บทที่5
เริ่มเรียนภาษา
พอลืมตาขึ้นมาก็นึกไม่ออกว่าที่นี่คือที่ไหนฉันกะพริบตาไล่ความง่วง เื่ราวเมื่อวานนี้ย้อนกลับเข้ามาในหัวช้าๆ
เมื่อคืนนี้ฉันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วอะไรอีกนะ... อา จริงสิหนิงหลงมาบอกว่าเขาจะเริ่มสอนฉันในตอนเช้าหลังทานอาหาร...ถิงถิงเข้ามาเล่นตุ๊กตากับฉันจนซูเหลียงพาเธอไปนอน... หลังจากนั้น...
ฉันลุกขึ้นจากเตียงและพบว่าตัวเองยังอยู่ในชุดนอนหลวมๆในบ้านของหนิงหลง ในโลกต่างมิติที่ฉันไม่มีเสียงพูดและผู้คนมีเวทมนตร์ไม่เว้นแม้กระทั่งฉัน
ตอนนี้เช้าแล้วและฉันได้ยินเสียงเคาะประตูดังๆ
“เปิดหน่อยขอรับ”
ฉันรีบสางผมให้พอดูได้และลุกไปเปิดประตูให้ซูเหลียงเข้ามา
“เมื่อวานนี้นายท่านสอนวิธีสื่อสารใหม่ให้ข้าน้อยฉะนั้นข้าน้อยจะลองใช้กับท่าน” ซูเหลียงยืนเท้าเอวยังคงนิ่วหน้าเหมือนโกรธใครมาเช่นเดิม “ท่านจะทานอาหารที่ห้องหรือทานในห้องอาหาร?ทานที่ห้องพยักหน้าหนึ่งที ทานในห้องอาหารพยักหน้าสองที”
เขาถามมาโดยไม่ทันตั้งตัวฉันงงอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยพยักหน้าสองที
“ดี ท่านล้างหน้าเสร็จแล้วค่อยไป ข้าน้อยจะเตรียมไว้ให้”
พูดจบ ซูเหลียงหมุนตัวเดินจากไป
ฉันล้างหน้าบ้วนปากด้วยน้ำสมุนไพรที่ได้รับมาเมื่อวานมันรสชาติเหมือนน้ำยาบ้วนปากที่ฉันคุ้นเคย มีััเหมือนกำลังอมโซดาเมื่อคืนนี้ถิงถิงบอกว่าต้องอมไว้ในปากราวสองสามนาทีเพื่อให้ฟันสะอาด ฉันนั่งนับหนึ่งถึงร้อยแปดสิบในใจแล้วค่อยบ้วนทิ้งยังดีที่มันไม่แสบปากไม่อย่างนั้นฉันคงฝืนอมไว้นานขนาดนั้นไม่ไหว
หลังหวีผมและเปลี่ยนชุดแบบทุลักทุเลฉันเดินไปยังห้องอาหาร สงสัยว่าตอนเช้าคนที่นี่จะทานอะไรกัน ข้าว? ซาลาเปา? โจ๊ก?
ฉันนั่งที่โต๊ะเรียบร้อยซูเหลียงก็ยกอาหารเช้าออกมา
“...เมื่อคืนข้าน้อยไม่ได้เตรียมอะไรพิเศษไว้ท่านกินของพื้นเพไปก่อน”
“...?” ฉันเอียงคอเมื่อเขายกชามออกมาใบหนึ่ง
...นี่มันอะไรกัน(วะ)เนี่ย?
“ข้าน้อยไม่ได้แกล้งท่าน เมื่อเช้านายท่านก็ทานของแบบเดียวกันและถ้าถิงถิงตื่นเมื่อไหร่ก็จะทานเ้านี่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่ใส่น้ำมันพริก”
นั่นไม่ใช่ปัญหา... คำถามของฉันคือ เ้านี่มันคืออะไร?
มันเหมือนกับแป้งหรือวุ้นสีคล้ายขนมกล้วยที่ถูกบิออกเป็ชิ้นๆเวลาคีบขึ้นมาชิ้นหนึ่งจะเห็นว่าแต่ละชิ้นมีเนื้อบางมากจนเกือบใส มันถูกราดมาด้วยน้ำมันพริกและอะไรที่ฉันได้แต่เดาว่าคงเป็ซอสงา
ฉันคีบใส่ปากชิ้นหนึ่ง
อาหารชนิดนี้เป็แป้ง ไม่ใช่วุ้นมันนุ่มหนึบ เคี้ยวง่าย กลืนคล่องกว่าที่คาด เนื้อของมันดูดซึมรสชาติของซอสเปรี้ยวซอสงา และน้ำมันพริกที่ถูกราดไว้ เป็อาหารแปลกที่ฉันไม่เคยลองที่ไหนมาก่อน
ซูเหลียงบอกว่านี่เป็อาหารพื้นเพแต่รสชาติของมันอร่อยมาก
“ทานได้ก็ดี นายท่านอยู่ที่ห้องทำงานหวังว่าท่านจะไปถูก”ซูเหลียงผลุบออกไปข้างนอกและกลับเข้ามาพร้ะกร้าสานใบใหญ่สะพายหลัง “ข้าน้อยจะไปจ่ายตลาดหากท่านหิวระหว่างวันก็หยิบอะไรในครัวทาน เสร็จแล้ววางจานไว้ในครัว หล่อน้ำไว้ เดี๋ยวข้าน้อยกลับมาล้างท่านไม่ต้องเกรงใจ เพราะถ้าท่านทำจานแตกหรือเก็บของผิดที่ ข้าน้อยจะปวดหัว”
พูดจบ เด็กหนุ่มเดินดุ่มๆออกจากห้องครัว ปล่อยฉันนั่งทานอาหารเช้าต่อไป ฉันทานจนหมดและวางถ้วยไว้ในครัวหล่อน้ำไว้ และเดินไปหาหนิงหลงที่ห้องทำงาน
หลังเคาะประตูสองครั้งหนิงหลงส่งเสียงบอกให้ฉันเข้าไป
พอเปิดประตูสิ่งแรกที่เห็นคือชายหนุ่มที่นั่งอยู่กลางห้อง หน้าต่างห้องเปิดไว้มองเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติภายนอกผนังมีชั้นหนังสือทรงตะวันตกที่อัดแน่นด้วยหนังสือและม้วนกระดาษบนโต๊ะเตี้ยของเขามีทั้งแท่นหมึก พู่กัน และปากกาขนนกมุมหนึ่งมีถาดซึ่งวางจดหมายไว้เกือบสิบฉบับ อีกมุมมีชามที่เคยใส่อาหารเช้าพอเห็นฉันเข้ามา เขายกชามนั้นไปไว้ตรงอื่น
“เชิญนั่ง... เ้านั่งพื้นได้ใช่ไหม?”เขาถามหลังผายมือให้ฉันนั่งบนเบาะฝั่งตรงข้ามเขาที่โต๊ะทำงาน ฉันพยักหน้าและนั่งลง
เขาลุกขึ้นหยิบหนังสือเล่มหนึ่งและกระดาษอีกปึกจากชั้นวางข้างๆและวางไว้ตรงหน้าฉัน หนังสือนั้นเป็แบบฝึกหัดเย็บเล่มลักษณะการพิมพ์เหมือนกับนิยายอายุสี่ห้าสิบปีที่คุณยายฉันมีเก็บไว้ในบ้านส่วนกระดาษนั้นตีช่องสี่เหลี่ยมเหมือนแบบฝึกหัดคัดจีน
เอาแล้วไงล่ะ... ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่การสื่อสารด้วยการเขียนท่าทางจะไม่ง่ายเสียแล้ว
หนิงหลงเริ่มสอนทันทีโดยไม่ชวนคุยเื่อื่นสักนิดฉันนึกว่าเขาจะถามไถ่ว่าอาหารเช้าเป็ยังไง
“ซิงกวนใช้ระบบการเขียนสองระบบภาษาทางการของซิงกวนใช้อักษรที่เรียกกันทั่วไปว่าอักษรดั้งเดิม”มือใหญ่เปิดหนังสือตรงหน้า บนนั้นมีตัวอักษรเรียงกันมากมาย ดูแล้วคล้ายตัวอักษรจีนแต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว“ตัวอักษรเหล่านี้มีการพัฒนามาจากภาพ อย่างเช่นอักษรคนตัวนี้สองเส้นนี้คือลำตัวในขณะที่อีกสองเส้นนี้คือขา”
ฉันพยักหน้า จำได้ว่าในภาษาจีนตัวอักษรของคำว่าคนใช้เพียงสองขีด แต่ของที่นี่ใช้สี่ขีด
“อักษรชุดนี้ใช้ในการเขียนเอกสารทางราชการเช่นสูติบัตรมรณบัตร สัญญาทางกฎหมาย และวารสารวิชาการ รวมทั้งใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เช่นงานวิวาห์หรืองานศพแต่มันเป็อักษรที่มีความยุ่งยากในการเรียน ยากแก่การสอนให้คนทั่วไป ฉะนั้นเมื่อราวสี่ร้อยปีก่อนทั้งซิงกวน โทโคโยะ และแคว้นอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้ปรับมาใช้อักษรอีกแบบหนึ่งเรียกว่าอักษรสากล...”
เขาพลิกไปอีกหน้าตัวอักษรในหน้านี้ดูเรียบง่ายกว่ามาก
“ระบบนี้ใช้สัญลักษณ์แทนเสียงแต่ละตัวอักษรที่เห็นตรงนี้สามารถอ่านออกมาได้หนึ่งพยางค์แต่ละตัวอักษรจะประกอบไปด้วยพยัญชนะ สระ และอักขระพิเศษ”
“...?”
หนิงหลงเห็นความสับสนของฉันจึงดึงกระดาษเปล่าออกมาแผ่นหนึ่ง
“เช่นตัวอักษรหนึ่งตัวนี้”เขาเขียนออกมา “ประกอบไปด้วยอักขระสามตัวนี้ นี่เป็พยัญชนะ นี่เป็สระ ส่วนนี่เป็วรรณยุกต์หรือที่เราเรียกกันว่าอักขระพิเศษเมื่อนำสามสิ่งนี้มาประกอบรวมกันจะได้อักษรหนึ่งตัว ซึ่งออกเสียงได้หนึ่งพยางค์ตัวนี้คือคำว่าคน” เขากล่าว “มันอาจดูยุ่งยากกว่าอักษรสี่ขีดที่ใช้เขียนคำว่าคนในระบบเดิมแต่อักษรรูปแบบนี้ทำให้การเรียนรู้และการเขียนคำใหม่ๆ เป็ไปได้อย่างง่ายดายและเป็ระบบเพราะเราเขียนตามที่ออกเสียงแทนที่จะออกแบบอักษรใหม่ตามความหมายของคำ”
แสดงว่าระบบที่ใช้เขียนกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันจะคล้ายกับระบบการเขียนของภาษาเกาหลีแต่ยังมีการใช้รูปแบบอักษรดั้งเดิมในโอกาสสำคัญต่างๆจึงยังมีความจำเป็ที่จะต้องเรียนรู้ไว้
ฉันบอกไม่ถูกว่าระบบสากลของที่นี่ดูเหมือนภาษาอะไรในโลกของฉันมันดูเหมือนการเอารูปแบบของจีน เกาหลี และญี่ปุ่นมายำรวมกัน
“เพราะฉะนั้น หากเ้า้าเรียนภาษาเขียนถ้าเ้าสามารถจดจำอักขระทั้งหมดและเรียนรู้วิธีการนำมันมาประกอบเป็ตัวอักษรอย่างถูกต้องเ้าจะสามารถสะกดคำทุกคำได้ และสามารถอ่านทุกสิ่งได้”
ฉันปรบมือ ตอนแรกฉันนึกว่าต้องนั่งท่องตัวอักษรเป็พันตัวแต่ดูเหมือนเทพเ้าองค์ใดก็ตามที่ส่งฉันมาที่นี่ยังปรานีสมองน้อยๆ ของฉันอยู่
เวลาต่อมา หนิงหลงสอนอักขระต่างๆ รวมทั้งการออกเสียงให้ฉันเอาไปท่องจำเขาเอาแผ่นกระดาษที่เขียนอักขระแต่ละตัว จากนั้นเขาจะออกเสียงมาตัวหนึ่งให้ฉันชี้ว่าเขาเพิ่งออกเสียงอักขระตัวไหนไป
แค่ขั้นตอนนี้ก็ใช้เวลาไปนานโขฉันสับสนระหว่างอักขระที่หน้าตาคล้ายกัน รวมทั้งว่าอันไหนเป็พยัญชนะอันไหนเป็สระยิ่งไม่ต้องพูดถึงวรรณยุกต์ มีอักขระเยอะเพราะต้องรองรับภาษาพูดที่แตกต่างกันของสามแคว้นแต่หนิงหลงบอกว่าในแต่ละที่ พยัญชนะและสระบางตัวยังไงก็ออกเสียงไม่เหมือนกันอยู่ดี
ชายหนุ่มสอนแบบไม่พักฉันเมื่อยขบจนนั่งไม่ติด เมื่อนั้นเขาจึงรู้ตัวและบอกให้ฉันไปพักก่อนตัวเองเดินออกจากห้อง
พอลุกขึ้นมาแล้วขาก็เหน็บกินจนกระดิกไม่ได้...โอย...
ห้องทำงานของหนิงหลงมีอะไรน่าสนใจหลายอย่างระหว่างเขาไม่อยู่ ฉันมองกองงานที่เขาทำ จดหมายของเขาเขียนด้วยอักษรสากลบ้างอักษรดั้งเดิมบ้าง ทุกฉบับล้วนเขียนด้วยลายมือสวยงามราวกับพิมพ์ ฉบับที่ใช้อักษรสากลเขาจะเขียนด้วยปากกา ส่วนฉบับที่เป็อักษรดั้งเดิมจะถูกเขียนด้วยพู่กัน
จากนั้นฉันขยับไปยังชั้นหนังสือ แน่นอนว่าฉันอ่านไม่ออกแต่การได้มองหนังสือที่มีสันสวยงามเรียงรายบนชั้นก็มีเสน่ห์ในแบบของมันฉันนึกสงสัยว่าเหตุใดห้องทำงานตกแต่งแบบตะวันออกของหนิงหลงจึงมีชั้นหนังสือแบบตะวันตกกับตะวันออกปนกันหรือมันจะเกี่ยวข้องกับงานที่เขาทำ?
เท่าที่เดาจากการที่เขาใช้อักษรดั้งเดิมหนิงหลงน่าจะทำงานราชการหรือไม่ก็งานที่มีความจำเป็ต้องติดต่อกับราชการไม่อย่างนั้นก็เป็พวกนักวิชาการ
เมื่อวานฉันเห็นว่าบ้านหลังนี้โอบล้อมด้วยธรรมชาติแล้วใครกันที่เอาจดหมายมากมายเหล่านี้มา และใครที่เป็คนไปส่ง?ซูเหลียงอย่างนั้นหรือ?
ฉันน่าจะขอไปจ่ายตลาดกับซูเหลียงในวันหลังการได้เห็นตลาดเป็วิธีที่เร็วที่สุดในการเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศหนึ่งแต่วันนี้ฉันต้องเอาการเรียนภาษาให้รอดก่อน
หนิงหลงกลับมาพร้อมชาร้อนฉันจะช่วยเขาตั้งโต๊ะชายหนุ่มก็ปฏิเสธและบอกให้ฉันนั่งขณะตัวเองตรวจสอบอุณหภูมิน้ำร้อน จากนั้นจึงเทน้ำร้อนใส่กาที่มีใบชาอยู่ข้างในแล้วทว่าเขาเทน้ำนั้นทิ้งก่อนจะใส่น้ำร้อนใหม่ เมื่อรอจนเข้าที่ดีจึงรินใส่ถ้วยชาส่งให้ฉัน
ฉันก้มหัวขอบคุณเขา หนิงหลงส่ายหน้า
“ดื่มแล้วเ้าจะรู้สึกสดชื่นขึ้น”
ฉันเป็คนไม่ค่อยดื่มชาร้อนแต่ชาที่เขาชงมีรสขมกำลังดี ฝาดเล็กน้อยต่างจากเมื่อวาน มีกลิ่นของดอกไม้แห้งทำให้ชามีรสนุ่มและเบา
ความรู้สึกอบอุ่นจากหนิงหลงเข้ามาในร่างฉันพอเงยหน้าขึ้นจึงเห็นเขาที่กำลังอมยิ้ม แต่พอชายหนุ่มรู้ตัวว่าโดนมองเขารีบหันหน้าไปทางอื่น
“...ถ้าเ้าพักผ่อนพอแล้วได้เวลาเรียนต่อ...”
บางทีความอบอุ่นที่ฉันรู้สึกได้คงไม่ใช่เฉพาะความรู้สึกของเขาที่รับรู้ผ่านทางอะไรก็ตามที่ถูกเรียกว่าเวทมนตร์อาจเป็ความรู้สึกอบอุ่นที่ฉันรู้สึกจากการที่มีคนคอยใส่ใจ