ความเงียบสงัดมาเยือน บุรุษนักฆ่าหวาดกลัวจนแทบไม่กล้าเคลื่อนไหว ได้แต่หวังพึ่งสตรีที่อยู่เื้ัอย่างไม่อาจเลี่ยง ทว่ารออยู่นานหญิงสาวก็ยังไม่ขยับแม้แต่ปลายเท้าจึงได้คิดลงมือหวังเสี่ยงโชคลาภ
ได้แต่หลอกตนว่าผู้เยาว์ตรงหน้านั้นเป็เพียงหินเหล็กกลวงเปล่าไร้กำลังภายในแล้ว
ครั้งยามตัดสินใจได้แล้วจึงสะกิดปลายเท้าพุ่งร่างออกไปสะบัดแส้หางม้าออกไปเบื้องหน้ารวดเร็วประหนึ่งอสรพิษร้าย
เฟยหลางส่งเสียงไม่พอใจอยู่ครั้งหนึ่ง จากนั้นยื่นแขนเข้าไปพัวพันกับแส้ ครั้นจับไว้แ่าแล้วจึงกระชากร่างบุรุษชุดดำเข้ามาด้วยกำลังร่างกายอันแข็งกร้าว ชายผู้นั้นมีสีหน้าแปลกประหลาดหวาดกลัวเป็อย่างยิ่งยามร่างลอยเหนือปฐี รีดเค้นลมปราณเสริมร่างกาย
ทว่ากระนั้นแล้วก็ไม่สมดังหวัง หอกสีม่วงสว่างวูบแทงทะลุหน้าอกเสียจนสุดด้าม กลิ่นเห็นไหม้คละคลุ้ง ศพนั้นเป็ภาพไม่ชวนมองยิ่งนัก
ชายหนุ่มโยนร่างนั้นทิ้งสู่พื้น ฝืนบังคับร่างให้ตั้งตรงกลางแสงจันทร์ดั่งว่าตนนั้นใช้ลมปราณเพียงน้อยนิดในการสังหารขอบเขตนักสู้แท้จริงสองคน โดยผู้คนหารู้ไม่ว่าเขาใช้ลมปราณไปหมดสิ้นแล้วสำหรับสร้างหอกอัสนีสูงสุดไปสองครั้ง
“ไม่นึกเลยว่าจะเป็ยอดฝีมือเทียบเทียมรุ่นเยาว์อัจฉริยะ เห็นทีว่าสกุลจิวคงเดินชนตอไม้เข้าเสียแล้ว”ที่สุดแล้วสตรีผู้ยืนอยู่ในความมืดก็ขยับตัว แม้ไม่ทราบว่าดวงหน้าเช่นไรใต้ร่มผ้าสีหมึก แต่ก็คงจะไม่ธรรมดาเช่นฝีมือ นางสืบเท้ามายืนอยู่ตรงหน้าของบุรุษหนุ่ม สำรวจทุกกระเบียดนิ้วก่อนจะหันหลังกลับ
นางสงสัยว่าบุรุษอาภรณ์ทมิฬผู้นี้จะมีเื้ัที่ไม่ธรรมดา แววตาที่เขามองมายังตนนั้นหาได้มีความกลัวและการยกย่องดั่งว่าขอบเขตปราณฟ้าไม่ต่างอันใดจากคนธรรมดามิสู้ผูกมิตรไว้ไม่ดีกว่าเชียวหรือ ตัวตนระดับนี้ต่อให้ถอนตัวก็นับว่าเป็ความชอบ
“สกุลจิวจ่ายค่าจ้างน้อยเกินไป ขอเลิกราแต่เพียงเท่านี้”
ครั้นสตรีคนดังกล่าวจากไปใกล เฟยหลางจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความกดดันไม่ใช่ธรรมดาเลย การเฉียดเข้าใกล้ความตายบ่อยๆเช่นนี้คงจะต้องมีสักวันที่ได้ตายจริงๆ
ครั้งแสงแห่งวันใหม่มาถึง ชายหนุ่มก็ได้รับรู้ข่าวร้ายเรือขนส่งสินค้าพึ่งกลับไปเมื่อสองวันก่อน กว่าจะได้กลับมาอีกทีก็ในอีกสองสัปดาห์หลังจากนี้ นั่นหมายความว่าตนจะต้องอยู่เผชิญหน้าสกุลจิวต่อไปอย่างมิอาจเลี่ยงได้
เฟยหลางยิ้มอย่างขมขื่นนี่คงเป็โชคชะตากลั่นแกล้งแล้วกระมัง ต่อไปจะทำการใดต้องรอบคอบกว่านี้ จากนั้นจึงคิดว่าจะทำสิ่งใดต่อ หลังเงียบอยู่นานก็ได้ข้อสรุปหาเงินทุนหาก้าฟื้นฟูสกุลเฟยให้กลับมายิ่งใหญ่เงินตราคือสิ่งสำคัญมากที่สุด
ยังดีที่ว่าตนเตรียมสิ่งไว้ซื้อขายเรียบร้อยแล้ว สิ่งนั้นคือโอสถฟื้นฟูนาม บัวพิสุทธ์ หากได้ดื่มลงไปก็มิต่างอันใดจากการได้ชำระล้างร่างกายให้ปราศจากอาการาเ็ดั่งชื่อโอสถดอกบัวขาว
เท้ามีประกายสายฟ้าจากนั้นก็เหินร่างไปจากตรงจุดเดิม หลังคาคือที่เดินวิ่งอันสะดวกของชาวยุทธ์ขณะเดียวกันก็เป็ที่อันตรายเช่นกันยามนี้ไม่ต่างจากเป้าหมายที่อยู่ในที่โล่งแจ้ง
ครั้นเวลาล่วงผ่าน บุรุษหนุ่มก็ถึงที่หมาย ปรายตามองเล็กน้อยจากนั้นเหินร่างลงจากหลังคา หยุดอยู่ด้านหน้าสิ่งปลูกสร้างทรุดโทรมแห่งหนึ่งที่แม้แต่ป้ายชื่อก็ยังหายไป หากคิดถูกคงตกต่ำลงโดยแท้จนแทบขายทุกสิ่งอย่างเพื่อกิน
“ทั้งที่เมื่อก่อนเคยเป็สัญลักษณ์ของโอสถ ทว่ายามนี้กลับไร้ผู้คนเหลียวแล หอโอสถ์ที่เจิดจ้าดั่งดวงดาวคงเป็เพียงแค่อดีตกระมัง” เฟยหลางกล่าวแฝงแววรันทด แล้วจึงกรายเท้าเข้าไปภายใน กลิ่นเหม็นชื้นไม้ขึ้นราอันมีแต่ในป่าใหญ่ก็กลับพบได้ที่นี่ ตำแหน่งลงเท้าก็มีแต่เชื้อรา หันมองโดยรอบก็พบบุรุษหนุ่มในอาภรณ์เพลิง
ใบหน้าอิดโรยทว่ามีความหล่อเหลาคมคาย ดวงตาจ้องมองชายหนุ่มแปลงหน้าอย่างไม่ละวางทั้งยังเปี่ยมด้วยอาการเคลือบแคลงใจประหนึ่งพบเจอศัตรูอีกแล้ว หากแต่ไม่กล้าและไม่สามารถขยับไปไหน จากนั้นแอบเดินลมปราณอย่างลับๆ พลางนึกสงสัยว่าบุรุษหนุ่มที่มีกลิ่นอายอันดุดันเช่นนี้มีเป้าหมายคือสิ่งใด จึงได้ลองถามหยั่งเชิงดูก่อน
“ที่แห่งนี้ ไม่มีตำราเหลืออีกแล้ว”ชายหนุ่มกล่าวอย่างเ็าแฝงความอาดูรอันไม่ละวาง แล้วก็นั่งนิ่งเงียบต่อไปจนบรรยากาศก็วังเวงขึ้นตามส่วน
“หากมีตำราปรุงโอสถไม่ว่าจะเล่มใดอยู่ในหอโอสถนี้ ที่นี่คงไม่เงียบร้างดั่งสุสานคนตายแล้วกระมัง แต่เอาเถิดยามนี้ข้าไม่ได้มาเพื่อปล้นตำรา เพียงว่ามาเพื่อหยิบยื่นไมตรีและความหวัง” เฟยหลางกล่าว วาจานุ่มนวลไม่เผยความเป็ศัตรู ต่อมาก็หยิบขวดโอสถออกมาหนึ่ง ภายในเป็ของเหลวสีขาวนวลดั่งน้ำนม หากแต่เมื่อเปิดฝาออกมาแล้วกลับมีกลิ่นหอมชวนให้ผู้คนหลงใหลอย่างดื่มด่ำ
ฝ่ายบุรุษอาภรณ์สีชาดนั้นค่อยๆประคับประคองร่างซูบผอมลุกขึ้น จากนั้นใช้ไม้เท้าค้ำพื้นแล้วเดินมา คล้ายคนแก่น่าสังเวชยิ่งนัก ครั้งหายใจเอากลิ่นเข้าไปก็พบว่ากำลังวังชากลับมาอยู่หลายส่วน
“โอสถนี้เคยมีอยู่ในตำราที่เคยอ่านนาม บัวพิสุทธ์ หากแต่สูญหายไปนานแล้วเนื่องจากผู้คิดค้นของมันยังไม่ทันเผยแพร่ก็ตายไปเสียก่อน” เขากล่าวด้วยสีหน้าแปลกประหลาด ทั้งยังตระหนกระคนประหลาดใจนัก
“ข้าจะให้เ้าหนึ่งขวด หากเ้าทำการซื้อขายแทนข้า แต่ต้องเก็บเื่ของข้าเป็ความลับ”แล้วใบหน้าของมันก็แปรเปลี่ยนเป็ผู้อื่น ใบหน้านั้นเปี่ยมไปด้วยความดุดัน มีแผลเป็รอยบนแก้ม สีผิวคล้ายจะเข้มขึ้นเล็กน้อย
เมื่อปลอมตัวตนเสร็จสิ้นจึงได้เอ่ยต่อ “ข้าชื่อเฟยหลาง ทว่าต่อจากนี้อย่าเรียกชื่อข้าต่อหน้าคนอื่นให้มากนัก”