“เฮ้อ ในที่สุดเหล่าจือก็เข้าใจแล้ว” อวิ๋นฟานไห่พลันคิดขึ้น “ว่าเหตุใดเทพยุทธ์แห่งแสงถึงได้รับการดูแลดีขนาดนี้ ที่แท้ก็ต้องทำเื่น่าหงุดหงิดรำคาญถึงเพียงนี้เอง! แต่ก็ไม่แปลก หากค่าตอบแทนไม่มาก ผู้ใดจะยอมทำกัน!”
ขณะที่กำลังคิดวุ่นวายอยู่นั้น พลันได้ยินอวี้โฉวกุยเอ่ยถาม “เ้า เดิมทีทำงานอะไรล่ะ”
“ข้ารึ ทำงานบุกเบิกเขากับปกป้องป่าน่ะ” อวิ๋นฟานไห่หัวเราะร่าพลางเอ่ยตอบ
“หืม” อวี้โฉวกุยได้ยินแล้วชะงัก สติเลือนไปชั่วขณะ
“ฮ่าฮ่า!” อวิ๋นฟานไห่เห็นท่าทางเขาก็หัวเราะดังลั่น “งานบุกเบิกเขากับปกป้องป่า ก็คือ ‘เขานี้ข้าบุกเบิก ป่านี้ข้าปลูก’* ไงละ”
ขณะที่หัวเราะลั่น อวิ๋นฟานไห่ก็ทอดถอนใจ “เฮ้อ! งานนี้รู้สึกว่าไม่มั่นคงเอาเสียเลย ข้าอยากหยั่งเชิงเขาดูว่าพอรู้ว่าข้าเป็โจรป่า จะขับไสไล่ส่งข้าหรือไม่
“อืม แต่เดาว่าอย่างไรเขาก็คงไม่กล้าจับข้าหรอก ข้ารู้เื่ไม่ถูกต้องที่พวกเขาคิดจะหาคนมาสวมรอยเป็เทพยุทธ์อยู่นี่นะ”
อวิ๋นฟานไห่ขบคิดไว้เสียดิบดี คิดไม่ถึงว่าจากนั้นจะได้ยินอวี้โฉวกุยเอ่ยแค่ “อ้อ” เสียงนิ่งสงบคำเดียว แล้วไม่พูดอะไรอีก
นี่นับเป็การลอบปะทะกันยกแรกระหว่างอวิ๋นฟานไห่กับอวี้โฉวกุย ผลลัพธ์คือหัวหน้าโจรป่าเขาเฟยอวิ๋นของเราพ่ายการประลอง
นอกจากพวกพิธีรีตองที่อวิ๋นฟานไห่ไม่ชอบใจแล้ว พอตกเย็น อวี้โฉวกุยก็ยังพาเขามาเยี่ยมชมจวนเทพยุทธ์ด้วยตัวเองอีก
จวนที่พักของเทพยุทธ์ตั้งอยู่ด้านหลังที่ทำการขององครักษ์เทพยุทธ์ เปรียบได้กับเรือนหลัง ทว่ากินพื้นที่กว้างใหญ่มาก
รูปแบบที่ทำการอยู่หน้าจวนพักอยู่หลังเช่นนี้ คล้ายคลึงกับจวนขุนนางกับที่ทำการอำเภออยู่ไม่น้อย ดังนั้นในสายตาของชาวเมืองตงหัว จึงมิได้แบ่งแยกองครักษ์เทพยุทธ์กับจวนเทพยุทธ์ออกจากกัน บ่อยครั้งก็มักจะพูดปนกัน ชื่อไหนก็ได้
รอจนชมดูครบทุกที่แล้ว อวิ๋นฟานไห่ก็พบว่าภายในลานของจวนเทพยุทธ์นั้นเงียบสงบ หรูหรา เป็ระเบียบคล้ายกับสวนบุปผาขนาดใหญ่ ส่วนภายในเหมือนห้องอักษร
แม้อวิ๋นฟานไห่จะพบเห็นโลกมาไม่มากนัก แต่ก็เคยพบเจอชาวยุทธภพที่พเนจรขึ้นเหนือลงใต้ไม่น้อย เขามองรอบหนึ่งก็เข้าใจว่าการตกแต่งของจวนเทพยุทธ์มีรสนิยมยอดเยี่ยมนัก
เช่นของโบราณที่ประดับไว้ทุกห้อง แน่นอนว่าดูมีราคาค่างวดสูง แต่รูปแบบส่วนใหญ่เรียบง่ายสบายตา ไม่เหมือนอย่างบ้านคหบดีเศรษฐีใหม่ที่มีผ้าต่วนแพรไหมกองเอาไว้ทุกที่ แทบจะฝังทองฝังเงินไว้แม้กระทั่งประตูสุขาเสียด้วยซ้ำ
เดิมทีการเยี่ยมชมจวนเทพยุทธ์นั้น สำหรับคนธรรมดาแล้วเป็โอกาสดีที่เฝ้าถวิลหา ทว่าน่าเสียดายที่หัวหน้ากองโจรอวิ๋นฟานไห่ผู้นี้ไม่นับว่าเป็คนธรรมดา
ขณะเยี่ยมชม ใจเขารู้สึกขื่นขมและสับสนสุดขีด “ไอหยา แจกันโบราณห้าร้อยปี... เฮ้อ! ข้าเอาไปไม่ได้ หา? อะไรนะ ภาพวาดโบราณแปดร้อยปี เฮ้อ ข้าก็ทำได้แค่มอง...”
อวี้โฉวกุยอาจคิดไม่ถึงเลยสักนิดว่า อวิ๋นฟานไห่ที่เมื่อครู่ยังไม่ยอมร่วมมือกับการอบรมทุกรูปแบบ ความจริงแล้วในเวลานี้ พลังและความอดทนในใจเขาเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวแล้ว
มาถึงโถงด้านหน้าของจวนเทพยุทธ์ สายตาของอวิ๋นฟานไห่พลันจับอยู่บนชุดชงชาที่อยู่บนโต๊ะฝั่งเ้าบ้าน
สองตาของเขาพลันเปล่งประกาย คิดในใจว่า “โอ๊ะโอ จอกลายครามเหล่านี้วาวใสระยิบระยับ พูดไปใครจะเชื่อว่าเป็กระเบื้องเผา เป็ถ้วยผลึกแก้วในตำนานแท้ ๆ !”
ขณะที่กำลังยื่นมือออกไป จู่ ๆ เขาก็ได้ยินอวี้โฉวกุยเอ่ยว่า “ท่านเทพยุทธ์ เชิญท่านหยิบจอกชาบนโต๊ะได้”
“อะไรนะ!” อวิ๋นฟานไห่รู้สึกใปนดีใจ คิดในใจว่า “หรือว่าในที่สุดก็สบโอกาส หัวหน้าอวี้ผู้นี้คิดจะมอบจอกลายครามล้ำค่านี้ให้ข้า”
เขาพลันทำตามด้วยความเร็วปานสายฟ้า ก้าวขึ้นหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยิบจอกลายครามขาวใบนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวังและฉับไว
“หัวหน้าอวี้ นี่ท่านจะให้...” อวิ๋นฟานไห่พูดยังไม่ทันจบคำ อวี้โฉวกุยก็เอ่ยขัดคำพูดเขา “ตอนนี้ เ้าจงปาจอกชาใบนี้ลงพื้น”
“หา?” อวิ๋นฟานไห่ยังคิดว่าตนเองหูเพี้ยนฟังผิดไป
“ไม่ผิด ตอนนี้จะสอนเ้าว่าหากโมโหต้องปาจอกชาอย่างไร” อวี้โฉวกุยเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“บัดซบ!” อวิ๋นฟานไห่ร้องด่าอยู่ในใจ จากนั้นก็ยกจอกลายครามขาวหายากที่สะท้อนแสงแวววาวขึ้นมาอย่างจำใจปนปวดใจ แล้วปาลงพื้นอย่างแรงดัง “เพล้ง”
“ไม่เลว ไม่เลว” อวี้โฉวกุยปรบมือเอ่ยชม “คาดไม่ถึงว่าเ้าที่ไม่มีอะไรดี พอเป็การปาจอกชา ดูจะทำได้โดยไม่ต้องสอน”
“เหลวไหล” อวิ๋นฟานไห่ทนไม่ไหวอีกต่อไป เอ่ยอย่างไม่เกรงใจว่า “ปาจอกชาแค่นี้ มีอะไรยากเย็น ยังต้องเรียนด้วยรึ หัวหน้าอวี้ ท่านจะทำเหมือนข้าเป็คนโง่ไม่ได้นะ!”
“ผู้น้อยจะกล้าเห็นท่านเทพยุทธ์เป็คนโง่ได้อย่างไร” อวี้โฉวกุยในยามนี้เริ่มเรียกขานอวิ๋นฟานไห่ว่าเทพยุทธ์แล้ว
เอ่ยประโยคนี้จบ อวี้โฉวกุยก็หลับตาลง
“หรือว่าเขาจะเหนื่อยเสียแล้ว” อวิ๋นฟานไห่สงสัย
“แต่ก็ยังมีส่วนต้องปรับปรุง” อวี้โฉวกุยพลันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เอ่ยอย่างจริงจังว่า “ท่าทางปาจอกชาเมื่อครู่ มองเผิน ๆ ไม่เลว แต่หากลงรายละเอียดแล้วยังมีจุดที่ต้องระวัง
“อย่างเช่นความเร็วยามยกแขน ตอนแรกช้าตอนหลังต้องเร็ว ชั่วพริบตาก่อนจะปาจอกชา ก็ต้องยกแขนขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็ปาลงไปแบบที่ตอนแรกช้าตอนหลังเร็วเช่นกัน แบบนี้ถึงจะมีแรงกระทบ มีจังหวะ”
“อะไรนะ” อวิ๋นฟานไห่ฟังแล้วก็ชะงักไป
“ไม่เป็ไร ตอนนี้ไม่เข้าใจ ฝึกให้มากก็จะทำได้เอง” อวี้โฉวกุยเอ่ยอย่างมีน้ำอดน้ำทน
“ก็ได้” อวิ๋นฟานไห่ในใจหลั่งเื กำลังจะยื่นมือไปหยิบจอกชาใบหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมา
ผู้ใดจะรู้ว่า เพิ่งจะหยิบขึ้นมาก็ได้ยินอวี้โฉวกุยร้องว่า “วางลง!”
“หา?” อวิ๋นฟานไห่ประหลาดใจ “ท่านไม่ได้บอกให้ข้าฝึกเยอะ ๆ หรอกรึ”
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว” อวี้โฉวกุยเอ่ยพลางดึงจอกชาในมือเขาลง “ท่านเทพยุทธ์ เครื่องลายครามบนโต๊ะพวกนั้น มีทั้งของจริงและของปลอม”
“เมื่อครู่ที่ท่านปาไปครั้งแรกเป็แค่ของปลอมเท่านั้น แต่ที่ท่านถือตอนนี้เป็เครื่องลายครามเสวียอวี่ที่สร้างในหลิงโจวทางตะวันตกของเสินโจว ชิ้นเดียวก็มีมูลค่ากว่าร้อยตำลึงเงินบริสุทธิ์เชียวนะ อย่าทำแตกเป็อันขาด ไม่อย่างนั้นเพียงค่าจ้างแปดร้อยตำลึงเงินของท่านก็จะถูกหักเกลี้ยงในทีเดียว”
“...” หัวหน้ากองโจรเขาเฟยอวิ๋นผู้มีอิสระเสรีในตอนแรก พลันเหงื่อซึมเต็มหลัง รู้สึกเพียงว่าฝันร้ายที่ตนกลัวแสนกลัวมาจนถึงตอนนี้ก็เกิดขึ้นจนได้
เขาถูกขุนนางลอบโจมตี ดักทาง และติดกับแล้ว!
ก่อนหน้านี้เขาไม่ค่อยเข้าใจบรรดาสหายร่วมอาชีพที่ต่อต้านขุนนางกันเอาเป็เอาตายนัก ทว่าตอนนี้เขาพอจะเข้าใจบ้างแล้ว
อวี้โฉวกุยตรงหน้านี้กล้าหลอกกันอย่างหน้าด้าน ๆ ที่เหลือร้ายกว่านั้น เขาอยากได้ค่าจ้างแปดร้อยตำลึง ก็ยังต้องแบ่งจ่ายเป็งวด มาตอนนี้หากทำจอกชาแตกผิดใบ ก็จะถูกหักเกลี้ยงในทีเดียวเสียนี่! “์ ขุนนางช่างชั่วร้ายจริง ๆ !”
และแล้วในครึ่งค่อนชั่วยามถัดจากนั้น จึงผ่านไปพร้อมกับเหงื่อเย็นหยดติ๋ง ๆ แต่ความสามารถในการแยกแยะเครื่องลายครามของเขากลับก้าวหน้าขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย
ยามที่เงาตะวันทอดเอนไปทางตะวันออก ใกล้จะโพล้เพล้ อวี้โฉวกุยก็พาอวิ๋นฟานไห่มาที่สวนดอกไม้ด้านหลังจวนเทพยุทธ์
แสงเรืองรอง่อาทิตย์ตกดินมีสีแดงสดแลนุ่มนวล อาบย้อมศาลา ทะเลสาบ และบุปผชาติในสวนดอกไม้เป็สีแดงชาดเฉิดฉัน
อวี้โฉวกุยหัวหน้าใหญ่แห่งองครักษ์เทพยุทธ์โบกพัดในมือเบา ๆ เดินไปทางสระน้ำในสวนอย่างไม่เร็วไม่ช้า
ขณะที่อวิ๋นฟานไห่เดินตามไป ก็เห็นว่าข้างสระน้ำนั้นมีูเาหินจำลองลูกหนึ่ง ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใบหญ้า ซึ่งดูงามตายามอาทิตย์อัสดง
อวิ๋นฟานไห่ที่บังเอิญเห็นูเาหินจำลองเข้าเกิดใจสั่นไหว พลันคำนึงถึงแดนเขาเฟยอวิ๋นอันกันดารขึ้นมา
“ข้าถามเ้าหน่อย” ขณะกำลังใจลอยอยู่นั้น อวี้โฉวกุยที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ถ้าเ้าทำเื่ที่มีคุณธรรมในฐานะเทพยุทธ์ ชาวบ้านที่ได้รับผลประโยชน์ล้วนชื่นชมเ้า เ้าควรจะตอบรับเยี่ยงไร”
“เปลี่ยนเป็เงินรึ” อวิ๋นฟานไห่หลุดปากตอบออกไป
“ผิด!” อวี้โฉวกุยรวบพัด พลันเบี่ยงตัวเชิดหน้าแหงนมองฟ้า สองตาเปล่งประกาย เงียบงันอยู่เป็นาน
“เอ๊ะ” อวิ๋นฟานไห่เห็นแล้วก็ประหลาดใจ รีบมองขึ้นไปบนฟ้าด้วย “บนฟ้ามีอะไรหรือ อ้อ... มีเมฆที่ยืดเป็สี่ขา เหมือนเต่ามากจริง ๆ ... โอ๊ะ ที่แท้เ้าก็ ‘แค้นเต่า’ จริง ๆ สินะ!”
เพิ่งจะพูดถึงตรงนี้ จู่ ๆ อวี้โฉวกุยก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงกังวานลุ่มลึก “เ้าควรที่จะยืนเอียงข้างแหงนหน้ามองฟ้า จากนั้นก็ถอนใจยาวเหยียด แล้วพูดว่า “โลกหล้าดั่งเหมันต์ แต่หัวใจแลิญญาเร่าร้อนตลอดกาล!”
“อ้อ... ข้าเข้าใจแล้ว” อวิ๋นฟานไห่กลอกตา แล้วเลียนแบบท่าทางของอวี้โฉวกุย แสร้งพูดประโยคโลกหล้าดั่งเหมันต์ แต่หัวใจแลิญญาเร่าร้อนตลอดกาลออกมาอย่างลุ่มลึก
“ถือว่าเรียนรู้เร็ว” เห็นเขาทำท่าทำทาง อวี้โฉวกุยก็เอ่ยชมอย่างหาได้ยาก “คิดไม่ถึงว่าเ้าที่กิริยาวาจาหยาบกระด้าง พอเลียนแบบคำปฏิญาณของท่านเทพยุทธ์แล้วกลับคล่องแคล่วกว่าที่เปิ่นจั้วจินตนาการไว้เสียอีก
“อืม นับว่าโชคดีที่เ้าเกิดมารูปโฉมดี พอรู้จักวางตัวเช่นนี้ เ้าก็ไม่ได้ย่ำแย่นัก จริงสิ ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ออกมา เ้ารู้สึกเช่นไร”
“รู้สึกรึ” อวิ๋นฟานไห่ชะงักแล้วเอ่ยว่า “รู้สึกพะอืดพะอมเล็กน้อย”
“...” คราวนี้เป็ตาอวี้โฉวกุยที่จนคำจะเอื้อนเอ่ย
-------------------
เชิงอรรถ
*เป็วลีที่โจรในสมัยโบราณมักพูดเพื่อแสดงความเป็เ้าของพื้นที่