เกิดใหม่ในยุค 80 พลิกชีวิตแสนตกอับของคุณหนูสกุลหลิน

    เล่มที่ 1 บทที่ 15 ซูลั่วอิง (1)

            ซูลั่วอิงมีพี่ชายถึงสามคนเธอเป็๲ลูกสาวคนเดียวของบ้านจึงได้รับการทะนุถนอมจากพ่อแม่และพี่ชายราวกับแก้วตาดวงใจ

            พี่ชายคนโตของซูลั่วอิง ชื่อซูเทียนเหอรับราชการทหาร มียศถึงผู้กอง แถมยังได้แต่งงานกับลูกสาวของผู้บัญชาการทหารส่วนพี่ชายคนที่สองชื่อซูเทียนฉี่ เป็๞อาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในเมืองหลวงขณะที่พี่ชายคนที่สามชื่อซูเทียนเซิ่ง เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและได้รับการบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งอนาคตสดใสรออยู่เบื้องหน้า

            ซินเยวี่ยจำได้ว่าในชาติก่อนพี่ชายคนที่สามของซูลั่วอิงค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นไปจนถึงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรี

            ในชาติก่อนหลังจากซูลั่วอิงเรียนจบมหาวิทยาลัยเธอไม่ได้ทำงานทันทีแต่เลือกที่จะศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกแล้วจึงเริ่มทำงานเป็๞อาจารย์มหาวิทยาลัย ตอนอายุสามสิบปี เธอถึงได้แต่งงานแต่หลังจากแต่งงานได้ไม่กี่ปี กลับไม่มีลูก สามีจึงไปมีเมียน้อยแถมเมียน้อยยังตั้งท้องอีกด้วย

            เมียน้อยอุ้มท้องโตมาหาถึงบ้านบีบให้ซูลั่วอิงหย่า

            ซูลั่วอิงตัดสินใจหย่ากับอดีตสามีอย่างเด็ดเดี่ยวแต่โชคชะตาเล่นตลก หลังจากหย่าได้เพียงเดือนเดียวเธอกลับพบว่าตัวเองตั้งท้องได้สามเดือนแล้ว

            ซูลั่วอิงไม่ฟังคำทัดทานของคนในครอบครัวยืนกรานที่จะให้กำเนิดลูก แม้ในยุค 90 แม่เลี้ยงเดี่ยวจะเป็๲เ๱ื่๵๹ที่พบเห็นได้ยากซูลั่วอิงต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล

            หวังว่าในชาตินี้ ซูลั่วอิงจะมีจุดจบที่ดี

            ในชาติก่อนเพราะความขี้ขลาดและความโง่เขลาของซินเยวี่ย ทำให้ซูลั่วอิงค่อยๆ ห่างเหินจากเธอไปแต่เมื่อซินเยวี่ยเข้ามาหางานทำในเมือง ซูลั่วอิงก็ยังช่วยเหลือเธออยู่ไม่น้อย

            ซูลั่วอิงชื่นชอบผู้หญิงที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้

            ซินเยวี่ยหวังว่าในชาตินี้เธอและซูลั่วอิงจะไม่มีความขัดแย้งใดๆ ต่อกันอีก

            แม่ซูที่กำลังวุ่นวายกับการทำอาหารเย็นในครัวได้ยินเสียงจากด้านนอกก็รีบออกมา เมื่อเห็นซินเยวี่ยมา เธอก็ดีใจเป็๞อย่างมาก“ซินเยวี่ย ไม่ได้มาบ้านนานเลยนะ คราวนี้มาพักหลายๆ วันหน่อยนะมีเธออยู่ด้วย อิงอิงของเราจะได้ไม่เบื่อ”

            ซูลั่วอิงรีบขัดขึ้นก่อนที่ซินเยวี่ยจะได้พูดอะไร“ซินเยวี่ย คราวนี้เธอต้องอยู่หลายวันนะ”

            เมื่อเจอความกระตือรือร้นของสองแม่ลูกซินเยวี่ยจึงปฏิเสธไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นฉันขอรบกวนด้วยนะคะ”

            หลังจากซินเยวี่ยนั่งลงซูลั่วอิงก็นำผลไม้มาให้ ทั้งลูกพีช แตงโม และแตงกวา

            ลูกพีชซินเยวี่ยพอหากินได้ที่บ้านแต่แตงโมกับแตงกวาหายากมาก

            เธอจำได้ว่าชาติก่อนเธอได้กินแตงโมครั้งแรกตอนที่หนีตามหลี่เจี้ยนจวินเข้าไปในเมืองน่าจะเป็๲อีกสองปีข้างหน้า

            ในขณะที่ซินเยวี่ยกำลังกินแตงโมซูลั่วอิงก็เปิดทีวี

            บ้านซูมีทีวีขนาดสิบสี่นิ้ว เป็๲ทีวีขาวดำแต่แค่นี้ก็ดีมากแล้ว หมู่บ้านของซินเยวี่ยยังไม่มีไฟฟ้าใช้เลย

            ไม่นานอาหารเย็นก็เสร็จพ่อซูที่ออกไปทำงานข้างนอกก็กลับมา

            เมื่อเห็นซินเยวี่ยมาพ่อซูก็ดูดีใจมากเช่นกัน

            ระหว่างทานอาหาร แม่ซูก็พูดอย่างเสียดาย“ซินเยวี่ย น่าเสียดายจริงๆ ที่เธอไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยตอนนี้สอนหนังสือเป็๞ยังไงบ้าง”

            แม้ว่าแม่ซูจะไม่เคยสอนซินเยวี่ยแต่เธอรู้ว่าซินเยวี่ยเรียนเก่งมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเขียนและการประวัติศาสตร์ความสามารถของเธอนั้นเหนือกว่าซูลั่วอิงมากแถมคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็สูงกว่าซูลั่วอิงถึงยี่สิบคะแนนน่าเสียดายที่พ่อแม่ของเธอกลับหัวรั้นไม่ยอมให้ลูกสาวที่มีความสามารถขนาดนี้ได้เรียนต่อ

            ซินเยวี่ยรีบพูด“หนูปรับตัวเข้ากับการเป็๞ครูได้แล้วค่ะ แต่หนูยังอยากเรียนต่อหนูตั้งใจจะเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำ แต่ไม่รู้ว่าจะยากไหม”

            เมื่อได้ยินว่าซินเยวี่ยมีความตั้งใจที่จะเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำทั้งซูลั่วอิงและสองสามีภรรยาบ้านซูก็แสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่

            ซูลั่วอิงรีบวางตะเกียบลงแล้วพูดเสียงดัง“ซินเยวี่ย เธอควรจะเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำนะ เธอเก่งขนาดนี้ถ้าต้องเป็๞ครูสอนในโรงเรียนประถมในชนบทที่ยากจน มันน่าเสียดายมากถ้าเธอเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำ เธอจะต้องไปที่เมืองหลวงของมณฑลตอนนั้นพวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน”

            เมื่อเห็นว่าคนในบ้านซูสนับสนุนให้เธอเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำซินเยวี่ยก็รู้สึกสบายใจ เธอยังคงพูดถึงความยากลำบากของตัวเองออกมาหวังว่าพวกเขาจะช่วยออกความคิดเห็น

            “แต่การเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำต้องใช้เงินจำนวนมากฉันต้องหาเงินค่าเรียนให้ได้ก่อน ถ้าฉันหางานในเมืองหลวงของมณฑลไม่ได้ฉันก็คงต้องไปเรียนที่เมืองหลวงขอมณฑลในวันเสาร์อาทิตย์การเดินทางไปกลับก็ต้องใช้เงิน ฉันต้องเก็บเงินให้มากพอก่อนตอนนี้ฉันยังเสียดายงานที่ทำอยู่ กลัวว่าต่อไปจะหางานดีๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ ซินเยวี่ยก็รักอาชีพครูมาก

            เมื่อได้ยินความกังวลของซินเยวี่ยซูลั่วอิงก็โยนตะเกียบในมือลงบนโต๊ะ “ในเมื่อเธอตัดสินใจที่จะเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำแล้วก็อย่ากังวลเ๱ื่๵๹นั้นเ๱ื่๵๹นี้เลย เ๱ื่๵๹เงิน ฉันให้เธอยืมได้ตอนที่เธอไปเมืองหลวงของมณฑล ฉันช่วยเธอหางานได้ แม้จะไม่ใช่งานที่ดูดีแต่ฉันเชื่อว่าเธอทำได้ เช่นการเป็๲พนักงานขายในห้างสรรพสินค้า พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารหรือโรงแรมหรือเป็๲พี่เลี้ยงเด็กให้บ้านคนรวย ดูแลคนแก่หรือดูแลเด็ก เธอทำงานในตอนกลางวันแล้วไปเรียนในตอนกลางคืน ทุกอย่างก็จะไม่เสียเปล่า”

            แม่ซูพยักหน้าเล็กน้อย แล้วพูดอย่างจริงจัง“ความคิดของลั่วอิงก็ดีนะ ซินเยวี่ยฉันว่าเธอต้องมองการณ์ไกลหน่อยนะ พอเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำจบแล้วเธอจะต้องหางานที่ดีกว่างานที่ทำอยู่ในตอนนี้ได้อย่างแน่นอน ถ้าเธอไม่พัฒนาตัวเองชาตินี้ก็คงต้องอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ นี่แหละ เธอเหมาะที่จะเป็๞ครู แต่ด้วยวุฒิการศึกษาแค่นี้ของเธอมันยากที่จะโดดเด่นในวงการครู ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีเธออาจจะถูกคนที่มีวุฒิสูงกว่ามาแทนที่ก็ได้ถ้าเธอไปเรียนที่เมืองหลวงของมณฑลในวันเสาร์อาทิตย์ การเดินทางไปกลับแบบนี้นอกจากจะลำบากแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อหลายๆ ด้านด้วย ถ้าเธอจะเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำก็ไปที่เมืองหลวงของมณฑลเลย หางานทำไปด้วย เรียนไปด้วย”