ระดับปราณปฐีขั้นต้น
มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า เวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ บางครั้งเวลาก็ราวกับสายลมพัดผ่าน พอรู้ตัวเองที เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วแล้ว
และดูเหมือนว่ามันจะเป็เช่นนั้นจริงๆ นับจากวันที่กู้เฉินปิดด่านฝึกตนก็ผ่านมาแปดเดือนแล้ว เท่ากับว่าเขาได้มาอยู่ในโลกะแห่งนี้ เป็เวลาหนึ่งปีกว่าแล้ว
ตลอดหนึ่งปีมานี้ เขาใช้เวลาส่วนมากไปกับการฝึกตนอย่างเห็นได้ชัด
และวันนี้เป็วันที่เขาจะหยุดการปิดด่านฝึกตนลง เนื่องจากพื้นฐานฝึกตนของเขา ถึงระดับที่เขา้าแล้ว ซึ่งก็คือระดับปราณปฐีขั้นต้น!
ถูกต้อง ในเวลานี้ กู้เฉินได้มาถึงระดับปราณปฐีขั้นต้นแล้วอย่างแท้จริง!
ใช้เวลาปิดด่านฝึกตนแปดเดือนจากระดับก่อตั้งปราณขั้นต้นมาถึงระดับปราณปฐีขั้นต้น นับว่าทะลวงผ่านหนึ่งระดับเต็มๆ
ความเร็วการฝึกตนเช่นนี้ เพียงพอที่จะบอกได้ว่ากู้เฉินนั้นเป็อัจฉริยะอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็อัจฉริยะเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ย่อมเป็เช่นนี้ เขาที่เคยได้เห็นข้อมูลของเฟิ่งเสวี่ยอี๋มา ไม่กล้ามีความคิดที่จะมองตัวเองว่าเป็อัจฉริยะ ในสายตาของเขา เฟิ่งเสวี่ยอี๋เท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่า ‘อัจฉริยะ’
ทอดสายตามองไปทั่วทั้งโลกะ จักรพรรดิขั้นปลายอายุยี่สิบห้าปี นอกจากเธอแล้ว เกรงว่าจะไม่มีคนที่สองอยู่อีก เพราะคนแบบนี้ คาดว่าสักหลายล้านปี ถึงจะปรากฏออกมาสักคนหนึ่ง
ในความเป็จริง ไม่ใช่เพียงระดับพื้นฐานฝึกตนของกู้เฉินเท่านั้นที่มีความก้าวหน้า วิชากาลเวลาและทักษะเก้าดาราของเขาก็มีความก้าวหน้าด้วย
วิชากาลเวลา รูปแบบที่หนึ่ง หยุดเวลา เขาสามารถหยุดเวลาได้ถึงสามนาทีแล้ว!
สิ่งนี้ถือเป็หนึ่งในไพ่ตายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาเลยทีเดียว เขาสามารถหยุดเวลา เพื่อจัดการกับศัตรูได้
ขณะเดียวกัน เขาก็สามารถหยุดเวลา เพื่อที่จะหนีได้ หากว่าไปเจอเข้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองหลายเท่า และไม่มีทางเอาชนะได้
นอกจากนี้ เขายังฝึกรูปแบบที่สองของวิชากาลเวลาสำเร็จแล้ว วิชากาลเวลา รูปแบบที่สอง ดูดกลืนเวลา
รูปแบบนี้ก็ตรงตามชื่อของมัน เขาสามารถดูดกลืนเวลาจากผู้คนได้ ขอเพียงแค่เขาััตัวคนที่เขาอยากจะดูดกลืนเวลาได้
เวลาของชีวิตของอีกฝ่ายก็จะถูกเขาดูดกลืนจนหมดสิ้น เมื่อเวลาชีวิตหมดลง ย่อมหมายถึงความตาย!
รูปแบบนี้จัดว่าน่าหวาดกลัวมาก แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือเวลาที่เขาดูดกลืนได้ ไม่ได้เข้าสู่ร่างกายของเขา เพื่อเพิ่มเวลาชีวิตให้กับเขาแต่อย่างใด
มันเพียงเป็การดูดกลืนเวลาชีวิตของคนอื่นให้หายไปเท่านั้น แต่กู้เฉินก็ไม่ได้สนใจเื่นี้ เพราะเขาไม่สนใจที่จะดูดกลืนเวลาชีวิตของคนอื่น มาเพิ่มเวลาชีวิตให้กับตัวเองอยู่แล้ว
ในส่วนของทักษะเก้าดารา กระบวนท่าที่หนึ่ง เขาสามารถหยิบยืมพลังจากดวงดารามาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า และสามารถคงอยู่ได้เป็เวลานาน จนกว่าที่พลังปราณของเขาจะหมด
เช่นเดียวกันกับที่เขาฝึกรูปแบบที่สองของวิชากาลเวลาสำเร็จ ทักษะเก้าดารา กระบวนท่าที่สองคลื่นดารา เขาก็ฝึกสำเร็จแล้วเช่นกัน
คลื่นดาราก็ตรงตามชื่อเรียกของมัน เขาสามารถใช้พลังปราณสร้างเป็คลื่นดาราขนาดใหญ่ เพื่อโจมตีศัตรูได้ หากใช้คู่กับดาราจุติ มันจะรุนแรงขึ้นอีกเท่าตัวเลยทีเดียว
นี่นับว่าเป็ความก้าวหน้าที่ดีมากสำหรับเขา เนื่องจากมันทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นมาก คาดว่าในระดับปราณปฐีตอนนี้ เขาจะอยู่ยงคงกระพัน!
ไม่แน่ว่ากระทั่งระดับปราณนภาขั้นต้น ถ้าหากเขาใช้วิชากาลเวลาออกมา บวกกับทักษะเก้าดารา เขาก็สามารถฆ่าได้!
แต่คงจะจำกัดอยู่เพียงระดับนี้เท่านั้น เพราะถ้าเป็ระดับปราณนภาขั้นกลางขึ้นไป เขาคงไม่อาจที่จะทำอะไรอีกฝ่ายได้
เนื่องจากความต่างของระดับพื้นฐานฝึกตนมันมากเกินไป และถึงต่อให้ใช้รูปแบบที่สองดูดกลืนเวลาออกมา ก็คงจะดูดกลืนเวลาชีวิตของอีกฝ่ายได้ไม่หมด
ดังนั้น ถ้าเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนระดับปราณนภาขั้นกลางขึ้นไป เขาจะเผ่นในทันที
“ได้เวลาไปรับหินลมปราณที่เราไม่ได้ไปรับตลอดแปดเดือนที่ผ่านมานี้แล้ว รวมไปถึงทำเื่เป็ศิษย์หลัก นอกจากนี้ยังมีหอคัมภีร์ของศิษย์ในที่เรายังไม่ได้ไปดู”
กู้เฉินซึ่งเดิมทีนั่งอยู่ที่เตียงหิน พลันลุกขึ้น ชัดเจนว่าเขาเตรียมที่จะออกไปแล้ว หินลมปราณที่เขามีถูกเขาใช้หมดเกลี้ยงไปแล้ว ย่อมที่จะต้องไปรับเพิ่ม
เขาไม่ได้ไปรับมาแปดเดือน จำนวนที่เขาได้รับแต่ละเดือนคือห้าร้อยก้อน ห้าร้อยคูณแปดก็คือสี่พันก้อน ซึ่งมันน่าจะพอให้เขาไปถึงขั้นกลางของระดับปราณปฐีได้
จะเห็นได้ชัดเลยว่ายิ่งพื้นฐานฝึกตนสูงขึ้น ความจุของหินลมปราณในการฝึกตนแต่ละขั้นแต่ละระดับก็จะมากขึ้นไปด้วย
ในส่วนของหอคัมภีร์ศิษย์ใน ไม่ใช่ว่ากู้เฉินไม่อยากที่จะไปดู แต่เขาปลีกตัวไปดูไม่ได้เท่านั้นเอง
แต่ตอนนี้มีเวลาแล้ว เขาต้องไปดูอยู่แล้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้รับวิชาหรือทักษะต่อสู้ที่ทรงพลังเพิ่มก็ได้ รวมไปถึงอาจจะได้รับทักษะเก้าดาราเล่มอื่น เพื่อทำให้มันสมบูรณ์ก็เป็ได้
กู้เฉินออกจากถ้ำฝึกตน ในเวลานี้เป็ตอนกลางคืน ข้างนอกไม่มีคนเดินเลยสักคนเดียว
กู้เฉินไม่ได้สนใจว่าจะมีคนหรือไม่มีคน เขาตรงไปที่หอคัมภีร์ของศิษย์ในทันที ใช้เวลาไปไม่นาน เขาก็มาถึง
หอคัมภีร์ศิษย์ในใหญ่กว่าของศิษย์นอกมาก และยังดูหรูหรามีระดับกว่าอย่างเห็นได้ชัด
กู้เฉินไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไป ภายในหอคัมภีร์สว่างไสวด้วยผลึกแสง ผู้าุโที่รับผิดชอบมีชื่อว่าเก้อถู เป็ชายชราผมขาว อยู่ในชุดผู้าุโสำนักกระบี่ดารา
เดิมทีนั่งหลับตาอยู่ที่เก้าอี้ไม้หลังเคาน์เตอร์ไม้ พอััได้ว่ามีคนเดินเข้ามา เขาก็ลืมตาขึ้น มองไปทางกู้เฉิน แต่มองอยู่ครู่เดียว ดวงตาก็เบิกกว้าง
“เ้า...” ปฏิกิริยาของเก้อถูชัดเจนว่าใ จะไม่ให้เขาใได้ยังไง ในเมื่อกู้เฉินสวมใส่ชุดศิษย์ใน แต่กลับมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับปราณปฐีขั้นต้นแล้ว!
ระดับนี้อ่อนแอกว่าเขาแค่สองขั้นเท่านั้น แต่ที่ทำให้เขาใไปมากกว่านั้น ก็คือกู้เฉินยังมีอายุน้อยมาก ในสายตาของเขา น่าจะมีอายุสิบแปดถึงสิบเก้าปีเท่านั้น!
เวลานี้เอง คำๆ หนึ่งได้ปรากฏขึ้นมาภายในใจของเก้อถู ‘อัจฉริยะ!’
ถูกต้อง ในสายตาของเก้อถู กู้เฉินเป็อัจฉริยะอย่างแน่นอน ไม่ว่าใครก็ตามที่สามารถมาถึงระดับปราณปฐีได้ก่อนอายุยี่สิบปี ล้วนคู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะ!
จบบทที่ 26