ตอนที่7 ความจริง
“ผู้ดูแลร้าน ท่านชอบมันหรือเ้าคะ” จิ่งเหวินรุ่ยเอียงคอมองหานมู่เฉินที่จ้องมองสร้อยคออย่างไม่วางตา
“เอ่อ ขออภัยขอรับคุณหนู ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว” หานมู่เฉินรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าวเมื่อได้สติกลับคืนมา
“สร้อยคอเส้นนี้ข้าตั้งใจทำมันมากเลยล่ะเ้าค่ะ” จิ่งเหวินรุ่ยยื่นสร้อยคอให้ผู้ดูแลร้านได้ััมันอย่างไม่หวงแหน
“งามเหลือเกินขอรับ ข้าไม่เคยเห็นสร้อยคอที่บรรจงสร้างเช่นนี้มาก่อนเลย” หานมู่เฉินที่รับสร้อยคอมาถือไว้ถึงกับมือสั่น (งานที่ประณีตเช่นนี้คุณหนูของเรายังทำออกมาได้ หรือว่านี่จะเป็พร์ที่คุณหนูเก็บงำมันมาหลายปี)
“ท่านผู้ดูแล ท่านคืนมันให้คุณหนูเถอะเ้าค่ะ คุณหนูจะได้วางขายเสียที” ฮุยหลานเห็นว่าผู้ดูแลไม่มีทีท่าว่าจะส่งสร้อยคอคืนเสียที ฮุยหลานจึงอะแฮ่มเสียงดังก่อนจะพูดออกไป
“นี่ขอรับคุณหนู ข้าทำให้ท่านเสียเวลาแล้ว” หานมู่เฉินยิ้มอายๆ ก่อนจะยื่นสร้อยคอส่งคืนให้จิ่งเหวินรุ่ย
“ข้าน้อยเห็นแล้วเสียดายเหลือเกินขอรับ เหตุใดคุณหนูถึงไม่เก็บมันเอาไว้ล่ะขอรับ”
“ท่านผู้ดูแลร้าน นี่มันก็เป็แค่สร้อยคอชิ้นหนึ่งเพียงเท่านั้น และในอนาคตข้าคิดว่าข้าจะทำมันได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน” จิ่งเหวินรุ่ยยิ้มบางแล้ววางสร้อยคอลงไปในตู้กระจกอย่างระมัดระวัง
“เชอะ! มาทำเป็ไม่สนใจข้า คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการกับเ้ายังไง”
หงเหมยหลิวเดินออกจากร้านผ้าไหมมาได้ไม่นาน นางก็บ่นพึมพำไปตามทางอย่างไม่สนใจว่าผู้อื่นจะมองนางอย่างไร
ณ ห้องโถงใหญ่ตระกูลหวัง
“เ้าบอกว่าเ้ากำลังตามง้อนางอยู่งั้นหรือ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจู่ๆ นางถึงได้เคืองโกรธเ้าขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้” หวังซ่านหลงพ่อของหวังต้าฟ่งเอ่ยถามบุตรชายอย่างงุนงง
(ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้บุตรสาวของจิ่งจงอี้ชอบพอกับต้าฟ่งมากไม่ใช่หรือ คงไม่ใช่ว่าเ้าเด็กนี่ไปทำเื่ให้นางโมโหเข้าหรอกนะ มิน่าเล่า วันนั้นที่เราจะไปสู่ขอนาง บ้านจิ่งถึงได้ปิดประตูใส่เราอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน)
“ไหนเ้าเล่าให้พ่อฟังอย่างละเอียดซิ ว่ามันเกิดอันใดขึ้นกันแน่” หวังซ่านหลงจ้องหน้าบุตรชายอย่างกับจะกินเืกินเนื้อ
(แน่นอนว่าเหวินรุ่ยผู้หญิงที่แสนจะเรียบร้อยเช่นนั้นไม่มีทางทำเื่เสื่อมเสีย ต้องเป็เ้าลูกเวรของข้านี่แหละ ที่ไปทำให้นางไม่พอใจเข้า จนกลายเป็เื่ใหญ่เช่นนี้ หากเ้าต้าฟ่งไม่ก่อเื่ป่านนี้บ้านจิ่งกับบ้านหวังคงได้ดองกันไปแล้วแน่แท้)
“เอ่อ… อันที่จริง ข้าก็ไม่รู้เช่นกันขอรับว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ หลายวันก่อนข้าไปหานาง จู่ๆ นางก็บอกข้าว่า นางไม่รักข้าแล้ว ข้าทั้งสับสนและไม่เข้าใจ ท่านพ่อข้าควรทำเช่นไรดีขอรับนางถึงจะกลับมารักข้าเช่นเดิม” หวังต้าฟ่งรีบขอคำแนะนำจากผู้เป็บิดา
“อยู่ๆ นางก็ตีตัวออกหากเ้าอย่างไม่มีสาเหตุ และบอกว่าหมดใจ มิใช่ว่านางปันใจให้กับชายอื่นหรอกนะ”
“ท่านพ่อเื่นั้นไม่มีทางเป็ไปได้อย่างแน่นอนขอรับ” หวังต้าฟ่งรีบบอกปัดผู้เป็พ่อไป เพราะเหวินรุ่ยไม่ใช่คนเช่นนั้นอย่างแน่นอน
“นั่นก็ไม่ใช่นี่ก็ไม่ถูก หากนางไม่ได้ทำอันใดผิด เช่นนั้นก็มีแต่เ้าแล้วล่ะที่นอกใจนาง” หวังซ่านหลงมองบุตรชายของตนเองอย่างจ้องจับผิด
“ขะ ข้าหรือ? เป็ไปไม่ได้หรอกขอรับ ทั้งใจข้ามอบให้นางแต่เพียงผู้เดียว มีหรือข้าจะกล้าปันใจไปให้หญิงอื่นอีก” เมื่อต้าฟ่งเห็นท่านพ่อสงสัยในตัวเขา เขาก็รีบตอบไปอย่างมั่นใจถึงคำพูด่แรกจะเสียงแ่ลงไปบ้าง แต่เขาก็เน้นย้ำว่าเขาไม่มีทางทำเื่ผิดประเพณีอย่างแน่นอน
“หากเ้าไม่ผิดอันใด งั้นข้าจะไปพบกับจิ่งจงอี้อีกครั้ง และถามเขาว่ามันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ถึงได้กล้าตอกหน้าบ้านหวังอย่างจังเช่นนี้” หวังซ่านหลงขมวดคิ้วเข้าหากันและหายใจแรงๆ อย่างโมโห
ร้านผ้าไหมสกุลจิ่ง
“เอาล่ะลูกพ่อ นี่ก็มืดค่ำมากแล้วเรากลับบ้านกันเถอะ” จิ่งจงอี้เดินมาหาบุตรสาวที่กำลังเก็บเครื่องประดับเข้าตู้กระจก
“เ้าค่ะท่านพ่อ” จิ่งเหวินรุ่ยส่งยิ้มหวานให้ผู้เป็บิดาพร้อมกับขานรับ
ระหว่างทางกลับสองพ่อลูกก็เดินคุยกันไปตามทาง
“วันนี้พ่อได้ยินว่าเ้ากับหงเหมยหลิวมีเื่ขัดใจกันงั้นหรือ” จู่ๆ จิ่งจงอี้ก็เปลี่ยนเื่คุยกะทันหันและถามบุตรสาวอย่างอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพวกนางที่รักกันดั่งพี่น้อง
“เรียนนายท่าน คุณหนูบอกข้าว่า แม่นางหงผู้นั้นเป็คนรักของคุณชายหวังเ้าค่ะ สองคนนั้นแอบพลอดรักกันจนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ดังนั้นคุณหนูผู้ใจดีของเราเลยเลือกที่จะถอนตัวออกมาเองเ้าค่ะ แต่ข้าคาดว่าแม่นางหงผู้นั้นคงยังไม่รู้ว่าคุณหนูของเรารู้เื่นี้แล้วเ้าค่ะ” ฮุยหลานสาวรับใช้ที่รู้เื่ราวจากการบอกเล่าของเหวินรุ่ยแล้ว รีบบอกนายท่านไปเพราะนางรู้ดีว่าคุณหนูของนางคงไม่อยากพูดถึงเื่นี้ให้มันกระดากปากนัก นางจึงอาสาที่จะเล่าเื่คาวๆ นี้ให้นายท่านได้รับรู้แทนคุณหนูของนาง
“ต่ำช้ายิ่งนัก มีคนรักแล้วแท้ๆ ยังกล้าจะมาหวังกินเนื้อหงส์ฟ้าอีก ส่วนแม่นางหงผู้นั้นก็ยิ่งไม่เข้าท่า นางถึงกลับกล้าหักหลังเพื่อนรักอย่างเ้า แล้วแอบไปกินตัวเงินตัวทองอย่างเ้าหมอนั่นอีก” จิ่งจงอี้ที่รู้แล้วว่าบุตรสาวตนทำเช่นนั้นไปเพราะอะไรก็ถึงกับโกรธจนควันออกหู
“ท่านพ่อเ้าคะ มดกับปลวกย่อมคู่กัน ปล่อยให้พวกเขามีความสุขกันไปเถอะเ้าค่ะ”
“ลูกพ่อเ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว บุปผางามอย่างเ้าไม่ควรลดตัวลงไปเล่นกับโคลนตม เอาล่ะในเมื่อตัดขาดพวกเขาไปแล้ว แถมในยามนี้เครื่องประดับของลูกก็ขายดีจนออกนอกหน้า อีกไม่นานการเงินของบ้านเราก็จะกลับมาคล่องตัว หากเ้าหมายปองผู้ใด พ่อจะช่วยเ้าคัดคนที่เหมาะสมให้ในภายหลัง” จิ่งจงอี้สงสารบุตรสาวจับใจที่ต้องมาทนทุกข์กับเพื่อนและคนรักเสเพลอย่างหวังต้าฟ่ง เขาจึงได้บอกไปว่าผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป สักวันนางจะต้องเจอชายที่ดีและเหมาะสมกว่านี้อย่างแน่นอน
“เ้าค่ะท่านพ่อ ลูกรู้อยู่แล้วว่าท่านพ่อจะต้องเข้าใจลูก และหาสามีดีๆ ให้ลูกได้อย่างแน่นอน แต่ถึงลูกจะไม่แต่งงานลูกก็เชื่อว่าท่านพ่อจะเลี้ยงดูลูกได้ ใช่หรือไม่เ้าคะ” เหวินรุ่ยยิ้มอ่อนมองผู้เป็พ่อสลับกับพี่ฮุยหลานด้วยสายตาอบอุ่น
“เด็กดีเ้าเป็ทุกสิ่งอย่างของพ่อ ต่อให้เ้าขายไม่ออกจริงๆ พ่อก็จะไม่ทอดทิ้งเ้า แต่ด้วยหน้าตาของเ้าแล้วอย่างไรเสียก็ย่อมต้องสมหวัง” จิ่งจงอี้หัวเราะออกมาอย่างพอใจ
ตกดึก…
“คุณหนูนี่ก็ดึกมากแล้วนะเ้าคะ ด้านนอกก็มืดสนิทหมดแล้ว ข้าว่าเราเข้านอนกันเถอะนะเ้าคะ” ฮุยหลานที่ย้ายมานอนกับจิ่งเหวินรุ่ยเห็นคุณหนูไม่ยอมเข้านอนเสียทีนางจึงชักชวนให้คุณหนูของนางเข้านอนเสียเอง
“อีกครู่หนึ่งนะพี่ฮุยหลาน ดูสิข้าทำสร้อยคอลายใหม่แถมงามกว่าเส้นก่อนเสียอีก หากพี่ฮุยหลานง่วง
ก็นอนก่อนข้าได้เลยนะ” จิ่งเหวินรุ่ยหันไปส่งยิ้มให้พี่ฮุยหลานที่เป็สาวใช้เพียงคนเดียวของนางก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับของที่อยู่ในมือ
“คุณหนูเ้าคะ เอาไว้ค่อยทำต่อตอนเช้าจะไม่ดีกว่าหรือเ้าคะ หากท่านนอนไม่เพียงพอตาของท่านจะกลายเป็หมีแพนด้านะเ้าคะ”
“พี่ฮุยหลาน ถึงท่านจะบอกว่าหากข้านอนไม่เพียงพอข้าจะไม่สวย แต่สิ่งที่ข้าทำอยู่นี้มันทำให้ข้าภูมิใจในตนเองนะ อีกอย่างข้าหาได้สนใจหน้าตาของข้าไม่ ทว่าสิ่งนี้มันเป็ความมั่นคงทางการเงินของบ้านข้าต่างหาก” จิ่งเหวินรุ่ยส่งรอยยิ้มอันอ่อนโยนให้กับพี่ฮุยหลาน
ภายใต้แสงของเชิงเทียนที่ส่องสว่าง เหวินรุ่ยยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป วันนี้อากาศก็ช่างเป็ใจยิ่งนัก เพราะมีสายลมที่เย็นสบายพัดลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ปิดอยู่ มันทำให้เหวินรุ่ยรู้สึกสดชื่นและสร้างผลงานที่ดีเยี่ยมออกมาได้
“คุณหนูเ้าคะ ข้าไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ”
“หากพี่ฮุยหลานง่วงก็นอนก่อนเถอะ ข้าไม่ได้ไปไหนหรอกท่านสบายใจได้ ข้าทำงานต่ออีกหน่อยข้าก็จะเข้านอนแล้วเช่นกัน”
“เช่นนั้นสาวใช้ผู้นี้ขอล่วงเกินท่านแล้วนะเ้าคะ” ฮุยหลานอ้าปากหาวและปูเสื่อลงนอน ไม่นานหลังจากที่นางปิดตาลงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอนั้นก็ทำให้เหวินรุ่ยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ชีวิตนี้ข้าช่วยท่านไว้ได้แล้ว ต่อไปท่านก็อยู่กับข้าเถอะนะ” จิ่งเหวินรุ่ยอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะวางทุกอย่างในมือลง แล้วเดินไปเป่าเชิงเทียนเพื่อที่จะเข้านอนเช่นกัน