เยว่ชิงใรีบบอกกล่าวทันควัน “ขอบพระทัยเพคะพระสนม ตอนนี้หม่อมฉันไป่เยว่ชิงยังมิอยากได้สมรสพระราชทานอันใด ยังอยากจะอยู่คนเดียวไปก่อนเพคะ”
“อ่อ..เช่นนั้นรึ เรานึกว่าเ้าอยากออกเรือนแล้วเสียอีก” หลันกุ้ยเฟยกล่าวประชด จนไป่เยว่ชิงหน้าม้านไป
“เ้ามีเื่ใดอยากบอกกล่าวกับเราอีกหรือไม่เสนาบดีไป่” ฮ่องเต้ถาม
“เอ่อ..กระหม่อมคิดว่าไหนๆ เื่นี้ก็คลี่คลายไปได้ด้วยดีเพราะความสามารถของพระคู่หมั้น ดังนั้นกระหม่อมกับบุตรสาวขอทูลลาพะยะค่ะ” เสนาบดีไป่รีบกล่าวลาก่อนจะมีเื่ขึ้นมาอีก
“จะถวายฎีกาไม่ใช่เรอะ??…อยู่ไหนล่ะเอามาให้เราสิ” ฮ่องเต้ทรงทักท้วง
“ขอประทานอภัยพะยะค่ะกระหม่อมจำได้ว่าลืมไว้ที่จวน เช่นนั้นกระหม่อมทูลลาพะยะค่ะ”
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ” สองพ่อลูกรีบลนลานถวายบังคมลาและก้าวเดินจากไป
คล้อยหลังเสนาบดีไป่ ทั้งสี่คนในศาลาต่างพูดคุยกันต่ออย่างสนุกสนาน ‘ผ่านพ้นวันนี้ไปเราจะรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้สักกี่วันเชียว สองพ่อลูกนั่นโกรธนางน้อยเสียเมื่อไหร่' เหม่ยเซียนคิดอย่างหนักใจ
๑--------------------๑
บนรถม้าของจวนสกุลไป่
“ลูกทนไม่ไหวแล้วเ้าค่ะท่านพ่อ” ั้แ่ขึ้นรถม้ามาจนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่หยุดร้องไห้ ฮืออ….อออ
“เหตุใดเื่น่าอายเช่นนี้ถึงได้เกิดกับลูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใย์ถึงไม่เมตตาลูกบ้าง” ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาตลอด “ลูกไม่อยากอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกับนางอีกต่อไปแล้ว" เสนาบดียกมือขึ้นลูบผมบุตรสาว
“พ่อจะจัดการให้ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะกลับมาจากสำนักศึกษา..เ้าอย่าได้ห่วงลูกรัก” ไป่เยี่ยกวงกำหมัดแน่น
๑--------------------๑
ยามเซิน(16.00)
หลังจากว่าที่ลูกสะใภ้ออกจากวังได้ราวๆ หนึ่งเค่อ ฮองเฮาและพระสนมพูดคุยซุบซิบหัวรอต่อกระซิกกันเบาๆ ฮ่องเต้เหลือบมองพลางกระแอมไอ
“อะ..แฮ่มม..พวกเ้าสองคนซุบซิบเื่อันใดกันรึ?"
“น้องกำลังคิดว่า..หากสตรีสามารถมีอนุชายได้ก็เป็เื่ดีจริงๆน่ะสิเพคะ” ฮองเฮายิ้มเอียงอาย
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วสีหน้าดำทะมึน เคร่งเครียด ‘นี่พวกนางอยากมีอนุชายรึ..หึ!!อย่าคิดว่าพี่จะอนุญาต’
“ใช่!!เป็เื่ดีสำหรับสตรีอื่น..แต่สำหรับน้องทั้งสอง อย่าหวังว่าพี่จะยอม” เดินไปจับใบหน้าสวยอ่อนกว่าวัยแล้วจุมพิศคนละทีและกล่าว “ราตรีนี้ทั้งสองคนไปหาพี่ที่ห้องบรรทม…อย่าได้ให้ขันทีต้องไปตามล่ะ” สะบัดชายเสื้อเดินจากไป ฮองเฮากับพระสนมได้แต่นั่งกุมแก้มบ่น
“พวกเราหาใช่จะอยากมีชายใดเพิ่มอีก แค่เสด็จพี่คนเดียวก็แย่แล้ว/พวกเราหมายถึงสตรีอื่นต่างหากเล่า” ทั้งสองหันมองหน้ากันอย่างเอียงอาย
ห้องทรงงาน
“หวังป๋อออกมาหาเรา” เรียกหัวหน้าองครักษ์เงา
ฟุ่บ!!! “พะยะค่ะ” หวังป๋อก้มหัวรอรับคำสั่ง
“จัดเงาฝีมือดีคอยติดตามลูกสะใภ้ของเราอย่าให้คลาดสายตา ถึงแม้หย่งเจี้ยนกับหย่งเซิงจะจัดการแล้วก็เถอะเราไม่ไว้ใจเสนาบดีไป่”
“คนขององค์ชายทั้งสองรวมกับองครักษ์หญิงที่เป็สาวใช้ประมาณเจ็ดคน คนของท่านเสนาบดีจูอีกหกคน พระองค์จะให้กระหม่อมส่งเงาไปเพิ่มอีกกี่คนพะยะค่ะ” หวังป๋อถาม
“สิบ”
“รับทราบพะยะค่ะ” เร้นกายหายไปอย่างแ่เบา เหลียงกงกงผู้ยืนเงียบมาเนิ่นนานเอ่ยขึ้นมา
“เหตุใดพระองค์ถึงมั่นใจนักพะยะค่ะว่าท่านเสนาบดีไป่จะลงมือกับพระคู่หมั้น”
“เ้าไม่สังเกตุเห็นสีหน้าและแววตาของไป่เยว่ชิงที่มองลูกสะใภ้ของเรารึ?…แววตาของนางเหมือนเคียดแค้นและอยากจะสังหารลูกสะใภ้ของเราซะขนาดนั้น…หากนางร้องขอสิ่งใดมีรึเสนาบดีไป่จะมิตกลง เสนาบดีผู้นี้รักบุตรีมากเพียงใดเรารู้ดีที่สุด" เหลียงกงกงได้แต่ถอนหายใจ ‘ใช่สินะกี่ครั้งกี่หนที่เสนาบดีไป่อดทนบากหน้ามาขอสมรสพระราชทานให้แก่บุตรีและองค์ชายรอง แต่องค์ฮ่องเต้ก็มิเคยตอบตกลง’ ก็คงจะเจ็บใจมากกระมัง
“อ่อ..อย่าลืมจับตาดูความเคลื่อนไหวในจวนสกุลไป่ด้วยล่ะ” ฮ่องเต้พูดขึ้นมาลอยๆ
“พะยะค่ะ” เสียงเงาตอบรับแ่เบาอย่างไร้ตัวตน
๑---------------------------๑
รถม้าสกุลจู
“คุณหนูเ้าคะ..จะถึงตลาดแล้วคุณจะลงไปซื้อสิ่งใดหรือไม่เ้าคะ” เสี่ยวถงที่นั่งมาในรถม้าคู่กับคุณหนูเอ่ยถามขณะกำลังเดินทางกลับจวน
“ไม่ล่ะ..วันนี้ยังไม่เหมาะที่จะปรากฎตัวรอให้ถึงพรุ่งนี้ก่อน”
“เพราะเหตุใดเล่าเ้าคะ หรือว่าคุณหนูเกรงคำนินทาของคนพวกนั้น”
“ข้าไม่สนใจคำนินทาของผู้ใดหรอกแต่ก็ไม่อยากจะได้ยิน..ตอนนี้แค่รอให้พวกเขาได้อ่านประกาศจากวังหลวงในวันนี้ก่อน..พรุ่งนี้เื่ที่สตรีสามารถมีอนุชายได้หลายคนเฉกเช่นบุรุษก็จะเป็เื่เล่าเื่ใหม่ที่น่าตื่นเต้นกว่าและจะไม่มีผู้ใดสนใจเื่ของข้าอีก" หันมองเสี่ยวถงแล้วยิ้ม
“บ่าวเชื่อคุณหนูเ้าค่ะ” ยิ้มตอบ ลี่หงและอี้หงที่นั่งบนหลังม้าด้านหน้าอมยิ้มน้อยๆ
“กลับไปเย็บชุดชั้นในสวยๆที่จวนดีกว่า สนุกกว่าเยอะ” เสี่ยวถงยิ้มอายๆใส่คุณหนูแล้วผงกศีรษะ
“เ้าค่ะ”