บทที่ 1: การเริ่มต้นใหม่ที่แสนถูก
เสียงเครื่องยนต์แท็กซี่ดับลง ผมก้าวลงจากรถพร้อมสัมภาระไม่กี่ชิ้น มองดูอาคารเก่าตรงหน้า ‘หอพักร่มเย็น’ ป้ายซีดจางที่ห้อยอยู่เหนือประตูทางเข้าดูเหมือนจะเคยเป็สีเขียวมรกตมาก่อน แต่ตอนนี้มันหม่นหมองจนแทบเป็สีเทา ผนังปูนเปลือยที่แตกร้าวเป็ลายงูเลื้อยบ่งบอกถึงอายุขัยที่ยาวนานของมัน
“ถึงแล้วครับคุณผู้ชาย” โชเฟอร์แท็กซี่บอกพร้อมรอยยิ้ม ผมพยักหน้า ส่งเงินไปให้แล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับบ้านใหม่ของตัวเอง ผมสูดหายใจลึกๆ อากาศยามบ่ายของกรุงเทพฯ ยังคงอบอ้าวและเต็มไปด้วยกลิ่นไอท่อไอเสีย หอพักแห่งนี้อาจจะดูโทรมไปบ้าง แต่ราคาเช่าที่แสนถูกนั้นคือสิ่งที่ดึงดูดผมมาที่นี่อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ผมชื่ออ๊อด อายุยี่สิบแปดปี ตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะทิ้งงานประจำที่เคยทำ แล้วหันมาเอาดีกับธุรกิจขายของออนไลน์เต็มตัว การย้ายมาอยู่หอพักกลางเมืองในราคาที่จ่ายไหวเป็ก้าวแรกของแผนการอันยิ่งใหญ่ ผมอยากเริ่มต้นใหม่ อยากมีชีวิตเป็ของตัวเองอย่างแท้จริง และหวังว่าที่นี่จะเป็จุดเริ่มต้นที่ดี
ลุงเ้าของหอเป็ชายชราผมขาวท่าทางใจดี แต่ดูเงียบขรึมกว่าที่คิด เขาพาผมเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เท้าัั ลิฟต์ของที่นี่ดูเก่าจนไม่กล้าใช้ หรือบางทีมันอาจจะแค่เสียไปแล้วก็ได้ บรรยากาศภายในหอพักเงียบสงบผิดปกติ เสียงจอแจของเมืองด้านนอกไม่สามารถแทรกซึมเข้ามาถึงได้เลยแม้แต่น้อย
“ห้องคุณอยู่ชั้นหนึ่งนะ” ลุงเ้าของหอบอกสั้นๆ ขณะที่เราเดินผ่านโถงทางเดินที่สลัวๆ ผนังทาสีครีมที่เริ่มเหลืองและมีรอยด่างดำอยู่ประปราย ผมสังเกตเห็นว่าห้องพักเรียงรายอยู่สองฝั่ง แต่ละห้องมีหมายเลขติดอยู่บนประตูบานไม้ที่ดูแข็งแรงแต่ก็เก่าแก่ไม่แพ้กัน
เราเดินไปจนถึงห้อง 101 ลุงไขกุญแจให้แล้วเปิดประตูออก กลิ่นอับชื้นที่เหมือนไม่ได้ระบายอากาศมานานลอยออกมาทันที ผมก้าวเข้าไปสำรวจ ห้องไม่ใหญ่มาก มีหน้าต่างบานเล็กๆ มองออกไปเห็นกำแพงอิฐของอาคารข้างๆ เฟอร์นิเจอร์มีเพียงเตียงเหล็กเก่าๆ ตู้เสื้อผ้าไม้ และโต๊ะเขียนหนังสือตัวเล็กๆ แต่สำหรับผม มันก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตการเริ่มต้นใหม่
“ถ้ามีอะไรก็บอกลุงได้” ลุงเ้าของหอบอกเสียงเรียบ ก่อนจะยื่นพวงกุญแจให้ ผมรับมาพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณครับลุง”
หลังจากลุงเ้าของหอเดินจากไป ผมก็จัดการทำความสะอาดห้องพอหอมปากหอมคอ พยายามเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ แต่สายลมที่พัดเข้ามาก็ไม่ได้ช่วยให้กลิ่นอับจางหายไปได้มากนัก ผมปูที่นอน จัดวางข้าวของเพียงไม่กี่ชิ้นลงในตู้ ความรู้สึกของการมีพื้นที่เป็ของตัวเองโดยสมบูรณ์ทำให้ผมรู้สึกเบาใจอย่างประหลาด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ผมก็เดินสำรวจโถงทางเดินชั้นหนึ่งอีกครั้ง ด้วยความที่อยากจะทำความคุ้นเคยกับสถานที่ใหม่ โถงทางเดินดูจะยาวกว่าที่คิด มีห้องพักเรียงรายอยู่ตลอดแนว ผมเดินผ่านห้อง 101 ซึ่งก็คือห้องของผมเอง ถัดไปเป็ห้อง 102 ที่มีกระถางต้นไม้เล็กๆ วางอยู่หน้าประตู ถัดไปอีกเป็ห้อง 103, 104… ผมไล่สายตาอ่านหมายเลขห้องไปเรื่อยๆ จนสุดทางเดิน
105, 106, 107, 108, 109, และ 110 ผมยืนอยู่ตรงสุดทางเดิน แล้วกวาดสายตากลับมาที่ต้นทางอีกครั้ง มีห้องทั้งหมดสิบห้องบนชั้นนี้ ผมพยายามนับทวนเพื่อให้แน่ใจ แต่แล้วสายตาของผมก็สะดุดกับความผิดปกติบางอย่าง ห้องพักเริ่มต้นที่ 101 แล้วไล่เรียงไปถึง 110 แต่ในลำดับของตัวเลข—
ไม่มีห้องเลขศูนย์
มันควรจะมีห้อง 100 หรืออย่างน้อยก็ต้องมีช่องว่างที่บ่งบอกว่าเคยมีห้องนั้นอยู่ แต่กลับไม่มีอะไรเลย มีเพียงผนังปูนเปลือยเรียบๆ ที่ดูเหมือนถูกฉาบปิดตายไว้อย่างไร้ร่องรอย มันเป็ช่องว่างที่ควรจะมีห้อง แต่กลับกลายเป็ความว่างเปล่าที่ดูไม่เป็ธรรมชาติเอาเสียเลย
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกแปลกใจกับความผิดปกติเล็กๆ นี้ มันไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรหรอก อาจจะเป็แค่ความจงใจของสถาปนิก หรือการปรับปรุงอะไรสักอย่าง ผมพยายามคิดในแง่บวก
ทันใดนั้นเอง ผมก็เห็นแม่บ้านหญิงร่างท้วมกำลังเดินถือไม้กวาดผ่านมาพอดี ผมเห็นว่าเธอเป็คนเดียวในหอพักนี้ที่ผมพอจะพูดคุยด้วยได้ “สวัสดีครับป้า” ผมทักทายพลางยิ้มให้เธออย่างเป็มิตร “ป้าทำงานที่นี่มานานหรือยังครับ”
แม่บ้านคนนั้นชะงักเท้าเล็กน้อย หันมามองผมด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก เธอสวมชุดฟอร์มสีฟ้าอ่อนที่ดูเก่าและซีดจางเหมือนอาคารแห่งนี้ “นานแล้วจ้ะ” เธอตอบสั้นๆ เสียงแหบพร่า
“ผมเพิ่งย้ายมาอยู่น่ะครับ” ผมว่า พลางชี้ไปที่ผนังว่างเปล่าตรงจุดที่ห้องเลขศูนย์ควรจะอยู่ “ผมสงสัยว่าทำไมที่นี่ถึงไม่มีห้องเลขศูนย์เลยล่ะครับป้า มันดูแปลกๆ ดีนะครับ”
แม่บ้านมองตามนิ้วผมไปที่ผนัง ก่อนที่สีหน้าของเธอจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากที่นิ่งเฉยกลับกลายเป็ความกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด เธอหลบสายตาผม แล้วหันไปมองรอบๆ โถงทางเดินที่ว่างเปล่า
“อ๋อ... ห้องนั้นเหรอจ๊ะ” เธอพูดเสียงแ่ พลางกระแอมเบาๆ “ก็... มันไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” เธอเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “ไม่มีใครเขาไปยุ่งกับตรงนั้นหรอกนะหนุ่ม”
ผมรู้สึกถึงความผิดปกติในคำพูดของเธอ น้ำเสียงของเธอมีความตึงเครียดบางอย่างแฝงอยู่ ราวกับว่าผมไปแตะต้องเื่ที่ไม่ควรถาม แต่ผมก็ยังอยากรู้อยู่ดี “หมายถึงว่า... มันเป็ห้องที่ไม่ได้ใช้งาน หรือยังไงครับ”
แม่บ้านเม้มปากแน่น แล้วส่ายหน้าช้าๆ “เปล่าหรอกจ้ะหนุ่ม” เธอตอบ “มันไม่มีอะไรตรงนั้นจริงๆ นั่นแหละจ้ะ” เธอเน้นคำว่า “จริงๆ” อย่างจงใจ ดวงตาของเธอมองมาที่ผมแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้ามองพื้น “อย่าไปสนใจเลยนะจ๊ะ ทำความสะอาดเสร็จแล้วป้าขอตัวก่อนนะ”
พูดจบเธอก็รีบเดินจากไป ทิ้งให้ผมยืนอยู่คนเดียวกลางโถงทางเดินที่เงียบงัน ผมมองตามแผ่นหลังของเธอที่หายลับไปตรงหัวมุมบันได ก่อนจะหันกลับมามองผนังว่างเปล่าตรงหน้าอีกครั้ง ความรู้สึกที่ว่าไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นกลับทำให้ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่ตรงนั้นอย่างชัดเจน
เป็เพียงผนังเรียบๆ ทาสีครีมที่ดูซีดจาง แต่ในความว่างเปล่านั้น ผมกลับรู้สึกถึงความหนาวเย็นบางอย่างที่แผ่ออกมาเบาๆ คล้ายกับมีสายลมที่มองไม่เห็นพัดผ่านไป ผมยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ มองจ้องไปยังจุดที่ห้องเลขศูนย์ควรจะอยู่ ก่อนที่ความรู้สึกบางอย่างจะก่อตัวขึ้นในใจ
ผมรู้สึกเหมือน... มีใครบางคนกำลังมองออกมาจากผนังบานนั้น และรอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของมันช้าๆ