บทที่ 11 อร่อยจนอยากร้องไห้
ซูซ่านยิ้มให้เด็กทั้งสามคนที่กำลังจ้องมองเธอด้วยความคาดหวัง “ไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปตราบใดที่ป้ายังอยู่ ทุกคนจะไม่อดอยากอีก”
“ป้าจะทำอะไรอร่อยๆ ให้พวกเรากินเหรอ?”
ลู่เหวินเฮ่ามีใบหน้ากลม แก้มยุ้ย ตาโตเป็ประกาย ดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดู
“รอให้ป้าทำเสร็จก่อนเถอะ เดี๋ยวก็จะรู้เอง”
ซูซ่านยิ้มแล้วอุบเงียบไว้เป็ความลับ
จากนั้น เธอก็นำแป้งที่ผสมไว้ลงไปทอดในกระทะน้ำมันร้อนๆ ค่อยๆเกลี่ยแป้งให้บาง ทิ้งไว้สักพักจนแป้งเริ่มอยู่ตัวแล้วจึงค่อยๆ กลับด้าน
ทอดจนแป้งทั้งสองด้านเป็สีเหลืองทอง ส่งกลิ่นหอมฉุยไปทั่ว ทำเอาเด็กทั้งสามคนกลืนน้ำลายดังเอื๊อกๆ ด้วยความหิว
เมื่อแป้งชิ้นแรกสุก แม้ว่าจะเห็นแววตาที่หิวโหยของเด็กๆ แต่ซูซ่านก็ยืนยันให้ลู่เหวินเฮ่าเอาไปให้ลู่จ้านตงกินก่อน
“พ่อครับ นี่คือแป้งทอดที่ป้าซูทำให้ ลองชิมดูสิครับ”
จริงๆแล้ว ลู่เหวินเฮ่าก็หิวจนตาลาย แต่เขาก็ยังอดทนรอ
ลู่จ้านตงมองแป้งทอดในชาม ลำคอขยับขึ้นลงหลายครั้ง เขาไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่มาจากในเมืองจะฉลาดและเก่งกาจขนาดนี้
“พวกลูกกินกันหรือยัง?”
“พ่อครับ ข้างนอกยังมีอีก” ลู่เหวินเฮ่าพูดจบก็รีบวิ่งออกไปข้างนอกด้วยความดีใจ
มองจากสีหน้าที่ยิ้มแย้มของเด็กชาย ก็รู้ได้เลยว่าเขามีความสุขมากแค่ไหน
ทันทีที่ลู่เหวินเฮ่าออกไป ก็เห็นแป้งทอดอีกสองชิ้นที่เพิ่งสุก
ซูซ่านรู้ว่าเขาหิวมาก จึงบอกให้เด็กๆ กินก่อน
เด็กทั้งสามแบ่งแป้งกันกิน คนละคำสองคำ พอใส่เข้าปากก็ร้อนจนต้องพ่นลมออกจากปาก ลู่เหวินเฮ่ายังร้อนจนทำหน้าเหยเก ยืนะโไปมา ทำท่าทางตลกๆ ทำให้ซูซ่านหัวเราะออกมา
ลู่เสี่ยวเถียนที่เห็นแบบนั้นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
ส่วนลู่เหวินยวนที่มักจะไม่ค่อยพูดค่อยจาก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
เขากัดแป้งทอดในมือ รสชาติอร่อยจนอยากจะร้องไห้
นับั้แ่เกิดมา ในความทรงจำอันน้อยนิดของเขา ไม่เคยได้กินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
ระหว่างที่กินแป้งทอด ลู่เหวินเฮ่าแอบมองป้าอ้วนข้างๆ ด้วยความหวังว่าเธอจะอยู่ที่นี่ต่อไป
“ป้าครับ อร่อยมาก!”
ลู่เหวินเฮ่าพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ เพราะในปากเต็มไปด้วยแป้งทอด
ซูซ่านเห็นแบบนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ เธอหันไปถามลู่เสี่ยวเถียน
“เถียนเถียน อร่อยไหมจ๊ะ?”
ลู่เสี่ยวเถียนพยักหน้าทันที “อร่อยค่ะ ป้า”
แม้เสียงของเธอจะเบา แต่เธอก็พูดออกมา
ซูซ่านหันไปมองลู่เหวินยวนที่กำลังก่อไฟ “เหวินยวน เป็ไงบ้าง อร่อยไหม?”
ลู่เหวินยวนเกาหัวด้วยความเขินอาย มองเหงื่อที่ไหลอาบแก้มของซูซ่าน แล้วพยักหน้าเบาๆ “ครับ”
หลังจากทอดแป้งเสร็จ ซูซ่านก็ใส่ทั้งหมดลงในชาม แล้วให้ลู่เหวินเฮ่าเอาไปให้พ่อของเขาก่อน
จากนั้นซูซ่านก็ทำซุปมะเขือเทศใส่ไข่ กลิ่นหอมน่ากิน
พอซุปเดือด เธอก็ตักใส่ชามให้ทุกคนจนเต็ม
เด็กทั้งสามคนรีบยกชามเข้าไปในบ้านด้วยความตื่นเต้น
ลู่จ้านตงมองซุปมะเขือเทศใส่ไข่ที่ลอยอยู่บนน้ำซุป แล้วมองแป้งทอด ลำคอของเขาขยับขึ้นลงหลายครั้ง
เขามองซูซ่านที่กำลังหอบเล็กน้อยจากการทำงานหนัก พูดไม่ออกด้วยความตื้นตัน
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาเห็นรูปร่างของเธอ เขาก็ตัดสินเธอจากภายนอกไปแล้ว
คิดว่าเธอคงทนอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน
ใครจะไปคิดว่าแค่ครึ่งวัน เธอก็ทำให้บ้านหลังนี้มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
เนื่องจากในบ้านไม่มีโต๊ะ ลู่จ้านตงจึงให้เด็กๆยืนเรียงกันบนขอบเตียง แล้ววางชามไว้บนเตียงดิน
ส่วนเก้าอี้ตัวเดียวในบ้านก็ยกให้ซูซ่านนั่ง
ตอนที่ซูซ่านนั่งลง เธอก็ถือชามใบเล็กที่มีแตงกวาสับอยู่ในมือมาด้วย
เธอหั่นแตงกวาเป็ชิ้นๆ แล้วโรยเกลือไว้ เป็เครื่องเคียงสำหรับทุกคน
ซูซ่านเห็นว่าเด็กๆตื่นเต้นมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าขยับ แต่มองเธอด้วยสายตาคาดหวัง
ที่แท้ก่อนที่เธอจะเข้ามาในบ้าน ลู่จ้านตงได้บอกลูกๆ ไว้แล้วว่า ห้ามใครกินอาหารก่อนแม่ใหม่จะลงมือกิน
ถึงแม้ทุกคนจะได้ชิมแป้งทอดไปแล้ว แต่การกินอาหารพร้อมกันทั้งครอบครัวก็ต้องมีกฎ
ดังนั้น แม้ว่าเด็กๆ จะน้ำลายไหลด้วยความอยากอาหารแค่ไหน ก็ยังคงยืนรอซูซ่าน
ซูซ่านเข้าใจความหมายนั้น เธอยกตะเกียบขึ้นแล้วพูดกับทุกคนว่า “หิวกันแล้วใช่ไหม กินกันเถอะ”
ทันทีที่เธอพูดจบ เด็กทั้งสามคนก็เริ่มหยิบแป้งทอดขึ้นมากิน
ลู่เหวินยวนเป็พี่ชายคนโต ยืนอยู่ข้างซูซ่าน เขาหยิบแป้งทอดให้พ่อก่อน แล้วจึงหยิบให้ซูซ่าน
“พี่ใหญ่บ้านเรามีนิสัยดีจริงๆ”
ลู่เหวินยวนเขินอายที่ถูกชม
ลู่เหวินเฮ่ากัดแป้งทอดคำใหญ่ กลิ่นหอมอร่อยจนแทบไม่อยากกลืนลงคอ
เมื่อได้ยินซูซ่านชมพี่ชาย เขาก็รีบพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ว่า “ป้าครับ ผมก็จะเป็เด็กดี มีมารยาทครับ”
จะไม่เรียกป้าว่าอ้วนอีกแล้ว
ลู่เสี่ยวเถียนยกมือขึ้นเบาๆ เป็สัญญาณว่าเธอก็จะเป็เด็กดี มีมารยาทเช่นกัน
“แน่นอนอยู่แล้ว พวกเธอทั้งสามคนเป็เด็กดี วันนี้ทุกคนทำได้ดีมาก”
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยเลี้ยงลูกมาก่อน แต่เธอก็รู้ว่าเด็กทุกคน้าการชี้นำที่ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กทั้งสามคนนี้ ก่อนที่ชีวิตของพวกเขาจะผิดพลาด เธอต้องนำพวกเขากลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง
มื้อกลางวันนี้เป็มื้อที่แสนอร่อยและอบอุ่น
สำหรับซูซ่านที่ข้ามเวลามาจากโลกปัจจุบัน อาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่สำหรับครอบครัวสี่คนนี้ มื้อกลางวันนี้เปรียบเสมือนอาหารจาก์
ซูซ่านกลัวว่าเด็กๆจะกินมากเกินไป จึงให้พวกเขากินซุปมะเขือเทศน้อยๆ
แต่อร่อยจนอดใจไม่ไหว เด็กๆก็ยังแอบไปตักซุปมากินเป็รอบที่สอง
หลังจากกินอาหารเสร็จ ลู่เหวินเฮ่าและลู่เหวินยวนก็รีบล้างจาน
ซูซ่านให้พวกเขาหยุดก่อน เพราะเธอมีเื่จะพูด
“อีกสักพัก ลุงชิงซานจะมาตัดผมและโกนหนวดให้พ่อพวกเธอ หลังจากนั้น ป้าจะพาพ่อพวกเธอไปโรงพยาบาลที่อำเภอ พวกเธอก็เห็นแล้วว่า แผลที่ขาของพ่อสาหัสมาก ถ้าไม่รีบรักษาอาจจะพิการได้”
ลู่เหวินยวนมองพ่อของเขา แล้วมองซูซ่าน “ขาของพ่อรักษาหายได้จริงๆ เหรอครับ?”
“พ่อจะเดินได้เหมือนพวกเราไหมครับ?” ลู่เหวินเฮ่าถาม
ซูซ่านพยักหน้า “แน่นอน! ถ้าไปโรงพยาบาลตอนนี้ต้องรักษาหายได้แน่นอน ต่อไปพ่อของพวกเธอจะทำอะไรได้เหมือนพ่อคนอื่นๆ แถมยังจะทำได้ดียิ่งกว่าอีกด้วย
แต่่ที่ป้ากับพ่อของพวกเธอไม่อยู่ พวกเธอต้องดูแลบ้านให้ดีนะ ไม่ต้องห่วง ป้าได้คุยกับลุงชิงซานแล้วว่าจะให้เขามานอนเป็เพื่อนพวกเธอที่นี่ตอนกลางคืน
ถ้ามีใครจากครอบครัวลู่มาหาเื่พวกเธอ อย่าไปสู้กับพวกเขานะ เพราะพวกเธอยังเป็เด็ก ต้องดูแลตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อน ก่อนไป ป้าจะทำอาหารอร่อยๆ ทิ้งไว้ให้ เหวินยวนเป็พี่ชายคนโต ต้องดูแลน้องๆให้ดี เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ!”