หญิงสาวรูปงามนามเพราะ มาจากตระกูลมีอันจะกิน หรือที่เรียกกันว่าเศรษฐีนั่นแหละ เธอชื่อ ญาตาวี พงษ์กมลวิจิตร เป็น้องสาวสุดที่รักของ กฤษกร พงษ์กมลวิจิตร ที่ซึ่งตอนนี้ได้ขึ้นแท่นเป็เศรษฐีระดับต้นๆ ของประเทศ
ญาตาวีเป็ผู้หญิงรูปร่างบอบบาง สูงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเิเ ผิวขาวอมชมพูนวลเนียนละเอียดลออ ผมดำสลวย หยักศกเป็ลอนเป็ธรรมชาติ ยาวไปจนถึงกลางหลัง เธอมีใบหน้ารูปไข่ คิ้วโค้งเรียวสวย ดวงตากลมโตราวกับตากว้าง ขนตาก็ยาวหนาเรียงตัวงอนงาม ที่ใครๆ เห็นก็ต้องแอบอิจฉาไปตามๆ กัน จมูกโด่งรั้น ซึ่งบ่งบอกว่าเธอผู้นี้ยอมใครเสียที่ไหน ปากก็บางจิ้มลิ้มน่าจูบน่าใคร่
ญาตาวีเดินย่างก้าว อย่างผู้ที่มีความมั่นใจในตัวเอง ออกมาจากห้องผู้โดยสารขาออก สายตาสอดส่ายมองหาบุคคลที่มารอรับเธอไปด้วย และก็ไปสะดุดหยุดสายตาอยู่ที่บุรุษผู้หนึ่ง หน้าตาหล่อคมเข้ม แต่ติดเ็า ที่ไม่บอกก็รู้ได้โดยปริยายว่า ตัวเขานั้นเป็คนประเทศนี้
ซึ่งญาตาวีสังเกตเห็นว่าข้างๆ กายของเขานั้น มีบอดี้การ์ดมาด้วยสองคน ซึ่งนั้นก็เป็ปกติของมาเฟียอย่างเขาอยู่แล้ว ที่จะต้องมีบอดี้การ์ดมาคุ้มกัน ดูแลความปลอดภัยให้อยู่ตลอดเวลา
“สวัสดีค่ะลูส สบายดีไหมคะ”
ญาตาวีเดินเข้ามาหยุดลงตรงหน้า บาร์ทาซาร์ ลูส ลูเซียส คลี่ยิ้มบางๆ ส่งให้เขา ให้ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็เพื่อนของพี่ชายของเธอ ซึ่งจริงๆ แล้วเธอไม่ใคร่อยากจะมาเจอหน้าผู้ชายคนนี้สักเท่าไรนักหรอก ก็เขาชอบทำหน้านิ่งเ็าใส่เธอทุกครั้งที่เจอกัน ซึ่งครั้งนี้ก็ด้วย
แต่นั้นก็ไม่ทำให้ภายในของเธอหดหายจากอาการรู้สึกประหม่า วาบหวามลงไปเลย ในเวลาที่เขามองสบตากันกับเธอ ซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมถึงต้องเกิดอาการนี้ขึ้นกับผู้ชายคนนี้ด้วย ทั้งๆ ที่กับผู้ชายคนอื่นๆ เธอไม่เป็อย่างนี้เลยสักคนเดียว
“สวัสดีกุ้ง สบายดี คุณล่ะสบายดีไหม?”
ลูสพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งราบเรียบตามแบบฉบับของเขา ก่อนเขาจะหันไปพยักหน้าให้บอดี้การ์ดนายหนึ่ง และบอดี้การ์ดนายนั้นก็เดินเข้ามาใกล้ญาตาวี
“ให้ผมเข็นเถอะครับ” พร้อมกับกล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพนอบน้อม ก่อนจะยื่นมือมาจับรถเข็น ที่ญาตาวีเข็นอยู่ไปเข็นซะเอง
“สบายดีค่ะ ขอบคุณค่ะ”
ญาตาวีบอกกล่าวแก่คนถามอย่างขอไปที
“ขอบคุณค่ะ”
ก่อนจะหันมากล่าวขอบคุณบอดี้การ์ดผู้มาเข็นรถเข็นให้นั้น พร้อมกับยิ้มหวานส่งให้ด้วย
‘อีตานี่มีหน้าเดียวอย่างนี้ตลอดเลยหรือไงนี้’
โดยที่ภายในใจก็บริภาษต่อว่าลูสไปด้วย อย่างไม่ค่อยสบอารมณ์กับสีหน้าของเขาสักเท่าไร
“เอาล่ะ!! เราไปที่รถกันเลยดีกว่า”
ลูสกล่าวจบก็เดินอาดๆ นำหน้าญาตาวีไป หญิงสาวจึงเดินเร็วตามหลังเขาไป
“เดินเร็วอะไรอย่างนี้ จะไปตามหาควายที่ไหนกันเนี้ย!!”
ญาตาวีบ่นพึมพำออกมาเบาๆ เป็ภาษาไทย ที่คนตัวโตเล่นก้าวเดินจ้ำเอาจ้ำเอา โดยไม่คิดจะหันมามองดูเธอเลย ว่าเธอจะเดินตามทันหรือไม่ทัน
และอยู่ๆ ลูสก็หยุดเดินกะทันหัน และหันกลับมามองญาตาวีเอาซะดื้อๆ จึงทำให้ญาตาวีที่เดินตามหลังมาติดๆ เบรกไม่ทัน หน้าสวยหวานจึงเข้าไปปะทะอกแกร่งนั้นเต็มๆ
“อุ๊ย!!.... หยุดทำไมคะ?”
ญาตาวีส่งเสียงร้องอุทานออกมา ทำท่าจะล้มแหล่มิล้มแหล่ ดีว่าลูสยื่นแขนแกร่งโอบกอดร่างบางเอาไว้ซะก่อน
“คุณว่าอะไรนะ!!??”
ลูสมองจ้องใบหน้าสวยหวาน พร้อมกับขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย เพราะเขาได้ยินเสียงของคนตัวเล็กเบาๆ แต่ฟังไม่เข้าใจ จึงไม่รู้ว่าเธอจะพูดอะไร เขาจึงหยุดเดินและหันกลับมาถามนี้แหละ
“กุ้งแค่พูดกับตัวเองค่ะ ก็ลูสเล่นเดินเร็วอย่างนี้ กุ้งตามไม่ทัน ก็เลยคิดว่าคงจะไปตามหาควายหรือไงคะ!!”
ญาตาวีใช้มือเรียวเล็กยันหน้าอกแกร่งของเขาเอาไว้ไม่ให้ร่างสองร่างแนบชิดกันจนเกินไป เพราะยิ่งแนบชิดกันมาเท่าไร เธอก็ประหม่ามากขึ้นเท่านั้น
“แล้วทำไมไม่บอกล่ะ!!”
ลูสพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่ยอมคลายอ้อมแขนแกร่งออกจากร่างบาง
“ก็บอกอยู่นี้ไงละคะ ปล่อยได้แล้วค่ะ”
ญาตาวีต่อปากต่อคำเขาอย่างไม่ลดล่ะ และไม่คิดจะกลัวเลยสักนิด ลูสมองใบหน้าสวยหวานนั้นนิ่งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง จึงยอมปล่อยร่างบางแต่โดยดี และหันหลังกลับไปเดินต่อไป แต่คราวนี้ลดความเร็วลงกว่าเดิม เพื่อให้คนตัวเล็กเดินตามได้ทัน
๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙