"ทุกคนนนน!" น้อยพลอยเ้าของวันเกิดลากเสียงยาวก่อนจะเดินเข้ามากลางวงของเบล ตาล และจิ้บ พร้อมกับผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งที่ดูน่ารักน่ามอง ผิวขาวเนียนราวกับลูกครึ่ง ดวงตากลมโตเป็ประกาย "ขอแนะนำให้รู้จักนะคะ ‘มินนี่’ เพื่อนของพลอยเองเพิ่งกลับจากอังกฤษ และก็ตอนนี้เป็อาจารย์ภาควิชามนุษย์อิ้งที่เดียวกับพี่เบลเลย"
"สวัสดีค่ะ" มินนี่เด็กสาวผมประบ่า หน้าตาเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้ยิ้มหวานให้ทุกคน ก่อนจะหันไปสบตากับเบล "ได้ยินชื่ออาจารย์เบลมานาน วันนี้ได้เจอตัวจริงสักที"
เบลมองเธอก่อนจะพยักหน้า "ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"
"เช่นกันค่ะพี่เบล" มินนี่เอียงคอนิด ๆ พลางจ้องเบลอย่างสนใจ
แต่ยังไม่ทันที่เบลจะพูดอะไรต่อ พลอยก็รีบพูดแทรกขึ้นมา "มินนี่ยังโสดนะคะ และเพิ่งเลิกกับแฟนสาวมาเลย หัวใจกำลัง้าคนดูแล!" พลอยเน้นคำว่า ‘แฟนสาว’ เป็พิเศษ จังหวะนั้นตาลกับจิ้บที่กำลังจิบไวน์ถึงกับสำลัก ส่วนมินนี่หัวเราะปนเขิน ซึ่งพลอยเองก็ยิ้มทะเล้น ทำเป็ไม่สนใจสายตาตำหนิจากมินนี่
"และอีกเื่!" พลอยยังคงเดินหน้าขายเพื่อนต่อ "พี่เบลข๋า… พี่เบลทำงานที่มหาวิทยาลัยมา 3 ปีแล้ว ต้องรู้จักของกินอร่อย ๆ แถวนั้นเพียบใช่ไหมล่ะคะ?"
เบลหรี่ตามอง "แล้ว?"
"ก็ช่วยพามินนี่ไปกินข้าวตอนพักเที่ยงหน่อยสิคะ หรือพาไปทานกาแฟ กินขนม" พลอยยิ้มกว้าง "มินยังใหม่ ยังไม่ค่อยรู้ทาง ต้องให้รุ่นพี่อย่างพี่เบลพาไปแนะนำร้านเด็ด ๆ พลอยฝากยัยมินหน่อยน้า"
ตาลกับจิ้บหันไปสบตากันก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยทันที
"ดีเลย!" จิ้บตบโต๊ะเบา ๆ "เบลแกพาน้องเขาไปทัวสะหน่อยสิ”
จิ้บกระซิบเสียงเบา “ถึงเวลาที่แกต้องเปิดใจสักทีนะเพื่อน!"
"ใช่ ๆ" ตาลเสริม "น้องมินนี่เป็อาจารย์เหมือนกัน คุยกันง่าย แถมในฐานะรุ่นพี่แกต้องมีอะไรแนะนำน้องได้เยอะแน่นอน!"
เบลเหลือบตามองเพื่อนทั้งสองที่กำลังทำหน้าที่ ‘แม่สื่อ’ อย่างแข็งขัน ก่อนจะหันไปมองมินนี่ที่ยังคงยิ้มราวกับกำลังสนุกกับสถานการณ์ตรงหน้า
"ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะพี่เบล" มินนี่เอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย "ช่วยเป็ไกด์แนะนำของอร่อย ๆ ให้รุ่นน้องหน่อยได้ไหมคะ?"
เบลเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจแล้วพยักหน้า
"ก็ได้"
"เยส!" พลอย จิ้บ และตาลประสานเสียงดีใจกันอย่างออกนอกหน้า
คืนนี้ดูเหมือนจะมีเื่ให้ปวดหัวเพิ่มขึ้นแล้วสินะ…
***
ณ งานเปิดตัวเครื่องเพรชคอลเลกชันใหม่ของบริษัทเครือ ‘บุญไดมอนด์’
แสงไฟสปอร์ตไลต์ส่องประกายระยิบระยับสะท้อนกับเพชรน้ำงามที่ถูกจัดแสดงอยู่ทั่วทั้งงาน แขกผู้มีเกียรติจากแวดวงธุรกิจและสื่อมวลชนมากมายต่างจับจ้องไปที่เวทีหลัก ที่ซึ่ง ‘เ้าสัววิเศษ เศษคิริน บุณยศริน’ กำลังกล่าวสุนทรพจน์ด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
เกรส เกสริน บุณยศริน กำลังยืนอยู่มุมหนึ่งของงานในชุดเดรสราตรีสีแดงขับผิวขาว เธอโดดเด่นดั่งเพรชงาม ดวงตาคมจ้องไปที่เวทีด้วยสายตาเ็า แก้วแชมเปญในมือถูกหมุนเล่นช้า ๆ อย่างไร้อารมณ์
"ผมเป็เกียรติอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษของเราในค่ำคืนนี้..." เสียงของเ้าสัวดังขึ้นผ่านไมโครโฟน ทว่ากลับไม่สามารถทำให้เกรสอารมณ์ดีขึ้นได้เลย
"คอลเลกชันพิเศษ?" เกรสกระตุกยิ้มประชดประชันก่อนจะกระซิบกับตัวเอง "พิเศษตรงไหน? ตรงที่มันถูกออกแบบโดย ‘เมียน้อย’ ของพ่อน่ะเหรอ?"
เธอเหลือบมองไปยังหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเ้าสัววิเศษ ใบหน้าของเธอสวยหวาน รอยยิ้มอ่อนโยนดูไร้เดียงสา... แต่นั่นก็ไม่สามารถลบความจริงที่ว่าเธอเป็ ‘คนทำลายครอบครัว’ ได้
"หนูเกรส วันนี้สวยมากเลย" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง เกรสหันไปเล็กน้อยแล้วพบว่าคุณอาชาติชาย เพื่อนทางธุรกิจของเ้าสัววิเศษเดินเข้ามาทักทาย
"ขอบคุณค่ะคุณอาชาติชาย" เกรสยิ้มตามมารยาท
"ไม่ได้เจอกันนานเลย หนูสบายดีนะลูก คุณพ่อของหนูคงจะภูมิใจมากที่หนูโตมาอย่างดี"
เกรสหัวเราะราวกับได้ยินเื่ขำขัน "หนูคิดว่าท่านคงไม่ได้คิดแบบคุณอาหรอกค่ะ ท่านมีเื่อื่นให้สนใจมากกว่าแล้ว"
คุณอาชาติชายถึงกับอึกอัก ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่พยักหน้าก่อนจะขอตัวไปที่อื่น
เกรสถอนหายใจก่อนจะกระดกแชมเปญเข้าปากรวดเดียวหมด แล้วเดินตรงไปที่บาร์เครื่องดื่ม วันนี้คงเป็ค่ำคืนที่ยาวนานกว่าที่คิด…
เกรสยืนพิงเคาน์เตอร์บาร์ กำลังจะสั่งเครื่องดื่มเพิ่ม แต่เสียงสุภาพของพนักงานคนหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลัง
“ขออภัยค่ะคุณเกสริน ทางทีมงานขอเชิญไปที่เวทีตามคำสั่งของท่าเ้าสัวค่ะ ถึงเวลาตัดริบบิ้นแล้ว”
เกรสถอนหายใจก่อนจะวางแก้วเปล่าลงกับเคาน์เตอร์ “ให้ตายสิ...” เธอบ่นพึมพำ พลางยกมือขึ้นเสยผมอย่างหงุดหงิด เธอรู้ว่านี่เป็แค่ ‘พิธีการ’ ที่เธอไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกอยากจะหันหลังกลับทันทีคือคนที่เธอต้อง ‘ยืนข้าง ๆ’ บนเวที
เธอเดินไปยังเวทีหลัก ที่ซึ่ง เ้าสัววิเศษ ยืนรออยู่ในชุดสูทภูมิฐาน และข้าง ๆ เขา หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลอ่อนในชุดเดรสสีชมพูอ่อน
โรส... แม่เลี้ยงของเธอ ผู้หญิงที่เคยเป็ ‘เมียน้อย’ ของพ่อ และคนที่เธอเพิ่งปะทะคารมกันไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
เมื่อเกรสก้าวขึ้นเวที ทุกสายตาต่างจับจ้อง เธอแสร้งยิ้มอย่างสง่างาม แม้ในใจจะเดือดพล่าน
“วันนี้สวยมากเลยจ่ะเกรส” โรสเอ่ยเสียงหวานขณะหันมามองเธอ
“ขอบคุณค่ะ” เกรสตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ฟังดูเหมือนคำประชด “คุณเองก็ดู... สมกับเป็ภรรยาหลวงของเ้าสัววิเศษดีนะคะ”
รอยยิ้มของโรสสะดุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาเป็ปกติเมื่อเ้าสัววิเศษหันมามอง
“เกรส มายืนตรงนี้” พ่อของเธอพูดเสียงเรียบ พลางพยักหน้าให้เธอเข้ามายืนข้าง ๆ เขา
เกรสก้าวเข้ามายืนตรงตำแหน่งที่มีเ้าสัวขั้นกลางศึกเดือดพล่านระหว่าเธอและโรส
พิธีตัดริบบิ้นเริ่มขึ้น เมื่อกรรไกรทองถูกส่งให้เ้าสัววิเศษเป็คนถือ ส่วนเกรสและโรสเป็ผู้ช่วยจับริบบิ้นทางฝั่งซ้ายและขวา
“พร้อมนะครับ” พิธีกรประกาศเสียงดัง และทันทีที่กรรไกรตัดผ่านผ้าแพรสีแดง ผู้คนก็ปรบมือกึกก้อง แสงแฟลชจากกล้องนักข่าวสว่างวาบไปทั่วบริเวณ
เกรสยิ้มให้กับแเื่อย่างสมบทบาท ก่อนจะก้าวลงเวทีอย่างสง่างาม แต่เธอรู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของค่ำคืนที่น่าเบื่อ
หลังจากเสร็จพิธีเปิดตัว เกรสถูกบังคับให้ต้องร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัว ‘ที่เธอไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็ครอบครัว’
เธอนั่งลงตรงข้ามกับเ้าสัว โดยมีโรสนั่งเคียงข้างเขา โต๊ะอาหารถูกจัดอย่างหรูหรา รายล้อมไปด้วยแขกสำคัญของงาน และด้านหน้าเป็รันเวย์ที่นางแบบกำลังเดินโชว์เครื่องเพชรคอลเลกชันใหม่
เกรสยกแก้วแชมเปญขึ้นดื่ม ั์ตาจ้องมองไปที่นางแบบบนเวทีราวกับไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัว แต่เสียงหวานของโรสก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“คุณวิเศษคะ ฉันเพิ่งได้ยินข่าวบางอย่างมาเกี่ยวกับเกรส...ซึ่งฉันไม่อยากเข้าไปยุ่งเลย แต่เื่นี้น่าเป็ห่วงจริง ๆ และเกรสก็อยู่ที่นี่แล้ว คุณควรได้สั่งสอนเธอสักหน่อย”
เสียงของเธอนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความเจตนาอันชัดเจน
เกรสวางแก้วแชมเปญลงหันมามองโรสด้วยสายตานิ่งสนิท
“ฉันได้ข่าวมาว่าเกรส... เอ่อ...” โรสแสร้งทำหน้าลำบากใจ ก่อนจะพูดต่อ “ไปทำงานพิเศษ... ที่คลับแห่งหนึ่ง ซึ่งคนยุคนี้เรียกกันว่า…เด็กเอ็น”
บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงในทันที
เ้าสัววิเศษหันมามองลูกสาวตัวเองด้วยสายตาคมกริบ “มันคืออะไร เกรส?”
เกรสยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ “อ้อ ข่าวนั้นเหรอคะ” เธอกระตุกยิ้ม ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “สงสัยภรรยาพ่อจะสนใจเื่ของหนูมากเป็พิเศษนะคะ ถึงกับต้องหาเื่มาพูดในงานเลี้ยงแบบนี้”
“เกรส! พูดกับโรสดีดี!” เ้าสัววิเศษกดเสียงต่ำด้วยความไม่พอใจ
โรสแสร้งถอนหายใจ “ฉันก็แค่เป็ห่วง... เกรงว่ามันจะกระทบชื่อเสียงของครอบครัว”
“ชื่อเสียงของครอบครัวงั้นเหรอ?” เกรสหัวเราะในลำคอ “งั้นข่าวที่พ่อไปเลี้ยงเด็กสาวคราวลูก แถมเอามาเป็เมียและขับไล่เมียหลวงออกจากบ้าน นี่ไม่นับเป็ปัญหากับชื่อเสียงของครอบครัวเหรอ?”
“เกรส! มันจะเกินไปแล้ว!” คราวนี้เ้าสัววิเศษตบโต๊ะดังปัง ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธ “แกเป็ลูกฉัน อย่าทำอะไรแผลง ๆ เลิกทำงานพิเศษบ้าบออะไรนั่นสะ แล้วจะหาว่าฉันไม่เตือน แกรู้ดีว่าฉันทำอะไรได้บ้าง!”
แขกในงานหลายคนเริ่มหันมามองโต๊ะอาหารของพวกเขา ซึ่งมันกลายเป็จุดสนใจของงานไปโดยปริยาย
เกรสยิ้มรับอย่างไม่สะทกสะท้าน “รับทราบค่ะเ้าสัววิเศษ” เธอลุกขึ้น ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูโรส
“ถ้าจะเล่นเกมนี้... ก็อย่าลืมว่าใครเป็คนเริ่ม แล้วเราจะได้เห็นดีกัน…โรส”
จากนั้นเธอก็หันไปมองพ่อของตัวเอง “หนูว่าคืนนี้หนูควรกลับก่อน อยู่ไปก็ทำให้คุณพ่อรำคาญตาเปล่า ๆ ขอตัวนะคะ”
พูดจบ เกรสหมุนตัวเดินออกจากโต๊ะ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองสายตาอาฆาตของโรส และใบหน้าขึงขังของเ้าสัวเลยสักนิด
***
ณ คอนโดหรูออันโอ่อ่าราวกับโรงแรมระดับห้าดาว ทุกอย่างตกแต่งอย่างมีรสนิยม พื้นไม้ขัดมันสะท้อนแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟคริสตัล
เกรสนั่งอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่ขณะที่จิบไวน์แดงไปพลาง มือเรียวเลื่อนดูข่าวในมือถือ ภาพเธอที่ยืนข้างพ่อและโรสบนเวที การเปิดตัวคอลเลกชันเครื่องเพชรปรากฏบนหน้าจอ พร้อมคำบรรยายที่เธออ่านแล้วอดหัวเราะเยาะไม่ได้
‘ครอบครัวอบอุ่นแห่งบุณยศริน เ้าสัววิเศษ มหาเศษฐีพ่อค้าเพรช’
อบอุ่น? น่าตลกสิ้นดี
เธอโยนมือถือไว้บนโต๊ะ หัวเราะเยาะตัวเอง มันไม่มีอะไรอบอุ่นทั้งนั้น มีแต่เกมการเมืองภายในบ้านที่ซ่อนอยู่ใต้ฉากหน้าแสนหรู และถ้าจะมีอะไรที่ทำให้เธอสนใจได้ในตอนนี้ ก็คงเป็แผนการที่เธอเตรียมจะเล่นงานโรส
ตี๊ดๆ ตี๊ดๆ
เสียงเฟซไทม์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเธอ เกรสเหลือบมองหน้าจอมือถือที่สั่นอยู่บนโต๊ะกระจก เมื่อเห็นชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอ หัวใจของเธอก็อ่อนลงเล็กน้อย
‘Mom’
เกรสกดรับสาย ภาพของผู้หญิงสวยสง่าในวัยสี่สิบปลายปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
“เกรสคนสวยจ๋า” เสียงหวานติดสำเนียงอเมริกันของแม่เธอดังขึ้น “แม่เห็นข่าวแล้วนะลูก...”
เกรสยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ พลางยิ้ม “ข่าวอะไรคะ?”
“ก็งานเปิดตัวคอลเลกชันเครื่องเพชรของพ่อเราน่ะสิ” แม่ของเธอถอนหายใจ “แม่เห็นภาพเราอยู่บนเวที ข้าง ๆ... คนพวกนั้น” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
เกรสหัวเราะในลำคอ “แม่หมายถึงพ่อกับโรสใช่ไหม?”
“ลูกโอเคไหม?” แม่ของเธอถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย “โรสพูดอะไรไม่ดีใส่ลูกอีกหรือเปล่า?”
เกรสยักไหล่ พลางจิบไวน์อีกอึก “ก็เหมือนเดิมค่ะ เธอไม่ได้พูดอะไรใหม่หรอก ก็แค่ยุให้พ่อเกลียดหนูเหมือนทุกที ซึ่งโรสยังคงเป็นางร้ายตัวโปรดของพ่อ ส่วนพ่อก็ยังเป็พ่อคนเดิมที่ไม่เคยสนใจอะไรหนู”
แม่ของเธอถอนหายใจ “แม่บอกแล้วไงว่าหนูไม่ต้องทนอยู่ที่นั่น หนูรู้ใช่ไหมว่าหนูสามารถมาหาแม่ที่นี่ได้เสมอ?”
“หนูรู้ค่ะ” เกรสยิ้มบาง “แต่หนูยังมีเื่ที่ต้องจัดการ”
สายตาของแม่เธอดูสงสัย “เกรส... ลูกต้องจัดการอะไร?”
“ไม่มีอะไรสำคัญหรอกค่ะ หนูไม่สร้างเื่หรอก”
แม่ของเธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ลูก... แม่รู้ว่าโรสทำร้ายจิตใจลูกมาก แต่แม่ไม่อยากให้หนูทำอะไรที่ทำให้ตัวเองต้องเ็ปในภายหลังนะ”
“หนูอาจคิดว่าแม่พูดแบบนี้ซ้ำ ๆ จนเบื่อ แต่นี่เป็ทางเลือกที่หนูมีนะลูก” แม่พูดต่อ “ที่แอลเอ หนูไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกคนจอมปลอมแบบนั้น ไม่ต้องทนอยู่ในเงาของพ่อ...”
เกรสเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเื่ “แล้วทางนั้นเป็ยังไงบ้างคะ ร้านอาหารของแม่ยังแน่นเหมือนเดิมใช่ไหม?”
แม่ของเธอมองลูกสาวอย่างรู้ทัน แต่ก็ยอมปล่อยให้เธอเปลี่ยนเื่ “แน่นทุกวันเลยจ้ะ เชฟที่ร้านเหนื่อยกันใหญ่” เธอยิ้มอบอุ่น “อยากให้หนูมาเที่ยวที่นี่จริง ๆ นะ...”
“ไว้ว่าง ๆ หนูจะไปค่ะ” เกรสตอบ แม้ในใจจะรู้ดีว่าคำพูดของเธอมีโอกาสเป็แค่คำโกหกหวาน ๆ
หลังจากพูดคุยกับแม่อีกเล็กน้อย เธอก็วางสาย มือเรียวลูบหน้าตัวเองช้า ๆ ก่อนจะเอนตัวลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยล้า
เธอไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้โรสตลอดไป ในเมื่อโรสพรากครอบครัวของเธอไป ก็ถึงเวลาที่เธอจะพรากสิ่งที่สำคัญที่สุดของโรสคืนบ้าง
เบล เบลลิณี พิพัฒกาล
เกรสสืบจนรู้แล้วว่าโรสรักใครที่สุด คนคนนั้นไม่ใช่พ่อของเธอ แต่เป็ เบล ผู้หญิงคนนั้นอาจจะดูเ็า นิ่งขรึม และไม่สนใจใคร แต่เกรสไม่สน... เธอจะทำให้เบลสนใจเธอให้ได้ จะทำให้เบลตกหลุมรักเธอ และเตอนนั้นโรสต้องเ็ปมากกว่าที่เธอเจ็บหลายเท่า
เธอจะใช้ความรักที่แสนบริสุทธิ์ของเบล... เป็อาวุธในการแก้แค้น…
--- To Be Continue ---