ตอนที่ 1 "THEA"
~~~ 1 ~~~
ภายในกระท้อมไม้เล็กๆ กลางป่าดิบยามวิกาลอันหนาวเหน็บสุดแสนจะเยือกเย็น รอบบริเวณแห่งนี้ไร้ซึ่งแสงไฟแม้แต่จากดวงดาวบนฟ้าเองก็เช่นกัน แต่กระนั้นกลับมีเด็กน้อยวัยกำลังโตสองคนทำท่าทีเหมือนแอบซ่อนตัวเองจากใครหรืออะไรอยู่ใต้พื้นแผ่นไม้นี้ เด็กชายผู้เป็พี่กำลังโอบกอดน้องสาวพรางสายส่องสายตาลอดช่องไม้ซึ่งประสานไม่สนิท และชูนิ้วชิดตรงปากสื่อความหมายเป็นัยว่าห้ามส่งเสียงนะ พวกเขาหวาดกลัวอะไรข้างบนนั้นถึงได้หาทางมุดลงมาแอบข้างใต้นี้ได้
ใครบางคนกำลังก้าวเดินเข้ามาใกล้หน้าบานประตูห้องที่สองพี่น้องแอบอยู่ ประตูไม้งานประณีตน้อยค่อยๆ แง้มอ้าออกอย่างเชื่องช้า ส่งเสียงลากยาวตัดกับบรรยากาศเงียบสงัดอย่างน่าขนลุก ใต้เงามืดนั้นปรากฏร่างเลือนรางเดินสองขาเข้ามาอย่างช้าๆ ตามจังหวะก้าวเดิน จนมาหยุดอยู่เหนือหัวสองพี่น้องพอดี เด็กน้อยผู้พี่พยายามเพ่งมองหาลักษณะสิ่งนั้นแต่ด้วยความมืดทำให้ลงรายละเอียดไม่ได้มาก เห็นเพียงแค่ว่าคือเงาของมนุษย์ผมยาวสวมชุดคลุมหรืออะไรอยู่ ใบหน้าอันเปียกชื้นของเด็กทั้งสองหยดเหงือค่อยๆ รวมตัวกันไหลย้อยจากขมับลงคาง พวกเขาหวาดกลัวแต่ต้องทำตัวให้เงียบเข้าไว้ แม้แต่ลม หายใจตอนนี้ก็แ่เสียจนเหมือนว่ากลั้นหายใจเอาไว้อยู่ อย่างเดียวที่ไม่สามารถสะกดให้เงียบเสียงได้นั้นคือจังหวะเต้นของก้อนเนื้อน้อยๆ ใต้ทรวงอกทั้งคู่
"ไม่เป็ไรแล้วนะ" เสียงนั้นคือเสียงของผู้หญิงเธอกล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยน หรือว่าเธอจะรู้แล้วว่าเด็กน้อยซ้อนอยู่ตรงไหน ไม่กระมังหล่อนแค่หลอกล่อทำเป็พูดเพราะนิ่มนวลหลอกให้เด็กตายใจโผล่ตัวออกมาแน่
"ฉันรู้ว่าพวกเธออยู่ใต้นี้ ไม่ต้องกลัวนะฉันเป็คนดี พวกนั้นไม่อยู่แล้ว ปลอดภัยแล้วนะ" เธอกล่าวต่อ
เด็กน้อยทั้งสองยังคงนิ่งเงียบ ไม่รู้ทำไมต่อมนำ้ลายมาทำงานอะไรเวลาแบบนี้ เด็กชายกลืนนำ้ลายอย่างฝืนๆ มันยากลำบากเมื่อต้องระแวงว่าอะไรจะทำให้เกิดเสียงได้บ้าง
"รึฉันคิดผิดอาจไม่มีใครอยู่แล้วก็ได้" หญิงสาวกล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องนี้ไป
เด็กชายชำเลืองมองเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่อยู่ที่นี่รอบบริเวณนี้แล้วจริงๆ
"ไปรึยังค่ะ" เด็กหญิงเอ่ยถามพี่ชาย เสียงเธอแหลมเล็กและสดใสตามวัย
"ชู่…เงียบก่อน" นำ้เสียงเด็กชายแหบแห้ง ฟังดูหวาดหวั่น ทว่าเขาแค่สะกดมันไว้ นี้ไม่ใช่นำ้เสียงปกติที่เขาใช้สื่อสารทั่วไป
พี่ชายพยายามเงี่ยหูสดับฟังเสียง ที่แม้เพียงน้อยหากมันจะเป็การบ่งบอกอากัปกิริยาของหญิงปริศนา ทั้งการเดิน เสื้อผ้าเสียดสี แม้แต่หากเขาเงียบพอ อาจได้ยินว่าหล่อนหายใจอยู่ตรงไหนใกล้ๆ นั้นแปลว่าเธอเองก็ได้ยินพวกเขาด้วยเช่นกัน และเพื่อให้มั่นใจว่าเธอได้จากไปแล้วจริงๆ ไม่ได้ดักรอเขาทั้งสองอยู่มันอาจเป็แผนหลอกเด็กให้ตายใจจริงๆ
ทั้งสองพยายามรักษาสภาพนิ่งเงียบแบบนั้นไว้ให้ได้นานสุด แต่แล้วกลับมีสิ่งเร้าเข้ามาทำจิตใจให้ไขวเขวโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนน้อง
สิ่งเร้าล่องลอยเข้ามาในห้องพร้อมแพร่กระจายไปทั่วและเบาบาง ส่วนหนึ่งก็ลอยลงที่ตำ่มันลอดผ่านร่องรูแผ่นไม้ของพื้นห้อง เข้าสู่ที่ซ้อนของเด็กน้อย
"กลิ่นอะไรน่ะ" เด็กสาวเอ่ยถามพี่ชาย
"พี่ก็ไม่แน่ใจ"
"มันหอมมากเลย กลิ่นมันเหมือน…" ประโยคพูดของสาวน้อยขาด่ขณะกำลังกลืนนำ้ลาย
"เนื้อย่าง!" พี่ชายกล่าวต่อ
"อื๊ม.. หอมกำลังดีเลย ทำเยอะขนาดนี้กินคนเดียวจะหมดมั้ยเนี่ย" แว่วเสียงพูดลอยๆ ของหญิงสาวปริศนาดังมาจากข้างนอก แฝงนัยเชิญชวนประมาณว่ามาสิมากินด้วยกัน
"พี่หนูหิวจังเลย" เด็กสาวทำเสียงออดอ้อน
"อดทนไว้นะ นี่อาจจะเป็กับดัก"
"แต่ว่า.. "
"เขากำลังหลอกเราอยู่นะ"
"ก็หนูหิวนี่"
"ฉันได้ยินนะ ออกมาเถอะมากินด้วยกัน ฉันรู้พวกเธอซ้อนอยู่ใต้พื้นห้องนอน" หญิงปริศนาร้องบอก ทำเอาสองพี่น้องจ้องหน้ามองตากันทำอะไรไม่ถูก เธอรู้ได้ยังไง "ฉันได้ยินเสียงหัวใจพวกเธอ แม้แต่เสียงเม็ดเหงื่อเคลื่อนตัวเองก็ด้วย ออกมาเถอะฉันไม่ทำอะไรพวกเธอหรอก"
เด็กชายครุ่นคิดหรือหากเป็อย่างเธอพูดจริง เขาจะทำอย่างไรดีไว้ใจเธอได้รึเปล่า
"รอพี่อยู่นี่นะ เดี๋ยวพี่กลับมา"
"พี่จะไปไหนอย่าทิ้งหนูไว้คนเดียวนะ"
น้องสาวดื้อดึงไม่ยอมจากพี่ เธอเกินจะรู้ว่าการจากไปครั้งนี้อาจเป็ครั้งสุดท้าย แม้ในใจผู้พี่นึกสงสารที่ต้องทิ้งให้น้องสาวคนนี้ เติบโตเผชิญโลกเพียงลำพัง
"ไม่มีใครต้องทิ้งใครหรอกทั้งสองคน" หญิงปริศนาะโบอกราวฟังเสียงความคิดคนได้ "ฉันสัญญาจะไม่ทำอันตรายเธอหรือน้องสาวเธอหรอก ฉันมาเพื่อช่วยพวกเธอ"
เด็กน้อยทั้งสองรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี หากเ้าหล่อนกลับคำแล้วสองพี่น้องเป็อะไรไป ในวันหน้าแม้มีชีวิตอยู่ไม่สมประกอบขอสาบานกับตัวเองว่า ถ้าหญิงปริศนากล้าผิดคำพูดทำร้ายเขาและน้องสาวทั้งทางกายและใจ ต่อให้สักน้อยนิดปานรอยข่วนของเส้นผม
~~~ 2 ~~~
เปลวเพลิงผลาญเผากิ่งไม้ในกองไฟ เปลี่ยนแปรพวกมันให้กลายเป็เถ้าธุลีเพื่อใช้ปรุงอาหาร เนื้อเสียบไม้ปักดินรายล้อมกองไฟโดยมีเ้าของเสียงจะโกนนั้งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
รูปลักษณ์เธอเด่นชัดขึ้นเมื่อต้องแสง เหนือผ้าคลุมสกปรกนั้น ผิวขาวทะลุใบหน้าเรียวรูปทรงไข่เปื้อนฝุ่นนั้น ดวงตาคมกริบสดใสแต่แฝงความเศร้าหมอง เธอเอาแต่นั้งจ้องมองในกองถ่านไฟสีแดงฉาน ราวกับครุ่นคิดถึงเื่ที่ผ่านมาไม่ตก ท่าทางดังกล่าวผนวกกับผมดำสนิทยิ่งทวีภาพลักษณ์ทำให้เธอดูลึกลับยิ่งขึ้นไปอีก
เด็กทั้งสองยืนจ้องมองหญิงสาวจากหน้าประตูกระท่อมไม้โทรมๆ เด็กชายมองไปรอบๆ บ้านพบคราบของเหลวสีแดงสาดกระเซ็นติดตามผนังเป็บางจุด เขากุมมือน้องสาวไว้แน่นชนิดที่ไม่ปล่อยช่องให้มีเหงือซึมเข้าไปหรือออกมา
จากหน้ากระท่อมไปถึงกองไฟระหว่างเดินผ่าน ยังสังเกตเห็นกองดินไม่คุ้นตาราวกับว่ามันพึ่งถูกกลบเพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง แต่ดูจากรอยเปียกชุ่มจากดินบนพื้นแล้วมันต้องมีสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันกับรอยของเหลวบนผนังเป็แน่ ตอนนี้สองพี่น้องหยุดยืนอยู่กองไฟตรงหน้าเธอโดยไม่ลืมรักษาระยะห่าง
"ยอมออกมาแล้วเหรอ หนาวใช่มั้ยล่ะ มานี้สิเข้ามาใกล้ๆ ฉันไม่กัดหรอก" เธอเปลี่ยนท่าทีเป็ยิ้มแย้มและเป็มิตรในทันที
หญิงสาวผู้ห่มชุดผ้าคลุมเก่ากวักมือเรียกเด็กน้อย เหมือนเธอจะรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายเด็กๆ ก็ต้องยอมออกมาจากที่ซ่อน หล่อนหยิบอะไรบางอย่างออกมาอวดสายตาพี่น้องสิ่งนั้นคือ
ไฟแช็ก!!
เด็กน้อยทั้งสองมองสิ่งของตรงหน้าด้วยสีหน้าฉงนใจ เหมือนกับไม่เคยพบเจอวัตถุสิ่งนี้มาก่อนในชีวิต
"ระวังนะอย่าเอามือมาใกล้ล่ะ"
เธอใช้มืออีกข้างป้องลมไม่ให้พัดโดนระหว่างจุดไฟ เด็กน้อยทั้งสองตะลึงงันเมื่อเห็นเปลวไฟดวงเล็กลุกไหม้ขึ้นภายในมือหญิงสาว
"ฟะ.. ฟะ.. ไฟนี่นา" เด็กชายตะกุกตะกักพูดขณะที่ผู้เป็น้องตะลึงจนพูดไม่ออก "เปลวไฟ เปลวไฟจริงๆ นางแม่มด อย่าคิดจะร่ายคำสาปใส่น้องฉันนะ" คำพูดหนักแน่นก้องกังวานแม้แต่กับเด็กวัยเดียวกัน นี่คือนำ้เสียงปกติของเ้าตัว
เด็กชายเอาตัวเข้าบังน้องสาว แววตาอันมุ่งมั่นพร้อมปกป้องไม่หวั่นเกรง หญิงผ้าคลุมเห็นดังนั้นก็เกิดประทับใจในความกล้าหาญ เธอยิ้มแล้วยื่นไฟแช็กในมือให้เขา
"ฉันไม่ใช่แม่มดใจร้ายในนิทานก่อนนอนหรอก เอ่านี่ลองดูสิเธอเองก็ทำได้นะ"
เด็กชายพินิจดูก่อนจะยื่นมือไปคว้าเอามาอย่างรวดเร็ว
"อย่าเข้ามาใกล้เรานะนางแม่มด ไม่งั้นฉันจะใช้ไฟของแกเผาใส่แกเองนี่แน่ะ" สองมือกุมแน่นเขายื่นวัตถุนี่ชี้ใส่หน้าอีกฝ่าย
"เธอนี่น๊า" หญิงผ้าคลุมพูด "ยังไม่ไว้ใจฉันอยู่อีกเหรอ ฉันล่ะอยากเห็นหน้าพ่อแม่พวกเธอจริงๆ "
สองพี่น้องได้ยินดังนั้นอากัปกิริยาก็พลันเปลี่ยน สองมือที่กุมไฟแช็กไว้แน่น จากหมายแม้นจะใช้มันทำร้ายอีกฝ่ายกลับกลายเป็หนักอึ้งเสียเปล่า ท่าทีทั้งสองเศร้าสร้อยลงเห็นได้ชัด
"เราไม่มีพ่อแม่หรอกค่ะพี่สาว" เด็กหญิงเื้ัเอ่ยปาก
"อย่าไปเผลอคุยกับแม่มดนะ เธอกำลังอ่านใจเราอยู่"
"ไม่เป็ไรหรอกค่ะพี่ หนูเชื่อใจเขานะ" เด็กหญิงก้าวเดินออกมาสู่เบื้องหน้า สบตากับสาวผ้าคลุมเธอรู้ได้ยังไงว่าสามารถไว้ใจคนแปลกหน้าคนนี้ได้ เสียงภายในมันคงบอก
"อย่าเข้าไปใกล้เธอกว่านี้นะ" เด็กชายฉุดแขนน้องสาวเอาไว้ เขาพยายามพูดอีกครั้งหวังเตือนสติเธอ แต่เสียงดังโคร๊กคร๊ากแปลกประหลาดก็พลันดังมาจากท้องของเขา
"ดูท่าเธอจะหิว จะเข้ามาหยิบเนื้อไปกินหรือจะยืนอยู่แบบนั้นทั้งคืนก็ได้นะ แต่บอกไว้ก่อนว่าเนื้อหมูป่าตัวนี้อร่อยมากพลาดแล้วจะเสียใจ" หญิงสาวกล่าวพร้อมเอาเนื้อย่างขึ้นมาดมหนึ่งไม้ "อื้ม.. ห๊อมหอม…อ่อแล้วก็ไอ้นั่นน่ะ มันใช้ทำอย่างที่เธอคิดไม่ได้หรอกนะ" จบประโยคสาวเ้ากัดเนื้อเน้นๆ เต็มคำ
เพียงแค่ถือไม้ย่างให้มั่นในมืออีกข้างค่อยอ้าปากให้กว้างประดุจเสือตะปบกวาง จากนั้นขบฟันกรามล่างให้แน่นแล้วสะบัดหน้ากระชากชิ้นเนื้อจนขาดหลุดออกจากกัน ความฉำ่หอมนี้กลบกลิ่นสาปคาวและเนื้อหยาบจะไม่ใช่ปัญหาเลย ไขมันที่ซึมออกเปรอะเปื้อนมุมปากหล่อน ท่าทีการกินเธอช่างเป็เอกลัษณ์ชนิดลืมไม่ลง เสียงเคี้ยว แจ๊บ.. แจ๊บ.. นั้นเพราะนำ้ลายหรือเนื้อมันมีความชุ่มฉำ่อยู่เยอะกัน เธอแทบจะไม่ต้องใช้มือไม้อย่างอื่นช่วยนัก 'กินดุ' คือนิยามที่บ่งบอกเอกลักษณ์อันเหมาะถ้าจะมอบให้เธอ
เด็กชายเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้หากต้องหยิบสักชิ้นคงไม่ผิดอะไรนัก ก็คนมันหน้ามืดตามัวหักห้ามความหิวไม่ได้แล้ว เขาดึงไม้ย่างที่ปักพื้นขึ้นมาดมอันหนึ่งหญิงปริศนาเธอก็ไม่ได้ว่าอะไรเด็กน้อยทำจมูกดุ๊กดิ๊กคล้ายกระต่ายดมพิสูจน์กลิ่น แน่นอนว่าสุนัขนั้นยืนหนึ่งเื่ดมกลิ่นหาใช่กระต่ายน้อยไม่
พลันกลิ่นัักระทบโสตประสาทรับรู้ ต่อมกระหายใคร่หิวและนำ้ลายอันยืดย้อย เด็กน้อยลืมตัวอ้าปากกัดชิ้นเนื้อเต็มคำ รสััละมุนชุ่มลิ้นยิ่งต้องกัดอีกคำมีหนึ่งก็ต้องมีสองไปเรื่อยๆ ของเดิมยังเคี้ยวไม่ถึงสามทีก็กัดอีกคำแล้วคำเล่าจนเต็มกระพุ้งแก้มน้อยๆ
"อาโหรยย.. งืมๆ .." เด็กชายพูดทั้งที่ของกินยังเต็มปาก เสียงเคี้ยวแจ๊บๆ ดูมูมมามลืมความระแวงเมื่อครู่สิ้น
น้องสาวยืนตาใสจ้องมองริมฝีปากพี่ชายพลางดูดนิ้วตัวเองจินตนาการถึงรสชาติของมัน คงหวานและนุ่มและชุ่มฉ่ํากว่าขนมปังขึ้นราที่พวกหนูคาบมาทิ้งแน่นอน
"เ้านี่กินไม่แบ่งน้องสาวเลยนะ" หญิงปริศนาพร้อมยื่นอีกไม้ให้สาวน้อย
"อย่าพึ่งรับนะรอดูก่อนว่าพี่จะเป็อะไรหรือเปล่า" เด็กชายร้องห้ามทั้งที่ปากยังเคี้ยวอยู่ตุ้ยๆ
"ตกลงจะห่วงน้องหรือห่วงกินกันแน่ห๊ะไอ้หนูนี่" หญิงปริศนาตัดพ้อ "ฉันล่ะไม่น่าเผลอประทับใจสายตากล้าหาญหลอกๆ นั้นเลย เฮ้อ"
"ซะที่ไหน ที่พูดนั้นจริงทุกคำ"
"เข้าใจหัวอกฉันขึ้นมารึยังล่ะทีนี้ อ่ะนี่จ่ะสำหรับเธอที่รัก ฉันชื่อ 'THEA' แล้วเธอล่ะสาวน้อย"
"หนูชื่อ 'ADELE' ส่วนพี่ชายหนูชื่อ 'ANEM' ค่ะ"
"เดี๋ยวสิ!.." เด็กชายร้องทัก
"ไม่เป็ไรหรอกค่ะพี่ หนูคิดว่า…" เด็กสาวเอื้อมมือรับไม้ "ขอบคุณค่ะ หนูคิดว่าเราไว้ใจเธอได้นะ" พูดจบเด็กสาวก็รีบตอบสนองความหิวโหยของตน ด้วยการสำเร็จโทษกรรมสิ่งมีชีวิตเ้าของเนื้อชิ้นนี้ นี่อาจเป็วงเวียนเวรกรรมที่หมูป่าตัวนี้ต้องชดใช้ในชาตินี้ก็เป็ได้
'THEA' ยิ้มอ่อนมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความอ่อนโยนราวกับเป็น้องสาวตนเช่นกัน เธอคิดจินตนาการไปเรื่อยหาที่มาของการตั้งชื่อทั้งสอง 'ANEM' น่าจะมาจาก 'ANEMOS' ที่แปลว่าลมสินะ ส่วน 'ADELE' อาจจะต้องตีความเอาอีกทีอย่างงั้นรึ เอ่.. ดูเหมือนจะมีความหมายใกล้กับคำว่า 'สูงส่ง' อะไรแบบนี้มั้ยนะ หรือ 'ใจเย็น' ไม่สิอาจจะแปลว่า 'ใจบุญ' หรือไม่ก็ 'ยุติธรรม' เสียละมั้ง แต่ดูจากั์ตาเธอแล้ว คำความหมายเ่าั้ล้วนแฝงอยู่ภายในตัวของเด็กหญิงผู้นี้
"เธอทั้งสองคน" เมื่อหญิงแปลกหน้าเอ่ยปาก เด็กน้อยทั้งสองหยุดเคี้ยวอาหารแล้วหันมาตั้งใจฟังสิ่งที่เธอจะกำลังพูดต่อไป "ไม่มีญาติผู้ใหญ่ดูแลสักคนเลยเหรอ แม้แต่ญาติห่างๆเพื่อนพ่อก็ได้ ป้าผู้มีพระคุณก็ไม่มีเลยงั้นเหรอ? "
"ไม่มีค่ะ แค่หนูกับพี่สองคน" เด็กหญิงตอบ
"ถ้าพ่อแม่เธอตายไปหมดแล้ว พวกเธออยู่กันมาได้ยังไงกันเนี่ย"
"พวกเราน่ะ อยู่กันลำพังมาซักพักแล้ว อยู่กันลำพังอาศัยเพิงร่มไม้หลบฝนกับเศษอาหารที่ผู้คนไม่กินพอประทัง" เด็กชายผู้พี่เล่าเสริมต่อ..
~~~ TO BE ~~~
โปรดติดตามตอนต่อไป
~~ CONTINUE ~~