ความรู้สึกที่ว่ากําลังมีสายตาของใครคนหนึ่งจ้องมองมาจากทางด้านหลังเกิดขึ้นอีกครั้งดังนั้นซาบริน่าจึงไม่รู้สึกแปลกใจเลยเมื่อได้ยินเสียง เบย์ คาเมรอน พูดขึ้นประสาทที่ไวต่อการัับอกให้รู้ว่าเขายืนอยู่ข้างหลังเธอนั่นเอง
“คุณเป็คนวาดรูปนี้หรือ?”
เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ใช่ค่ะ”
เธอตอบสั้นๆ เพียงแค่นั้น
“มันเยี่ยมมากเลยใช่ไหมครับ?”
จิโน่สอดขึ้นในทันใด
“ผมนี่แหละที่เป็คนขายสีเกรยองชุดแรกให้ซาบริน่าต่อมาก็เป็สีน้ำ แล้วก็สีชอล์กมันก็เท่ากับผมเป็ผู้ช่วยสร้างจิตรกรฝีมือดีคนหนึ่งขึ้นมาเหมือนกันนะครับแล้วเธอก็เอารูปนี้มาให้ผมเป็ของขวัญ ก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุเธอมาที่ร้านผมเสมอละครับ บางทีก็อาทิตย์ละสองครั้ง”
เสียงของเขาดูเศร้าลง
“แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้มาบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
ซาบริน่าขยับตัวอย่างอึดอัด แต่จิโน่กําลงอารมณ์ดีอย่างมาก
“เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมเห็นเธอเดินผ่านหน้าร้านไปก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะเดินไปไหน ปรากฏว่าเดินเข้าไปในร้านตัดผมที่อยู่ติดกันนี้ผมก็บอกกับตัวเองว่า...โธ่ น้องจะเข้าไปตัดผมสวยๆ ให้มันสั้นหมดละสิท่า แต่จริงๆแล้วเธอเพียงแต่เดินเข้าร้านผิดเท่านั้นละครับ เธอ้ามาหาผมต่างหาก”
สีหน้าของจิโน่บอกความปลาบปลื้มอยู่เขาไม่สนใจกับกิริยาท่าทางของซาบริน่าเลยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอกําลังไม่พอใจที่เขาเล่าเื่ให้คนแปลกหน้าฟังราวกับเธอไม่ได้อยู่ในที่นั้นด้วย
“คุณรู้ไหมว่าครั้งแรกที่ผมเห็นเธอเกล้าผมขึ้นไว้เหนือศีรษะอย่างนี้มันทําให้ผมนึกถึงมงกุฎที่สวมทับอยู่บนเส้นไหมสีน้ำตาล”
เสียงของเบย์ คาเมรอนที่เอ่ยคําพูดประโยคนี้ขึ้นนุ่มนวลยิ่งนักและทําให้เธอถึงกับร้อนผ่าวบนใบหน้า
“รู้สึกว่าฉันทําให้คุณเสียเวลามากเกินไปแล้วละนะ จิโน่”
ซาบริน่าเอ่ยขึ้นอย่างตัดบท
“คุณยังมีงานต้องทํา แล้วก็ยังมีลูกค้าคนอื่นรออยู่แล้วค่อยพบกันอาทิตย์หน้านะ”
“แน่นะครับ ซาบริน่า ว่าคุณจะมาหาผมอีกอาทิตย์หน้า”
“แน่นอน...ซิโอ...จิโน”
เธอกล่าวคําอําลาเป็ภาษาอิตาเลี่ยนก่อนจะหันหลังเดินออกจากร้านโดยมีเบย์ คาเมตอนเดินตามมาติดๆ เพียงแต่เขาไม่ได้จับปลายศอกพาเดินออกมาเท่านั้น
“แอดดิโอ ซาบริน่า”
จิโน่สนองตอบ ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อยว่ามีชายหนุ่มแปลกหน้าเดินตามเธอออกไปด้วย
“ร้านกาแฟอยู่ทางซ้าย”
เบย์เอ่ยขึ้นเมื่อเดินออกมาจากร้านของจิโน่แล้ว
“อยู่ตรงหัวมุม ต้องลงบันไดไปหน่อย”
“ฉันคิดว่าพอรู้ค่ะว่าคุณหมายถึงร้านไหนฉันไม่ได้ไปที่นั่นตั้งหลายปีแล้ว”
ซาบริน่าตอบเสียงแข็ง
เขาและเธอเดินเคียงคู่กันไปตามบาทวิถีจนกระทั่งถึงหัวมุมถนนเบย์ไม่ได้พยายามที่จะให้ความช่วยเหลือเธอเลยปล่อยให้ซาบริน่าเดินเองเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกว่าต้องมีคนช่วยอยู่ตลอดเวลา
“รูปที่คุณวาดนั่นฝีมือดีมากทีเดียว”
เบย์เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
“คุณเรียนวาดรูปมาั้แ่เด็กหรือครับ ?”
“จะเรียกว่าตลอดชีวิตก็ยังได้เลยค่ะ”
เธอพยายามกล้ำกลืนก้อนแข็งๆ ที่ขึ้นมาตีบตันอยู่ในลําคอลงไว้และตอบคำถามของเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มันเป็งานของฉันด้วยและก็เกือบจะประสบความสําเร็จอยู่แล้ว”
“ผมเชื่อ”
เขาคล้อยตามทันที
“ฝีมือคุณดีมากทีเดียว”
“แต่มันก็เป็เพียงแค่...ครั้งหนึ่ง...เท่านั้นคือครั้งหนึ่งฉันเคยมีฝีมือที่พอใช้ได้มากกว่า”
เธอตอบอย่างเจ็บช้ำพร้อมกับสูดลมหายใจลึก
“ขอโทษค่ะ”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก”
เธอคิดว่าเขากําลังยักไหล่เบาๆ อยู่
“ผมเข้าใจดีว่าเมื่อศิลปินต้องเสียดวงตาไปมันคือความเคราะห์ร้ายถึงสองเท่ามันเป็ความรู้สึกที่ไม่มีใครว่าคุณได้หรอกครับ เพราะถ้าคุณจะไม่รู้สึกอะไรเสียเลยคุณก็ไม่ใช่มนุษย์ปุถุชนเท่านั้น”
อุ้งมือที่แข็งแรงเอื้อมมาจับปลายศอกเธอไว้แต่เพียงบางเบา
“ทางด้านซ้ายมือของคุณมีราวบันไดเหล็กลงไปจนกระทั่งถึงข้างล่างเลย”
เขาบอกเป็เชิงแนะนํา
เมื่อมือข้างซ้ายัักับราวบันไดแล้ว เบย์ก็ปล่อยมือตัวเองลงเขายอมรับในความเ็ปของเธอที่ความพิการซึ่งเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันทําให้เธอต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งงานที่แสนรักไปด้วยและมันเป็ความรู้สึกที่เหลือจะอธิบายให้ผู้ใดเข้าใจได้ไม่อาจแม้แต่จะกล่าวคําปลอบโยนที่ไร้ความหมายเช่นที่ใครๆชอบพูดกันว่า...อีกไม่นานเธอก็จะผ่านพ้นเคราะห์กรรมอันนี้ไปได้...เพราะซาบริน่าย่อมรู้ดีว่ามันไม่ใช่คําพูดที่ควรแก่การเชื่อถืออย่างที่สุด
เมื่อลงมาถึงเชิงบันไดเบย์ก็เอื้อมมือผ่านหน้าไปเปิดประตูร้านกาแฟให้และแล้วแขนข้างหนึ่งก็ลดลงโอบเอวเธอไว้และอยู่ในท่านั้นขณะที่พนักงานเสิร์ฟสาวนําไปนั่งตรงบู๊ทเล็กๆตัวหนึ่ง
“ส่งไม้เท้ามาให้ผมเถอะ”
เขาบอก
“ผมจะแขวนไว้กับเสาข้างที่นั่งของคุณ มันจะได้ไม่เกะกะ”
ซาบริน่าส่งไม้เท้าให้เขาและเลื่อนตัวเข้าไปนั่งในบู๊ทไล้ปลายนิ้วไปบนโต๊ะตรงหน้าอย่างใจคอไม่ใคร่ดีนัก ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอพยายามหลีกเลี่ยงที่จะปรากฏตัวในที่สาธารณะเพราะรู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะทําใจให้สบายได้ เธอหยิบเมนูขึ้นมาถือแล้วก็วางลง
พนักงานเสิร์ฟคงจะยืนรออยู่ตรงโต๊ะเพราะเธอได้ยินเบย์สั่งกาแฟสองที่ก่อนที่จะหันมาถามเธอว่า
“ที่นี่เขาทําขนมเอง รสชาติอร่อยมากทีเดียวคุณอยากกินกับกาแฟด้วยไหมล่ะซาบริน่า?”
“ไม่ค่ะ”
อาจจะเป็เพราะกําลังใจคอไม่ดีทําให้เธอตอบคําถามของเขาเร็วเกินไปจึงรีบตอบเสียใหม่ว่า
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ขอบคุณ”
“บุหรี่สักมวนไหมล่ะ?”
เขาถามต่อ
“ดีค่ะ ขอบคุณ”
เธอระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
พนักงานเอากาแฟเข้ามาเสิร์ฟตอนที่เบย์เอาบุหรี่ใส่ให้ระหว่างนิ้วมือพอดีและเลื่อนที่เขี่ยมาตรงหน้าเพื่อไม่ให้เธอต้องควานหา ซาบริน่าอัดบุหรี่ลึกรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันที่ััความอุ่นจากริมฝีปากของเขาที่ยังติดอยู่ตรงก้นกรองนั้นได้
“กาแฟของคุณเติมอะไรบ้างล่ะ?”
เบย์เอ่ยถามขึ้นอีก
“ไม่เลยค่ะ ขอบคุณ”
ซาบริน่าระบายควันออก มันช่วยให้เธอคลายความตึงเครียดลงได้อย่างน่าแปลกใจ
ความร้อนของกาแฟทําให้สามารถหยิบถ้วยขึ้นได้โดยง่ายมีความเงียบเกิดขึ้นและซาบริน่าก็รู้สึกสบายใจยิ่งนักซึ่งก็ต้องนับว่าเป็ความรู้สึกที่แปลกอีก การพบกันครั้งแรกระหว่างเธอกับเบย์คาเมรอนนั้นไม่น่าชื่นชมอะไรนัก เพราะความหยิ่งยโสของเขาและอิทธิพลของมันก็ยังคงอยู่จะเห็นได้จากการที่เขาสามารถพาเธอเข้ามานั่งในร้านนี้ได้ เพียงแต่ว่าครั้งนี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีความเข้าใจในตัวเธอ
นอกเหนือจากเื่ที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับไม้เท้าสีขาวแล้วเขาเองก็ดูจะพอใจกับการที่เธอ้าพึ่งตัวเองให้มากที่สุดดังนั้นความช่วยเหลือที่เขาให้กับเธอจึงต้องออกมาในรูปของความไม่ตั้งใจและการที่เขาแสดงความเห็นใจที่เธอต้องเสียงานที่รักไป ทําให้ซาบริน่าครุ่นคิดต่อไปว่าเธอควรจะคุยอะไรให้เขาฟังเพื่อขอความคิดเห็นบ้างหรือไม่
ขณะเดียวกันเธอก็มีความรู้สึกอยู่ว่าเบย์คาเมรอนเป็บุรุษผู้มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวลึกลงไปในใจซาบริน่าอยากจะให้ตนเองได้พบเขาก่อนที่จะสูญเสียสายตาไปบางทีเธออาจจะมีโอกาสได้วาดภาพเหมือนของเขาบ้าง ความคิดเช่นนี้ทําให้เธอต้องทอดถอนใจออกมา
“คุณถอนใจทําไม?”
เขาถามล้อๆ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันเพียงแต่อยากทําอะไรบางอย่างเท่านั้น”
เธอไหวไหล่เบาๆ
“คิดถึงเื่ในอดีตอยู่ใช่ไหม?”
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลง
“ค่ะ ทุกครั้งที่ไม่มีอะไรเข้ามารบกวนใจ แต่ก็เป็เพียงแค่บางครั้งเท่านั้น”
เธอไล้ปลายนิ้วอยู่กับขอบถ้วย กาแฟ“บางครั้งเมื่อต้องอยู่คนเดียวตามลําพังฉันอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองถูกสาปไม่ให้มองเห็นหน้าคนอื่นหรือเปล่าไม่ใช่แต่ใบหน้าเท่านั้นแต่ยังหมายถึงสถานที่ต่างๆ และสิ่งที่เคยพบเห็นมาอีกด้วยฉันอยากจะให้เวลาก่อนหน้านี้มันเนิ่นนานพอที่จะเก็บรายละเอียดต่างๆไว้ให้มากที่สุด เพื่อบันทึกไว้ในความทรงจําไงคะ”
น้ำเสียงนั้นเศร้าสร้อยนัก
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็เชื่อในโชคชะตาของคนเราด้วยสินะ”
เบย์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“บางครั้งมันก็เป็คําอธิบายที่ช่วยปลอบใจได้มากเหมือนกันนะคะ แล้วคุณล่ะ?”
ซาบริน่าย้อนถาม
“ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนล้วนแล้วแต่ได้รับพรให้มีความสามารถพิเศษมาด้วยกันทั้งนั้นและการที่เราเอามัน ออกมาใช้ ก็คือสิ่งที่ส่งเสริมและสนับสนุนในบุคลิกของเราเองผมเห็นจะยอมรับไม่ได้ถ้าจะมีใครมาบอกว่าผมไม่สามารถบรรลุถึงจุดหมายที่ตัวเองตั้งไว้”
คําตอบนั้นกลั้วอยู่ด้วยเสียงหัวเราะราวขบขันในความคิดของตัวเอง
“ฉันคิดว่าคงไม่มีอะไรที่คุณ้าแล้วทําไม่สำเร็จหรอกนะคะ”
เธอคล้อยตามด้วยรอยยิ้มอ่อน
“บางทีผมก็ต้องระมัดระวังในความ้าของตัวเองอยู่เหมือนกัน”
รอยยิ้มเลือนหายไปจากน้ำเสียงของเขา“เล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมซาบริน่าว่าคุณเสียสายตามานานเท่าไหร่แล้ว”