เทพสงครามหวนจุติ

    วิกฤตหุบเขาจิ้งจอก (1)

    ตอนที่ 33


    วิกฤตหุบเขาจิ้งจอก (1)




    สาวน้อยปีศาจจิ้งจอก ที่เห็นหานเฟิงเดินจากไปก็รีบกล่าวคำขึ้นอย่างร้อนรน


    “ ท ท่าน ได้โปรด รอสักครู่”


    พลันให้หานเฟิงที่กำลังสืบเท้าเดินต้องหยุดชะงัก ก่อนจะเหลียวหน้ากลับไปมองใบหน้าอันมอมแมมของนาง


    “ มีอันใดอีก?”


    หากที่หานเฟิงเห็นกลับเป็นสีหน้าของสาวน้อยที่หม่นลง นัยน์ตาสีฟ้าสั่นสะท้าน  ริมฝีปากปิดเม้มสนิทแน่น นางคล้ายมีความลังเลที่ยากจะบอกกล่าว เป็นอยู่เช่นนั้น เนิ่นนานยังมิยอมกล่าวคำ หานเฟิงชมดูจนเบื่อหน่าย จึงได้เดินจากไปอีกครา


    “ ท ท่าน…” เห็นหานเฟิงจากไป สาวน้อยก็พลันต้องกล่าวขึ้น หากกล่าวได้เพียงเท่านั้น เสียงของหานเฟิงก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว


    “ ข้าหาได้มีเวลามากมายมารอเจ้า”


    หานเฟิงกล่าวทั้งที่สองเท้ายังคงก้าวเดินอยู่ หน้าก็มิได้หันกลับไปมองสาวน้อยจิ้งจอกแม้แต่น้อย


    “ ด ได้โปรด ช่วยเหลือเผ่าของข้าด้วย”


    ความยากที่จะตัดสินใจของสาวน้อย คือการร้องขอต่อเผ่าพันธ์มนุษย์ ที่เป็นดั่งปฏิปักษ์ให้ช่วยเหลือ ทว่า คำตอบที่ได้รับกลับเป็นสิ่งที่นางไม่อยากจะได้ยิน


    “ ข้าไม่ว่าง ทั้งข้าเองก็มิใช่นักบุญ”


    ได้ยินคำของหานเฟิง สาวน้อยจิ้งจอกก็จ้องมองแผ่นหลังของมนุษย์เบื้องหน้าด้วยสีหน้าที่อ้างว้าง นางไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธกลับมาโดยไม่แม้แต่จะถามไถ่สิ่งใดเช่นนี้ หากนางยังไม่ยอมแพ้ นางวิ่งแซงขึ้นหน้า ก่อนหยุดเท้าคุกเข่าที่เบื้องหน้าของมัน


    “ ได้โปรด ฟังคำข้าสักครั้ง”


    นาง เมื่อตั้งใจกล่าวคำร้องขอออกมาแล้ว ก็จักร้องขอให้สำเร็จ ยอมทิ้งเกียรติที่มีอันน้อยนิด คุกเข่าอ้อนวอนร้องขอ ทว่า บุรุษเบื้องหน้ากลับเดินสืบเท้าผ่านนางไปโดยมิใส่ใจแม้เพียงนิด


    แน่นอนว่าหานเฟิงย่อมไม่สนใจใส่ใจ มิต้องกล่าวถึงเรื่องที่นางเป็นเผ่าพันธ์ปีศาจ เพราะต่อให้นางเป็นมนุษย์ มัน ก็ไม่มีเวลาว่างพอมาช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งมันในตอนนี้ ก็ยังไม่เรียกว่าแข็งแกร่งอันใด จะให้มันไปช่วย? นั่นใยมิใช่เรียกให้มันไปเผชิญกับวิบากกรรมแล้ว


    สาวน้อยจิ้งจอกยังคงไม่ลดละ วิ่งมาคุกเข่าที่เบื้องหน้าของหานเฟิงอีกครา แต่ยังมิทันได้เปิดปากกล่าว เสียง ของหานเฟิงก็ดังขึ้นมาก่อนแล้ว


    “ หรือว่าข้าควรเอาอย่างพวกมัน จับเจ้าไปขาย หรือไม่ก็เลี้ยงเจ้าไว้เป็นทาสบำเรอกามของข้าดี...”


    หานเฟิงกล่าวขณะที่สองตาสบเข้ากับนัยน์ตาสีฟ้าของสาวน้อยจิ้งจอกอย่างแน่วนิ่ง แน่นอนว่าที่มันกล่าว ย่อมเป็นเพียงคำขู่ให้นางหวาดกลัว มัน ที่แม้จะเป็นคนใจจืดใจดำ สังหารคนได้โดยตาไม่กระพริบ แต่กับสาวน้อยวัยเพียงสิบเอ็ดสิบสองปีผู้หนึ่ง และถึงแม้จะมิใช่มนุษย์ หากมันก็ยังมีมนุษยธรรมพอ ที่จะไม่กระทำเรื่องราวจนเกินสมควร ทว่า สิ่งที่มันวาดหวังจะพบเห็นจากท่าทีของนาง กลับตรงกันข้าม เพราะนาง หาได้หวาดกลัว


    “ ข้ายินดี ท่านจะนำข้าไปขาย หรือชุบเลี้ยงเป็นข้าทาส… ก็แล้วแต่ท่าน ขอเพียงท่านรับฟังคำวิงวอนของข้าสักครั้งก็พอ”


    กล่าวจบก็เห็นเพียงชายหนุ่มจ้องตอบมาเขม็ง ทั้งไม่เปิดปากกล่าว สาวน้อยจิ้งจอกจึงกล่าวคำขึ้นต่อทันที


    “ เผ่าของข้ากำลังเผชิญกับโรคร้ายที่ไม่รู้จัก ทุกคนต่างพากันล้มป่วยอ่อนเพลีย มีเพียงข้า ที่ท่านแม่สามารถจัดหาโอสถสมุนไพรได้ชุดหนึ่ง ข้าที่กินเข้าไปจึงได้หายป่วย จากนั้นข้าจึงลอบออกจากหุบเขามาโดยที่ไม่มีใครรู้ คิดหวังออกตามหาโอสถสมุนไพรไปช่วยเหลือทุกคน หากออกมาได้เพียงไม่นาน ก็ถูกมนุษย์ใจร้ายไล่จับเอา...” 


    หานเฟิงปล่อยให้นางสาธยายอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดก็กล่าวขึ้น


    “ แล้วข้าดูไม่เหมือนมนุษย์ใจร้าย?”


    หานเฟิงเห็นสาวน้อยจิ้งจอกส่ายหน้า


    “ บอกต่อเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะคิดเห็นว่าข้าเป็นเช่นไรก็ช่าง แต่เจ้าต้องทราบไว้ด้วยว่า ข้าก็มิใช่หมอ ทั้งเรื่องอาการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือโอสถสมุนไพร ข้าก็หาได้ทราบรู้เรื่องรู้ราวเหล่านั้นแต่อย่างใด”


    กล่าวจบ หานเฟิงก็เห็นว่าสีหน้าของเด็กหญิงจิ้งจอกหม่นลง มันเองก็มิได้รู้สึกเวทนาสงสาร เพียงส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนสืบเท้าเดินจากไป


    “ อย่างน้อย ขอท่านไปช่วยตรวจดูอาการสักหน่อยมิได้หรือ?”


    เด็กหญิงจิ้งจอกยังไม่ลดละความพยายาม หานเฟิงที่ได้ยินคำก็หยุดเท้า เหลียวหน้ากลับมองดูนางอย่างเคลือบแคลงสงสัย ก่อนที่ปากจะเปิดขึ้น กล่าวว่า


    “ ตรวจดู? เจ้าใช่กำลังเชื้อเชิญข้าไปยังที่พำนักหลบซ่อน...” มองดูสีหน้าสาวน้อยจิ้งจอกที่หม่นลง ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า


    “ เจ้าคงไม่ลืมกระมังว่าข้าเป็นมนุษย์ ส่วนเจ้าเป็นปีศาจ สองเผ่าพันธ์ที่แม้จะมิถึงกับเป็นปฏิปักษ์ แต่เจ้าต้องอย่าลืม ว่าบรรดาปีศาจเช่นเจ้า ล้วนชิงชังมนุษย์ทุกผู้ยิ่ง พวกเจ้า มีหรือจะแบ่งแยกเป็นมนุษย์ที่ดี หรือมนุษย์ที่เลว...”


    “ ข้า…” นางกล่าวได้เพียงเท่านั้น เพราะหานเฟิงพลันกล่าวขึ้นต่อทันทีพร้อมกับดาบที่ปรากฏขึ้นในมือของมัน


    “ ดังนั้น ข้าจึงระแวงสงสัยยิ่ง ปีศาจเช่นเจ้าเชื้อเชิญข้าที่เป็นมนุษย์ไปถึงแหล่งกบดาน แท้จริงแล้ว ใช่เป็นพวกเจ้าวางแผนล่อลวงให้ข้าหลงไปติดกับ”


    สาวน้อยจิ้งจอกมองปลายดาบที่จ่อกลางหว่างคิ้วของตัวเองที่ห่างออกไปเพียงแค่คืบด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด นางผงะถอยหลังก่อนจะรีบกล่าวขึ้นโดยพลัน


    “ ข ข้า… ข้า กล่าวพูดความจริงทุกประการ ข้ามิได้คิดร้ายต่อท่าน…”


    “ เพียงคำกล่าวอยากจะเชื่อ” หานเฟิงกล่าวพร้อมเก็บดาบคืนกลับไปในแหวนมิติ ดาบที่เรียกออกมาก็เพียงแค่ใช้ขู่ให้นางตกใจกลัวจนหนีไปเท่านั้น แต่เมื่อนางไม่ถึงกับกลัวจนเผ่นหนี ก็ได้แต่ต้องเก็บกลับไป


    “ เช่นนั้นให้ข้าสาบาน...”


    หานเฟิงส่ายหน้ากล่าวแทรกโดยพลันว่า “ นั่นก็เป็นแค่เพียงลมปาก”


    “ เช่นนั้นท่านต้องการให้ข้าพิสูจน์เช่นไร?”


    “ ไม่ต้องพิสูจน์ เพราะต่อให้เจ้าพูดความจริง ข้า ก็หาได้มีเวลาว่างพอที่จะเข้าไปเยี่ยมชมหมู่บ้านปีศาจจิ้งจอกของเจ้า”


    กล่าวจบก็สืบเท้าเดินต่ออีกครั้ง หากสาวน้อยจิ้งจอกยังคงไม่ละวางความคิดที่จะพาหานเฟิงเข้าหมู่บ้านไปช่วยคนของนาง นางวิ่งมาฉุดแขนของหานเฟิง หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็เพียงแค่หยุดเท้ามองนาง ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า


    “ หยุดเซ้าซี้กับข้าได้หรือไม่? ข้ากำลังรีบ”


    สาวน้อยจิ้งจอกมิยอมปล่อยแขน นางมองตอบหานเฟิงด้วยสายตาอ้อนวอนร้องขอ หานเฟิงจึงได้แต่พ่นลมออกมาอย่างหงุดหงิดก่อนจะกล่าวขึ้นว่า


    “ ที่ข้าไม่ลงมือต่อเจ้า ก็เพราะเห็นว่าเจ้าเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าข้าผู้นี้จะมิกล้าทำอันใดต่อเจ้า ซึ่งหากเจ้ายังคงยุ่มย่ามวุ่นวายข้าไม่เลิกราเช่นนี้ เห็นทีข้าก็คงต้องใช้ไม้แข็ง ทำให้เจ้าหลาบจำเสียงบ้างกระมัง”


    กล่าวเช่นนั้นออกไป สาวน้อยจิ้งจอกก็ปล่อยมือจากชายหนุ่ม หานเฟิงที่เห็นเช่นนั้นก็สืบเท้าเดินทางต่อ มิสนใจมองดูนางอีก เพราะมันรีบ มันที่แม้จะไม่ล่วงรู้เส้นทางอย่างแน่ชัด หากยังคงรู้ทิศทางที่ตนควรมุ่งผ่านไป…



    จากกลางวันเป็นตกเย็น จากตกเย็นเป็นย่ำค่ำ จากนั้นก็ดึกดื่นเที่ยงคืน หากหานเฟิงก็ยังมิหยุดพัก มีเพียงล่ากระต่ายป่ามาย่างไฟ กินประทังจนแค่พอให้มีแรง จากนั้นก็สืบเท้าเดินต่อ วันทั้งวันมันเดินอยู่เช่นนั้น ตัดผ่านเส้นทางของป่าเขา กลิ่นอายบรรยากาศอึมครึมของอาณาจักรเมฆครามมิทำให้มันรู้สึกว้าเหว่ เพราะที่ตามอยู่ด้านหลัง คือเสาวน้อยจิ้งจอก ที่นับตั้งแต่ตอนนั้น หานเฟิงก็มิได้กล่าวสิ่งใดกับนางอีกเลย นางเองก็เช่นกัน ติดตามมันอยู่เช่นนั้นโดยไม่คิดกล่าวพูดสิ่งใด ซึ่งหานเฟิงเองก็ไม่อยากขัด นางคิดทำอันใดก็เรื่องของนาง ขอเพียง นางไม่ยุ่มย่ามยุ่งเกี่ยวกับมัน หรือไม่คิดร้ายทำอันตรายต่อมัน มันเองก็คร้านที่จะใส่ใจ


    เวลายังคงล่วงผ่าน สองเท้ายังคงก้าวเดินไม่หยุดพัก ค่ำคืนเปลี่ยเป็นรุ่งสาง ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า หากหานเฟิงกลับไม่แม้แต่จะอ่อนล้า เพราะมันเป็นผู้ฝึกตน ทั้งมันเองก็เพียงแค่เดินมาตลอดทั้งวันคืน หาได้ออกวิ่งจนสูญเสียลมปราณไปมากมายจนอ่อนแรง แต่กับสาวน้อยจิ้งจอกนั้นไม่ใช่ เพราะที่ก่อนนี้ก็ใช้กำลังไปกับการวิ่งหนีการตามล่า จึงทำให้ยามนี้อ่อนล้ายิ่ง นางทั้งง่วงทั้งเพลีย อาหาร… ก็ยังไม่ตกถึงท้องแต่อย่างใด บุรุษที่เดินอยู่เบื้องหน้า ใจดำยิ่ง ย่างกระต่ายป่ากิน กลับไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อที่ติดกระดูกไว้ให้นาง ไม่คิดสงสารเห็นใจสาวน้อยเช่นนางบ้างเลย 


    กระทั่งท้ายที่สุด บุรุษที่เบื้องหน้าของสาวน้อยจิ้งจอก ในที่สุดก็หยุดเท้า นางเห็นมันเหลียวหน้ามองกลับมา นัยน์ตาดำขลับจับจ้องมาที่นาง ก่อนที่ริมฝีปากจะเปิดขึ้นเป็นคำกล่าว


    “ เจ้าคิดติดตามข้าไปถึงเมื่อไร?”


    “ ข้าเปล่าติดตามท่าน ข้าเพียงใคร่คิดเดินทางกลับบ้าน” สาวน้อยจิ้งจอกกล่าวตอบ


    “ กลับบ้าน? ไหนเลยจึงทุ่มเทโดยไม่คิดจะหยุดพักเช่นนี้” หานเฟิงกล่าวขึ้น พร้อมทั้งไล่สายตามองสภาพอิดโรยของสาวน้อยจิ้งจอก


    “ ข้าเองก็นึกเป็นห่วงท่านแม่ จึงคิดกลับไปโดยไว นั่นแปลกนักรึ?”


    หานเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธเป็นทำนองว่า ไม่แปลก หากปากกลับกล่าวถามออกไปว่า “ แล้วเจ้าไม่คิดหาโอสถสมุนไพรที่ว่าแล้ว?”


    เห็นนางส่ายหน้าอย่างเซื่องซึม หานเฟิงจึงกล่าวขึ้นต่อ “ แล้วบ้านเจ้าอยู่ทางนี้?”


    หานเฟิงเห็นนางพยักหน้ารับ ก่อนที่ร่างน้อยๆจะทรุดนั่งลงอย่างอ่อนล้าหมดแรง แล้วริมฝีปากจึงค่อยเผยอเปิดขึ้นเป็นคำกล่าวออกมา


    “ หากยังคงเดินทางด้วยความเร็วเช่นนี้ ราวค่ำๆก็คงถึง”


    หานเฟิงพยักหน้า ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ เจ้ากลับหนีออกมาเที่ยวเล่นจนไกลห่างยิ่งนัก”


    “ ข้ามิได้เที่ยวเล่น เพียงออกมาหาโอสถสมุนไพรกลับไปช่วยเหลือ แต่ก็ถูกมนุษย์ชั่วร้ายพบเห็น จนต้องวิ่งหนีไปจนห่างไกล...”


    หานเฟิงพยักหน้ารับ ก่อนโยนวัตถุบางอย่างไปให้กับสาวน้อยจิ้งจอก นางที่แม้ดวงตาจะมองไม่ทัน หากจมูกอันยอดเยี่ยมก็สูดได้กลิ่นของอาหาร จึงใช้สองมือคว้าไว้โดยพลัน กระทั่งที่วัตถุชิ้นนั้นมาอยู่บนฝ่ามือน้อยๆ จึงเห็นเป็นขากระต่ายย่างน่องใหญ่ นางจึงแหงนหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยท่าทีสงสัยไม่เข้าใจ


    “ กินซะ จะได้มีแรง...”


    กล่าวจบก็เดินจากไป ทิ้งสาวน้อยจิ้งจอกให้เหม่อมองตามเงาหลังของมันอย่างเงียบงัน



    กระทั่งตกเย็นที่ดวงอาทิตย์ทางด้านหลังสาดแสงสีเหลืองส้มต้องกระทบร่าง จนบังเกิดเป็นเงาดำยืดยาวไปตามท้องถนน หานเฟิงที่ตอนนี้หลุดออกจากแนวป่ามาได้หลายชั่วยามแล้ว ทั้งสาวน้อยจิ้งจอกก็มิได้ติดตามมา หากทิศทางการเดินของมัน ยังคงมุ่งไปทางทิศตะวันออก ทว่ายามนี้ คล้ายมันกำลังพบเจอปัญหาอยู่บ้าง เพราะที่ไกลห่างออกไปเบื้องหน้า กลับพบว่ามีแนวรั้วกำแพงสูงใหญ่  ซึ่งรั้วกำแพงที่ว่า แท้จริงกลับเป็นหน้าผาสูงชันและแนวเขายืดยาวสลับซับซ้อน ทั้งเส้นทางที่มันเดินอยู่ ก็มิได้มุ่งตรงตัดผ่านเข้าไป เมื่อทอดมองไปตามเส้นทาง จะเห็นว่า มันวกอ้อมลงไปทางทิศใต้ของแนวเขา


    หานเฟิงกวาดไล่สายตาชมดูแนวเขายาวเหยียด เหนือใต้ทอดยาวไร้สิ้นสุด สายตาของมันมิอาจมองเห็นว่าจุดสิ้นสุดดังกล่าวอยู่ตรงที่ใด จึงคาดเดาไปว่า เส้นทางสัญจรที่ตนเดินอยู่นี้ คงวกอ้อมตีนเขาทางฝั่งใต้เป็นแน่แล้ว ซึ่งมันเองก็ขบคิดไม่เข้าใจเช่นกันว่า ทำไม จึงไม่สร้างเส้นทางตัดผ่านแนวเทือกเขาไปอีกสักเส้นทางหนึ่ง


    แม้คิดเช่นนั้น แต่ตนก็ตั้งเป้าว่าจะตัดผ่านแนวเทือกเขาสลับซับซ้อนนี้ไป ที่มันไม่เลือกวกอ้อมลงใต้ เพราะดูแล้ว คงต้องเสียเวลาไปกว่าครึ่งค่อนวัน 


    หานเฟิงเดินขบคิดได้เพียงครู่ ที่เบื้องหน้า ไกลห่างออกไปมองเห็นชายชราผู้หนึ่ง ชายชราที่กำลังแบกท่อนไม้ที่ผ่าซีกเดินสวนทางมา มันจึงรีบตรงปรี่เข้าไปสอบถามโดยพลัน


    “ อาวุโสท่านนี้ ข้ารบกวนสอบถามสักครู่”


    ชายชราที่ไม่มีแม้แต่พลังลมปราณเงยหน้ามองหานเฟิง เป็นเชิงว่า ก็ถามมาสิ หานเฟิงจึงกล่าวสืบไปว่า


    “ มีเส้นทางเดินลัดข้ามแนวเขาเบื้องหน้านี้ไปบ้างหรือไม่?”


    ชายชราส่ายศีรษะ เพียงกว่าวว่า “ หากยังรักถนอมชีวิต ก็อย่าได้เฉียดกายเข้าไปไกล้”


    หานเฟิงเลิกคิ้วอย่างสงสัย ปากจึงกล่าวคำ “ มีอันใดน่ากลัวรึ?”


    “ เทือกเขาจิ้งจอกมายา นั่นเป็นนามเรียกของมัน หากหุบเขาด้านในยังคงเป็นถิ่นพำนักของปีศาจจิ้งจอก อย่าได้หลงเข้าไปเด็ดขาด มิฉะนั้น ได้ถูกพวกมันจับกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก”


    ชายชรากล่าวจบก็เดินจากไป ปล่อยทิ้งให้หานเฟิงเหม่อมองแนวเทือกเขาเบื้องหน้า อดขบคิดไม่ได้ถึงสาวน้อยจิ้งจอกที่ตนพบเจอ ว่านางเองก็คงเป็นปีศาจจิ้งจอกที่พำนักอาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งนี้เป็นแน่ หากที่ขัดกับชายชรากล่าว เพราะมันมองดูนางอย่างไร นางก็ไร้พิษภัย ทั้งไม่คล้ายว่านางจะสามารถกลืนกินมันจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก


    “ เทือกเขาจิ้งจอกมายา เผ่าปีศาจจิ้งจอกมายา?” 


    หานเฟิงกล่าวขึ้นพลางครุ่นคิดตัดสินใจ มันยังคงจำได้ถึงคำกล่าวของสาวน้อยจิ้งจอก ที่ว่า “ ทุกคนต่างพากันล้มป่วยอ่อนเพลีย...” จึงสรุปความกับตัวเองไปว่า เช่นนั้น ด้านในคงไม่มีอันตรายเป็นแน่แล้ว เพราะจากที่มันชมดู สาวน้อยจิ้งจอกผู้นั้น ก็ไม่มีท่าทีว่าจะกล่าวความเท็จแต่อย่างใด จึงตัดสินใจว่า จะเลือกใช้เส้นทานตัดผ่านเทือกเขาเบื้องหน้าแทนการเดินตามเส้นทางเพื่อวกอ้อมไป


    กระทั่งที่หานเฟิงเดินมาถึงตีนผา ดวงตะวันก็ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ซึ่งพอคำนวนจากคำกล่าวของสาวน้อยจิ้งจอก ก็ยิ่งยืนยันว่า นางผู้นั้นเป็นเผ่าพันธ์จิ้งจอกมายาที่อาศัยอยู่ในแนวเทือกเขาแห่งนี้ ทว่า แนวเทือกเขาในทิศทางที่มันคงอยู่ กลับมีแนวผาสูงชันอยู่หลายจุด คิดปีนป่ายย่อมยากลำบาก หนทางเดียว คือมองหาเส้นทางอื่น ที่พอจะใช้เดินข้ามผ่านไป


    หานเฟิงจึงเลือกเดินลัดเลาะแนวผาไปทางเหนือ ไม่นานก็พบเข้ากับรอยแยกตรงตีนผา รอยแยกดูคล้ายกับถ้ำ ทั้งยังมิได้กว้างขวางมากนัก ที่หากเพียงแค่คนก็ยังคงสามารถลอดผ่านไป


    หานเฟิงยืนอยู่ปากถ้ำอย่างครุ่นคิด ปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณเข้าไปตรวจสอบ พบว่าเส้นทางภายในถ้ำตรงดิ่งเข้าไปลึกยิ่ง ทั้งไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตใด


    หานเฟิงขบคิดเพียงไม่นาน ก็สืบเท้าเดินเข้าถ้ำไป ปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณรุกหน้าตลอดเวลา เพื่อที่เวลาได้พบสิ่งผิดสังเกตใด จะได้ถอนร่นหลบลี้ได้อย่างทันท่วงที


    หานเฟิงเดินผ่านเส้นทางภายในถ้ำที่ทั้งมืดและชื้นแฉะ หากมิต้องจุดไฟ เพราะเพียงสายตาและสัมผัสวิญญาณก็เพียงพอที่จะทำให้มันมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่เบื้องหน้า หานเฟิงเดินอยู่เช่นนัน ไม่นาน ก็พบเห็นแสงจางๆที่ส่องลอดออกมาจากปลาย ทาง จึงยกยิ้ม ที่แท้ เส้นทางอุโมงค์แห่งนี้กลับเป็นเส้นทางเข้าออกเส้นทางหนึ่ง


    ยามเมื่อหานเฟิงมุดลอดออกมาจากถ้ำ ก็พบว่า ตนยืนอยู่ท่ามกลางป่าโบราณที่ต้นไม้สูงใหญ่ ทั้งยังปรากฏหมอกขาวลอยอ้อยอิ่ง หมอกขาวเจือจางบางเบา หากปิดกั้นสายตาของมันจนยากจะมองเห็นเส้นทางได้อย่างสะดวกดาย แต่ถึงกระนั้น สัมผัสวิญญาณของมันยังคงใช้การได้ดีอยู่ สัมผัสวิญญาณที่ยืดขยายออกไปตรวจไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตใด มันจึงสืบเท้าก้าวเดินไปในทิศทางที่มันมั่นใจว่าจะไปยังทิศตะวันออกในทันที


    เส้นทางภายในป่าโบราณแห่งนี้ มีทั้งชันขึ้นและลาดลง เป็นเส้นทางในหุบเขา ที่ยิ่งมา หมอกขาวที่จากบางเบาก็ยิ่งหนาแน่นจนปิดกั้นเส้นทาง กระทั่งท้ายที่สุด กลุ่มหมอกที่ยิ่งมาก็หนาแน่น สายตาของมันจึงมองเห็นได้เพียงแค่ภาพ ที่อยู่ห่างออกไปไม่เกินสองก้าวเท่านั้น มันจึงต้องใช้สัมผัสวิญญาณค่อยนำทาง ก้าวเดินต่อไปในทิศทางที่มุ่งสู่ตะวันออก


    เดินอยู่ครู่ใหญ่ กระทั่งที่ผ่านโขดหินแห่งหนึ่งก็หยุดเท้าลง มันพินิจมองโขดหินนั้น ก่อนที่สองคิ้วจะมุ่นลง เพราะมันจดจำได้ ว่าโขดหินแห่งนี้ มันเคยเดินผ่านมาแล้วหนหนึ่ง


    “ ข้าเดินวกอ้อมเป็นวง?” หานเฟิงกล่าวกับตัวเอง แต่ก็ต้องส่ายศีรษะตอบกลับต่อตัวเองอีกคราว่า “ เป็นไปไม่ได้ เพราะสัมผัสวิญญาณของข้าระบุชี้เส้นทางที่มุ่งไปเบื้องหน้าโดยไม่ได้เบี่ยงออกแม้แต่น้อย แล้วจะวกอ้อมกลับมายังเส้นทางเดิมได้อย่างไร...”


    หานเฟิงขบคิดไม่เข้าใจ จึงทำตำหนิเล็กๆไว้บนโขดหิน ก่อนจะสืบเท้าเดินทางต่อ ทั้งครานี้ ห้วงสติของมันก็มิได้ขบคิดฟุ้งซ่าน เพียงเพ่งพินิจอยู่กับสัมผัสวิญญาณ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ยอมให้บ่ายเบี่ยงออกไปในทิศทางอื่นได้อย่างแน่นอน แต่แล้ว…


    “ นี่มันยังไงกัน!!?...”


    หานเฟิงต้องพลันอุทานขึ้น เมื่อ สิ่งที่กำลังมองยังเป็นโขดหินที่เหมือนกัน ทั้งตำหนิดเล็กๆที่ทำไว้ก็คงอยู่ มันถอนสายตาออกจากโขดหิน เหลียวหน้ามองดูโดยรอบ ซึ่งก็มีแต่ต้นไม้โบราณสูงใหญ่ เหนือขึ้นไปเป็นพุ่มไม้ใบหนา ที่แสงสกาวจากหมู่ดาวและจันทรา ยากจะลอดผ่านลงมาให้ได้เชยชม


    หานเฟิงครุ่นคิดอีกเพียงครู่ ก่อนจะสืบเท้าเดินทางต่อ หากครานี้เปลี่ยนเป็นย้อนกลับ มันตั้งใจจะกลับไปยังถ้ำที่เข้ามา มันมั่นใจแน่แล้ว ว่าผืนป่าแห่งนี้ ยากจะเดินเท้าข้ามผ่านไป แต่เดินไปได้อีกสักพักก็พลันต้องขมวดคิ้วมุ่น เพราะตนพบเจอเข้ากับโขดหินแห่งนั้นอีกแล้ว


    “ ป่านี้มันยังไงกัน?”


    หานเฟิงกล่าวขึ้น มันที่แม้ทราบรู้ถึงทิศทางเหนือใต้ออกตก หากบัดนี้มันคล้ายกลับหลงทิศอย่างแท้จริง ไม่ว่าไปในทิศทางใดก็ล้วนวกกลับมาในที่แห่งเดิม หานเฟิงปลดปล่อยสัมผัสวิญญาณออกจนขีดสุด หากยังไม่พบวี่แววของสิ่งมีชีวิตใด มันจึงตัดเรื่องที่ว่า ตนกำลังถูกบางสิ่งครอบงำให้เห็นภาพหลอน จึงเหลือเพียงแค่เหตุผลเดียว...


    “ สถานที่แห่งนี้มีกลไกป้องกันตัวเอง”


    มันยังคงไม่ลืมว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่อาศัยกบดานของเผ่าพันธ์ปีศาจจิ้งจอก หากคาดคิดไม่ถึงอยู่บ้าง ว่ากลไกป้องกันของสถานที่แห่งนี้เองก็จะไม่ธรรมดา ทว่า ในขณะที่มันกำลังครุ่นคิด บางสิ่งก็พลันให้มันต้องตระหนก เมื่อกลุ่มหมอกเบื้องหน้าเคลื่อนขยับ ก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะค่อยๆเผยออกมา


    หานเฟิง ตระหนกยิ่ง มันยังคงรั้งสัมผัสวิญญาณไว้โดยรอบ ซึ่งสัมผัสวิญญาณบอกกับมันว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด เหตุไฉนจึงปรากฏผู้มาแล้ว มันจึงเรียกดาบสีเงินมากระชับไว้ในมือมั่น พร้อมกันนั้นคือเปลวอัคคีสีทองที่ลุกติดขึ้นมา หากมิทันได้ออกกระบวนท่า มันกลับต้องรั้งดาบกลับลงไป


    เพราะที่เห็น คือสาวน้อยปีศาจจิ้งจอกผู้นั้น


    “ อ่ะ!!!..” สาวน้อยปีศาจอุทานของด้วยความตกใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นต่อว่า


    “ ไฉนท่านจึงมาอยู่ที่นี่?”


    หานเฟิงยิ้มเจือนก่อนตอบกลับไปว่า “ ข้าคิดฝ่าผ่านแนวเขานี้ไปยังอีกฟาก หากไม่คิดว่าจะยากเย็นยิ่ง”


    สาวน้อยปีศาจจิ้งจอกพยักหน้ารับ ปากน้อยๆเผยอเปิดก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ คิดข้ามผ่านไปยังคงต้องมีคนนำทาง ป่าลวงตานี้ มิใช่คิดจะฝ่าผ่านก็สามรถผ่านไปโดยง่าย”


    หานเฟิงมิทันกล่าวสิ่งใดก็เห็นสาวน้อยกล่าวขึ้นต่อแล้ว


    “ ท่านคิดข้ามเขา ให้ข้าไปส่งหรือไม่?”


    “ ส่งข้า?... เจ้ามิใช่ต้องการให้ข้าเข้าไปในหุบเขาของเจ้าหรือ?”


    “ ในเมื่อท่านมิต้องการ ไหนเลยที่ข้าจะกล้าร้องขอต่อท่านอีก”


    “ เจ้าบอกว่าจะไปส่งข้า นั่นไว้ใจได้เพียงใด?...”


    “ ถึงข้าจะเป็นปีศาจ หากยังรู้จักบุญคุณความแค้น ข้าที่ยังคงติดหนีบุญคุณท่านที่ช่วยเหลือ ทั้งไหนจะอาหารมื้อนั้นก็อีก ซึ่งจะอย่างไรก็ต้องทดแทน หากเพียงข้าเป็นแค่เด็กน้อยผู้หนึ่ง คิดทดแทนต่อท่าน มากสุดก็ทำได้เพียงแค่เท่านี้”


    หานเฟิงชมมองนาง เห็นนางไม่มีท่าทีโกหกก็พยักหน้ารับ ก่อนที่สาวน้อยจะเดินนำหน้าไป


    หานเฟิงก้าวเดินไปตามเส้นทางที่สาวน้อยจิ้งจอกเดินนำ มันรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า เส้นทางที่ตนพบเห็นในครานี้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งมันเองก็ขบคิดไม่เข้าใจ ว่านางใช้วิธีการเช่นไรจึงสามารถเดินออกจากเส้นทางลวงเหล่านั้น เพราะมันก็สังเกตุมาตลอดว่า วิธีการเดินของนาง ก็มิได้แตกต่างอันใดไปจากมัน


    กระทั่งที่เบื้องหน้าปรากฏทางแยกซ้ายขวา สาวน้อยจิ้งจอกก็หยุดเท้า เหลียวหน้ากลับมามองมันก่อนจะยกมือขึ้น ชี้ไปยังเส้นทางทางด้านซ้าย แล้วกล่าวว่า


    “ ท่านเดินไปตามทิศทางนี้ หลับตา อย่าใช้สัมผัสวิญญาณ เพียงก้าวเดินตรงไปเรื่อยๆ กระทั่งที่ท่านสัมผัสได้ว่า กลุ่มหมอกจางหายไปแล้ว จึงค่อยลืมตาขึ้นมา เมื่อนั้นท่านก็จะหลุดพ้นจากป่าลวงตา จากนั้นค่อยเสาะหาเส้นทางลงจากเขาสืบต่อไป ซึ่งไม่ยากแล้ว”


    กล่าวจบ นางก็หมุนตัวเดินเข้าไปในเส้นทางด้านขวา หานเฟิงชมมองก็ทราบว่า ทางขวาต้องเป็นทิศทางเข้าไปยังหุบเขาปีศาจจิ้งจอกของนาง หานเฟิงขบคิดเพียงครู่ก็สืบเท้าเดินต่อ ทว่า กลับเลือกเดินตามสาวน้อยจิ้งจอกไป 


    มิใช่มันไม่เชื่อที่นางกล่าว หากเป็นมันสังหรห์ได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง ที่บอกต่อมันว่า ทิศทางเบื้องหน้าด้านซ้าย ยังคงอย่าได้ล่วงลึกเข้าไป…


    หานเฟิงติดตามสาวน้อยจิ้งจอกเข้าไปแล้ว จึงไม่ทันได้เห็นว่า ทิศทางด้านซ้ายที่ว่า มีเถาไม้สีน้ำตาลเส้นหนาใหญ่ มุดเลื้อยออกมาจากกลุ่มหมอก เถาไม้เส้นนี้แลคล้ายมีชีวิต มันสอดส่ายไปมา คล้ายกำลังค้นหา หากคงเพราะมิพบสิ่งใด เถาไม้ จึงได้หดหายกลับไปอย่างเงียบงัน

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    215K 948
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.13M 4052
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668