนเกาหัว “ความจริงบ้านของผมมีบริเวณกว้างมากซึ่งมียามอยู่ห้าหกคน พูดตามหลักแล้วก็ไม่น่าเป็ไปได้”
พอพูดจบ ซิงซิงก็ดิ้นอยู่ในอ้อมแขนของเซี่ยจื่ออวี้ ร่างกายครึ่งตัวแทบจะนอนอยู่บนโต๊ะ
ดินสอในมือของเธอรีบขีดเส้นลงไปบนกระดาษ
มองแวบแรกเหมือนเด็กน้อยวาดเส้นสะเปะสะปะโค้งไปมา
แต่รอจนซิงซิงวาดเสร็จ หลี่หยวนก็ขมวดคิ้วทันที
รูปร่างนี้ไม่ผิดแน่ เหมือนกับแผนผังในบ้านของเขาเลย!
มือเล็กของเด็กน้อยวางดินสอลง เบ้ปากขมวดคิ้วพยายามเอียงหัวมอง
หลังจากนั้นก็ชี้ไปทางมุมตะวันออกเฉียงเหนือของภาพนั้น
“ตรงนี้ ตรงนี้ค่ะพี่หลี่หยวน!”
เธอหยิบสีแดงออกมาจากกองสีเทียนและระบายที่มุมนั้น
หลี่หยวนปกปิดความตื่นตระหนกไว้ในใจ “ซิงซิง เธอบอกว่าจะมีคนมาจุดไฟตรงนี้เหรอ?”
ซิงซิงพยักหน้า ใบหน้าเล็กยับย่นขึ้นมา
“พี่หลี่หยวนรีบกลับไปเร็วค่ะ หลังจากนี้อีกครึ่งชั่วโมงจะเกิดอันตราย จะมีอันตราย!”
หลี่หยวนยืนขึ้นมาทันที เก้าอี้ที่เขานั่งอยู่ล้มลงจนเกิดเสียงดัง
เซี่ยจื่ออวี้ก็อุ้มซิงซิงลุกขึ้นมาพลางขมวดคิ้ว
เขาไม่เชื่อเื่นี้ เพราะทั้งหมดนั้นดูแปลกประหลาดเกินไป
หลี่หยวนกัดฟัน “ฉันจะกลับไปเดี๋ยวนี้”
“ฉันจะไปส่ง” เสียงของเซี่ยจื่ออวี้เคร่งขรึมทั้งยังสงบมาก “ถ้านั่งแท็กซี่หรือเรียกให้คนมารับคงจะช้าเกินไป”
หลี่หยวนตกตะลึงก่อนจะพยักหน้า
เซี่ยจื่ออวี้ขับรถไปอย่างไม่คิดชีวิตมาจนถึงในบ้านของหลี่หยวน การเดินทางหนึ่งชั่วโมงถูกร่นเวลาเหลือเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
ในใจหลี่หยวนรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง “ฝ่าไฟแดงมาจะไม่เป็ไรจริง ๆ เหรอครับ?”
เซี่ยจื่ออวี้สีหน้าไร้ความรู้สึก “ไม่เป็ไร มีคนจัดการได้อยู่”
ซิงซิงที่นั่งอยู่เบาะหลังดวงตากลมโตเป็ประกาย
ขาสั้นแกว่งไปมาเพราะรู้สึกกังวลอยู่บ้าง แต่ก็ยังเชื่อฟังพี่ชายจึงนั่งอย่างว่าง่าย
ทันทีที่รถจอดหลี่หยวนก็เปิดประตูวิ่งออกไป
ที่นี่คือที่ดินส่วนบุคคลแถบชานเมือง
ในตอนนี้มีเพียงแม่บ้าน แม่และย่าของหลี่หยวน รวมถึงน้องชายอีกสองคนอยู่ที่บ้าน
เขาวิ่งไปทางมุมตะวันออกเฉียงเหนือก่อนที่รูม่านตาจะเบิกกว้างทันที
......
หลังจากเซี่ยจื่ออวี้จอดรถก็มองซิงซิงผ่านกระจกหลัง
เด็กน้อยคนนี้ดูไม่ต่างจากเด็กน้อยอายุสามสี่ขวบคนอื่น
แค่เพียงมีรูปลักษณ์ที่สวยกว่านิดหน่อย
ชีวิตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทำให้เธอความรู้สึกไว ทั้งยังรู้ความมากเกินไป
แต่กลับถูกหลอกได้ง่ายมาก
แต่เด็กแบบนี้ทำไมถึงพูดออกไปแบบนั้นล่ะ?
หรือซิงซิงจะไม่ใช่เด็กธรรมดา?
บางทีเธออาจจะมีความสามารถพิเศษจริง ๆ
ในจิตใต้สำนึกของเขาไม่คาดหวังให้เด็กน้อยมีความสามารถพิเศษพวกนี้ เขาหวังแค่ว่าทุกอย่างจะเป็เพียงเื่บังเอิญ
สติปัญญาที่มากเกินไปจะนำภัยมาสู่ตัว เขาหวังแค่ว่าเธอจะเติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัย
ทันใดนั้นโทรศัพท์ของเซี่ยจื่ออวี้พลันดังขึ้น
เสียงเรียกเข้าที่ดังขึ้นทำให้ซิงซิงใ เธอเก็บสายตาที่มองออกไปนอกหน้าต่างกลับมา ก่อนจะเอียงหัวจ้องมองเซี่ยจื่ออวี้
เซี่ยจื่ออวี้กระชับฝ่ามือแน่นในทันที
มีเพียงคนเดียวที่มีเสียงเรียกเข้าแบบนี้ และเขาไม่มีทางพลาดสายนี้ได้
นิ้วซีดขาวละเอียดอ่อนค้างอยู่ที่หน้าจอครู่หนึ่ง
ก่อนจะกดรับสายก็ทำมือเป็สัญลักษณ์ ‘ชู่’ ให้ซิงซิง
เด็กน้อยใช้มือทั้งสองข้างปิดปากแน่น
ใบหน้าเล็กจ้ำม่ำถูกออกแรงปิดอย่างน่ารัก ทำให้สีหน้าของเซี่ยจื่ออวี้อ่อนโยนขึ้น
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเป็แหบแห้ง “โทรหาผมเหรอครับ?”
ซิงซิงโน้มตัวไปใกล้อย่างตั้งใจฟังด้วยความสงสัย ก็ได้ยินเสียงของผู้ชายที่เป็ผู้ใหญ่ดังขึ้นมาอย่างไม่ชัดเจน
“เซี่ยจื่ออวี้ขับรถไปไหน?”
เขาฝ่าฝืนกฎจราจรมาตลอดทาง แน่นอนว่าอีกฝ่ายต้องได้รับข่าวอยู่แล้ว
แต่เมื่อก่อนเขาจะไม่ถามสาเหตุ หลังจากช่วยเซี่ยจื่ออวี้จัดการบันทึกพวกนั้นแล้วก็จะให้เขาไปนั่งคุกเข่าในห้องรับแขก
มีหลายครั้งที่าแเต็มตัวบนตัวของเด็กหนุ่มยังไม่ได้รับการรักษา ก็ต้องไปนั่งคุกเข่าหลังตรงบนกระเบื้องเย็นเฉียบโดยที่ถูกจับตามองอยู่ตลอดทั้งคืน
น้ำเสียงของเซี่ยจื่ออวี้รู้สึกผิด “รีบไปจัดการเื่บางอย่างครับ”
ปลายสายเงียบไปไม่กี่วินาที หลังจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะแ่เบา
“จื่ออวี้ แกเห็นด้วยกับการจัดการของพี่ใหญ่ของแกเหรอ?”
เซี่ยจื่ออวี้ “ครับ”
“แล้วไปเจออะไรเข้าถึงทำให้แกเปลี่ยนไปแบบนี้ล่ะ?” เสียงนั้นยังคงราบเรียบแต่กลับทำให้สันหลังของเซี่ยจื่ออวี้เย็นวาบ
เซี่ยจื่ออวี้ไม่คิดจะบอกเื่ของซิงซิงให้พ่อรู้
พ่อมีความสามารถในการมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งจนน่ากลัว
เซี่ยจื่ออวี้ไม่กล้าบอก แต่ก็ไม่กล้าปิดบังเช่นกัน
เขากลืนน้ำลายอึกหนึ่ง “ไม่ใช่ครับ แค่รู้สึกว่าการจัดการของพี่ใหญ่ถูกต้องแล้วเท่านั้นครับ”
ปลายสายถอนหายใจเล็กน้อย
“ดูท่าฉันจะยังใส่ใจแกไม่พอนะ”
“ยังจำที่ฉันเคยบอกได้ไหม? คนเราไม่ควรมีจุดอ่อน ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็ขยะไร้ค่า”
“เซี่ยจื่ออวี้ แกทำให้ฉันผิดหวังนิดหน่อยนะ”
เซี่ยจื่ออวี้กลั้นหายใจพลางหันไปมองสีหน้าไร้เดียงสาของเด็กน้อย
ได้ยินน้ำเสียงราบเรียบไม่เปลี่ยนแปลงของปลายสายดังขึ้นอีกครั้ง
“กลับมาภายในสิบนาที พาสัตว์เลี้ยงตัวน้อยของแกมาด้วย และอธิบายมาหน่อยว่าทำไมห้องชั้นสองถึงได้เป็สีชมพูสดใสขนาดนี้”