มู่อันหราน เด็กสาววัยสิบสองปีในชุดผ้าป่านเก่าขาด นั่งซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินอย่างเงียบเชียบเฝ้ามองดูนกป่าสองตัวที่กำลังกางปีกจิกตีกันเพื่อแย่งพุทราป่าผลหนึ่งอยู่บนยอดไม้สูง
ผ่านไปครู่ใหญ่ในที่สุดนกสองตัวนั้นก็ทำผลพุทราลูกโตตกลงมาบนพื้น นางรีบพาร่างกายที่ผ่ายผอมจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ตรงเข้าไปเก็บพุทราผลนั้นทันที
นกสองตัวนั้นส่งเสียงแหลมเล็ก บินต่ำฉวัดเฉวียนอยู่เหนือศีรษะนางหมายจะแย่งผลพุทรากลับคืน แต่เด็กสาวก็ยอมแพ้ไม่ได้เช่นกัน ในดินแดนที่มีแต่นักโทษผู้ถูกเนรเทศเช่นนี้ อาหารคือสิ่งล้ำค่าที่หาได้ยากกว่าทองคำ!
นางรีบเก็บพุทราผลนั้นไว้ในอกเสื้อก่อนจะกลับไปนั่งเงียบๆ อยู่หลังโขดหินตามเดิม
“ไปหามาอีกสิ แย่งกันเลย ข้าอยากได้อีกสักผลหนึ่งไว้ให้อาฝู” นางขยับปากพึมพำเบาๆ ภาวนาให้นกสองตัวนั้นหาพุทราได้อีกสักลูก
และแล้วคำวิงวอนของนางก็เป็จริง นกป่าตัวหนึ่งบินไปคาบพุทราป่าที่อยู่บนยอดไม้มาได้อีกผล มันพยายามบินหนีนกอีกตัวที่ยังคงตามมาแย่งอาหารไม่เลิก
เด็กสาวค่อยๆ เดินออกมาจากที่ซ่อนตัวแล้วลอบติดตามนกสองตัวนั้นไปอย่างช้าๆ
“ตุ้บ!!” ในที่สุดพุทราผลที่สองก็หลุดร่วงลงมาอีกครั้ง นกตัวหนึ่งรีบบินโฉบลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ทันเด็กสาวตัวเล็กที่รอคอยจังหวะนี้อยู่ก่อนแล้ว
“ได้แล้ว!! มันเป็ของข้าแล้ว! ข้าไม่มีปีกเหมือนเ้า พวกเ้าไปหาอาหารใหม่เองเถิดนะ สองผลนี้ข้าขอแล้วกัน!"
ร่างเล็กโค้งคำนับให้นกป่าสองตัวที่กลายเป็ผู้ช่วยชีวิตในวันนี้ แล้ววิ่งกลับไปทางเดิมเพื่อซ่อนตัวก่อนที่จะมีใครมาเห็นว่านางมีอาหาร
เด็กสาวใช้แขนเสื้อของตนเองบรรจงเช็ดฝุ่นดินที่ติดอยู่บนผลพุทราอย่างทะนุถนอม ความหิวทำให้นางต้องลอบกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้ง แต่กลับเลือกที่จะรอให้อาฝูกลับมาก่อนแล้วค่อยกินอาหารชั้นเลิศนี้พร้อมกับเขา
เมื่อเก้าเดือนก่อน ครอบครัวสกุลมู่ของนางถูกตัดสินเนรเทศมาอยู่ที่เมืองลู่โจวอันแสนกันดารนี้ ผู้าุโในสกุลหลายคนรวมทั้งบิดามารดาของนาง ทยอยเสียชีวิตไปทีละคนในระหว่างการเดินทาง เพราะทนพิษาแจากการถูกโบยและความเหน็ดเหนื่อยจากเส้นทางที่ยากลำบากไม่ไหว
พอใกล้จะถึงจุดหมายปลายทาง ครอบครัวสกุลมู่ก็เหลือเพียงนางกับพี่ชายคนที่สามและบ่าวอีกสามคนเพียงเท่านั้น หนึ่งในนั้นก็คืออาฝู บ่าวชราผู้ทำหน้าที่คุมไฟอยู่หน้าเตาในโรงครัว
และเมื่อมาถึงลู่โจวดินแดนของผู้ถูกเนรเทศจากทั่วสารทิศ พวกนางกับนักโทษกลุ่มอื่นก็ถูกผู้คุมปล่อยทิ้งไว้ท่ามกลางป่าเขาอันแห้งแล้งที่รอบด้านเป็ทุ่งโล่งกว้างห่างไกลสุดลูกหูลูกตา
ผืนป่าอันแห้งแล้งใน่ต้นฤดูหนาวมองแทบไม่เห็นพืชใบเขียวเลยสักต้น ทำให้ทุกคนตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังอย่างหนัก แม้ใน่เดือนแรกจะยังพอเก็บผลไม้ป่าที่เหลือจากการกัดแทะของสัตว์ป่ามากินได้บ้าง แต่อาหารที่มีอยู่น้อยนิดนั้นจะเพียงพอสำหรับนักโทษเกือบเจ็ดสิบคนได้อย่างไร?
พี่สามของนางกัดฟันพานางและบ่าวสามคนที่เหลือมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก พร้อมกับนักโทษอีกกลุ่มหนึ่งเพื่อจะค้นหาแหล่งน้ำและแหล่งอาหารใหม่ แต่ความคิดนั้นกลับทำให้พวกเขาต้องจากไปอย่างน่าอนาถ
กลุ่มของพวกนางที่เดินทางเข้าป่าลึกไปด้วยกัน ได้พบกับแม่หมูป่าตัวหนึ่งที่กำลังอดโซ มันไม่ได้้าล่าเพื่อหาอาหารเพียงอย่างเดียว แต่มันกลับโจมตีคนทั้งกลุ่มไม่เลือกหน้าเพื่อปกป้องอาณาเขตที่มีลูกน้อยของมันกำลังเติบโตอยู่ในโพรง
นางได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างน่าเวทนาของสาวใช้ทั้งสอง ได้เห็นพี่ชายอันเป็ที่พึ่งพิงคนสุดท้ายจบชีวิตอยู่ใต้คมเขี้ยวของหมูป่าตัวนั้นโดยไม่สามารถช่วยอะไรได้แม้แต่นิด!
อาฝูกึ่งลากกึ่งอุ้มนางหนีจากหมูป่าดุร้ายตัวนั้นกลับมาออกมาทางเดิมจนพ้นอันตราย นางร่ำไห้เสียใจจนจับไข้อยู่ถึงสามวันกับการจากไปของพี่ชาย แต่หูยังได้ยินคำพูดปลอบประโลมและให้ความหวังกับนางจากปากของอาฝู จนกระทั่งหัวใจที่แตกสลายเริ่มตกตะกอนเป็ความมุ่งมั่น นางจึงฝืนลุกขึ้นสู้กับโชคชะตาอีกครั้งเพื่อจะมีชีวิตรอดต่อไป
อันตรายจากสัตว์ป่าในป่าลึกทำให้นักโทษทุกคนจำต้องเกาะกลุ่มกันไว้ แต่พื้นที่การหาอาหารที่จำกัดก็ทำให้นักโทษบางคนเริ่มลงมือทำร้ายกันเองอย่างเืเย็นเพียงเพื่อแย่งเห็ดป่าเพียงดอกเดียว ดังนั้นอาฝูจึงให้นางซ่อนตัวอยู่เพียงลำพัง
“ทำไมอาฝูยังไม่กลับมาอีกนะ” มู่อันหรานเริ่มกังวล เมื่อเห็นว่าดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะเริ่มคล้อยต่ำลงมาแล้ว
นางหิวโซจนแทบจะเป็ลม แต่ความเป็ห่วงบ่าวชราก็มีมากเกินกว่าจะทำให้นางนั่งรออยู่เฉยๆ ได้ เด็กสาวตัวเล็กค่อยๆ ก้าวออกจากโขดหินที่ซ่อนตัวอย่างระมัดระวังมืออีกข้างก็กุมพุทราสองผลในอกเสื้อไว้อย่างหวงแหน
นางได้ยินเสียงเอะอะโวยวายแว่วผ่านสายลมมาไกลๆ จึงมุ่งหน้าไปยังทิศทางนั้นทันที ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางต้องได้เห็นกับตาว่าอาฝูจะยังคงปลอดภัย
“ฟิ้ววว!!” ธนูดอกหนึ่งพุ่งผ่านท่อนแขนของมู่อันหรานไปอย่างเฉียดฉิวแล้วปักเข้ากับกลางลำต้นของต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง
นางทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ม้าสีดำตัวโตตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาหานาง พร้อมกับเสียงหัวเราะของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่อยู่บนหลังม้า
“ทางนี้มีหนูอีกตัวหนึ่ง! มันเก่งว่ะ! หลบลูกธนูของข้าได้ด้วย!”
เด็กสาวรีบหมอบลงกับพื้น เห็นได้ชัดว่าบุรุษผู้นี้คือคนที่ยิงธนูเมื่อครู่มาใส่นาง เขา้าสิ่งใด!
บุรุษผู้นั้นะโลงจากหลังม้าตรงเข้ามาใช้เท้าเหยียบใบหน้าของนางไว้กับพื้นก่อนจะส่งเสียงบอกคนทางด้านหลังที่กำลังควบม้าตามมาติดๆ
“เป็สตรี! แต่ตัวเล็กนิดเดียวเอง เด็กนี่เอาไปด้วยก็ไม่รอดหรอก สังหารทิ้งเสียตรงนี้เลยจะดีกว่า”
“อึก!”
เด็กสาวถูกเขาเตะไปที่กลางลำตัวจนหงายล้มไปอีกทาง
นางทำได้เพียงคลานหนี แล้วคุกเข่าเอาศีรษะจรดกับพื้น แม้ในใจจะกรีดร้องด้วยความอัปยศที่ต้องหมอบอยู่แทบเท้าคนถ่อย แต่เพื่อรักษาชีวิตนางจึงต้องทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
“นายท่าน ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดเ้าค่ะ”
เื้ัของบุรุษหยาบคายตรงหน้ามีกลุ่มชายหนุ่มควบม้าตามหลังมาอีกหลายคน พวกเขาหยุดมองมาที่นางพลางหัวเราะอย่างสนุกสนาน
“แล้วแต่เ้าสิ เฟยหรง! ถึงอย่างไรหนูพวกนี้ก็ต้องตายอยู่แล้ว บางทีิญญาของนางอาจกลับมาขอบคุณเ้าก็ได้นะ ที่ช่วยทำให้นางพ้นทุกข์ไปได้ไวๆ ฮ่าๆ”
“ประเดี๋ยวก่อน! ข้าเบื่อจะไล่จับหนูแล้ว ไม่รู้พวกมันวิ่งหนีไปทางไหนกันหมด เอานางไปด้วยเถิดพวกเราจะได้เริ่มเกมกันเสียที เรายังต้องเดินทางกลับไปที่ค่ายอีกนะ อย่าเสียเวลาหาคนใหม่เลย” ชายหนุ่มอีกคนแย้ง
“คุณชายหวง เ้าอย่าบอกนะว่าเ้าหวังจะให้นางรอด? เด็กนี่ไม่ใช่แบบที่เ้าถูกใจหรอกน่า” จ้าวเฟยหรงหัวเราะร่าพลางยกคันธนูขึ้นมาง้างอีกครั้ง หมายจะปลิดชีพมู่อันหรานเสียตรงนี้
เด็กสาวรีบหลับตาก้มหน้าหนี สองมือของนางยามนี้ยังกอดลูกพุทราสองลูกในอกเสื้อแน่น หากนางต้องจบชีวิตลงที่นี่จริงๆ นางก็ยอมรับชะตากรรม แต่เสียดายที่นางไม่มีโอกาสนำพุทราไปให้กับอาฝู ชายชราที่ยอมอดเพื่อให้นางได้มีชีวิตอยู่ต่อไป
“ให้นางตายที่นี่จะไปสนุกอะไร? ลองคิดดูสิ นางเป็เด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แต่กลับรอดชีวิตมาจนถึงวันนี้ได้ ข้าว่านางก็น่าจะอึดไม่เบาเลยทีเดียวนะ บางทีนางอาจจะทำให้เกมของพวกเราสนุกขึ้นก็เป็ได้” เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้จ้าวเฟยหรงยอมลดคันธนูในมือลง
“ตกลง เอานางไปด้วยก็ได้ คนนี้เป็คนสุดท้ายก็แล้วกัน”
สิ้นสุดคำพูดนั้น นางก็ถูกบุรุษร่างใหญ่สองคนลากตัวไปโยนใส่กรงไม้ที่อยู่บนเกวียนด้านหลัง ร่างเล็กของนางถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับกรงไม้จนปวดระบม แต่นางก็หวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงร้องออกมา