บทที่ 29 ผู้ชายของข้า ใครอย่าแตะ
จิวฮวาค่อยๆลอยตามร่างหนาของชายกลุ่มนั้น ที่แต่งกายแบบเดียวกับองค์รักษ์ในจวนขององค์ชายรองไป ตามคำสั่งที่ชายกลุ่มนี้ได้รับมาคือให้ไปดูต้นทาง ป้องกันคนเข้ามารบกวน นั่นก็แสดงว่าเซวียนเฟยหรงต้องอยู่แถวนั้นอย่างแน่นอน
หากเซวียนเฟยหรงเป็นอะไร ข้าจะฆ่าพวกมันทิ้ง และหากข้าไปไม่ทันการณ์ ข้าจะข้านางคนนั้นแล้วสวมรอยแทนซะ จิวฮวาเอ่ยกลับตัวเอง นัยน์ตาคมสวยสว่างโรจน์ไปด้วยความแค้นเคือง เธอไม่ได้โง่ เธอได้ยินชัดเจนถึงการใช้ธูปราคะ คนกลุ่มนี้มีเจตนาหวังจับผู้ชายของเธอ
……………………………...
เซวียนเฟยหรงค่อยๆลืมตาขึ้นมา ในความรู้สึกแรกของเขา เขารู้สึกลำคอแห้งพราก ร่างกายของเขานั้นรู้สึกรุ่มร้อนแปลกๆ และในช่วงที่ยังมีสติดีอยู่นี้เอง เขาจึงได้ใช้สายตาสำรวจรอบๆ
ภายในห้องจัดแต่งสีแดงตามแบบงานมงคล ด้วยความที่มีงานมงคลสมรส เรือนทุกหลังจึงถูกตบแต่งด้วยสีแดง หากแต่เซวียนเฟยหรงกลับเข้าใจผิด คิดว่าตนกำลังอยู่ในห้องหอ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆหนึ่งที ก่อนที่จะรีบยกมือขึ้นปิดจมูก ธูปราคะ เขาอุทานกับตนเองด้วยความตกใจ ในห้องบัดนี้มีหมอกควันบางๆ ที่มีกลิ่นหอมแปลกประหลาดล่องลอยอยู่
ด้วยความที่เซวียนเฟยหรงถูกนำมาทิ้งภายในห้องทั้งๆที่ยังสลบอยู่ อีกทั้งเมื่อสักครู่เขายังเผลอสูดลมหายใจเข้าไป ทำให้ตอนนี้ร่างกายเขากำลังลุ่มร้อนอย่างหนักจนแทบประครองสติไม่อยู่
เซวียนเฟยหรงเหยียดยิ้มออกมาบางๆ “สตรีหน้าหนา เจ้าช่างใจร้อนยิ่งนัก ถึงขนาดกล้าวางยาเปิ่นหวาง” เขากล่าวออกมาเบาๆ เมื่อคิดว่าคนที่วางยาเขานั้นคือสีจิวฮวา
ร่างสูงก้าวสามขุมเข้าไปยังเตียงนอน ก่อนที่จะเลิกม่านบางสีแดงขึ้นมา บนเตียงนั้นมีร่างบางของสตรีนางหนึ่งในอยู่ในอาภรณ์บางโปร่งสีแดง อาภรณ์นั้นบางมาก จนแนบไปกับร่าง บางจนกระทั่งสามารถมองเห็นทรวดทรงอวบอิ้ม สีแดงโปร่งนั้นช่วยขับเน้นสิ่งต่างๆให้เย้ายวนมากยิ่งขึ้น
เซวียนเฟยหรงลอบกลืนน้ำลายด้วยความหื่นกระหาย เขาอดคิดไม่ได้ว่าในเมื่อสตรีหน้าหนาผู้นี้ลงทุนขนาดนี้แล้วเขาก็คงจะต้องตอบสนอง หากแต่เมื่อดวงเนตรของเซวียนเฟยหรงหันไปจ้องหน้าบางในอาภรณ์เย้ายวน เขาก็ถึงกลับต้องผงะถอยหลังออกมา
ร่างกายที่แทบจะขาดสติ บังเกิดสติขึ้นมาอีกหน “เสิ่นหมิงฮวา ทำไมถึงเป็นเจ้า” เซวียนเฟยหรงกล่าวถามเสียงเครียด เมื่อปรากฏใบหน้าที่นอนอยู่เป็นใบหน้าหวานล้ำของเสิ่นหมิงฮวา ไม่ใช่ใบหน้าหวานสวย แบบลูกผสมของจิวฮวา
เสิ่นหมิงฮวานั้นรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของใครบางคนเช่นกัน ร่างบางจึงลืมตาขึ้นมา ดวงตาสวยสบเข้ากับดวงตาคมเข้ม กลีบปากชมพูแดงเผยอยิ้มขึ้นมา ก่อนที่ร่างบางจะผวาเข้ากอดก่ายร่างหนา “ร้อนเหลือเกินเพคะ หม่อมฉันร้อนเหลือเกิน” ร่างบางกล่าวออดอ้อน พร้อมทั้งพยายามปลดอาภรณ์ชายตรงหน้า
เซวียนเฟยหรงพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ทุกการสัมผัสกับกายเนื้อสตรี สติของเขาก็ยิ่งจะหลุดลอย เขาพยายามดึงความแค้นที่เคยถูกหลอก กลับมาเป็นแรงผลักดันให้ไม่ขาดสติ หากแต่เพราะไม่ได้ระวังตัว เนื่องด้วยคิดว่าคนวางยาเป็นสีจิวฮวา อีกทั้งยังถูกทิ้งไว้ภายในห้องนี้ทั้งๆที่ยังสลบอยู่ เขาเองจึงไม่ได้สามารถปิดกลั้นลมหายใจ เพื่อไม่ให้สูดดมธูปราคะได้
และในที่สุดสติของเซวียนเฟยหรงก็หลุดลอยออกไป เขาโถมตัวเขาหาร่างบางเย้ายวนอย่างขาดสติ ในจังหวะนั้นเอง หน้าต่างด้านข้างก็ถูกเปิดออก ก่อนที่จะมีร่างบางระหงในชุดสีแดงเพลิงกระโดดเข้ามา
จิวฮวากวาดสายตามองโดยรอบห้อง เมื่อได้กลิ่นหอมแปลกๆที่ลอยอยู่ในอากาศ เธอก็ฉีกชายกระโปรงมาทำเป็นผ้าปิดจมูกในทันที ก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าไป
บนเตียงปรากฏสองร่าง ในอาภรณ์ที่ค่อนข้างล่อแหลมกำลังเกี่ยวกวัด สำหรับจิวฮวาคงจะบรรยายว่า หญิงไร้อาภรณ์ปกปิดกาย หากแต่ชายหนุ่มแค่รุ่มร่าม เธอกำมือแน่น ก่อนที่จะจิกลงบนไหล่หนา จากนั้นก็เสริมพลังด้วยเวทย์มนต์ลงไป และกระชากร่างหนาออกจากร่างบาง
ร่างของเซวียนเฟยหรงถูกกระชากออกลอยไปคล้ายกับตุ๊กตากระดาษ ก่อนที่จะกระแทกเข้ากับโต๊ะตัวหนึ่งภายในเรือน จิวฮวาหันไปมองหน้าคนตรงหน้าด้วยความไม่พอใจ “ข้ายังไม่เคยได้กอดท่านแบบนี้เลย ท่านก็ไปกอดกับคนอื่นก่อนข้า เพราะครั้งนี้ท่านโดนวางยาหรอกนะ ข้าเลยยกโทษให้” จิวฮวาแหวใส่เซวียนเฟยหรง
เพราะถูกกระแทกโดนโต๊ะทำให้เซวียนเฟยหรงเริ่มมีสติขึ้นมาบ้าง เขาพยายามห้ามตัวเอง แล้วใช้มือปิดจมูก จิวฮวาเห็นดังนั้นจึงฉีกชุดแต่งงานของตนเองเพิ่ม แล้วยื่นส่งให้เซวียนเฟยหรงทำผ้าปิดจมูก
ก่อนที่จะหันไปจ้องมองคนบนเตียงด้วยแววตาวาวโรจน์ “ไหนขอดูหน้าหน่อยเถอะ ว่าใครมันกล้าแย่งผู้ชายของข้า” จิวฮวากล่าวเสียงเข้ม
เมื่อได้เห็นหน้าของเสิ่นหมิงฮวาที่กำลังพยายามลุกจากเตียง แล้ววิ่งผวาเข้าใส่ร่างของเซวียนเฟยหรง ที่ใช้ผ้าปิดจมูกแล้วกำลังยืนพิงโต๊ะอยู่ จิวฮวาก็ยกเท้าขวาขึ้นถีบร่างบางกระเด็นกระแทกเตียงทันที
“ผู้ชายของข้า ใครให้เจ้าแตะ” จิวฮวากล่าวเสียงเข้ม
เสิ่นหมิงฮวาที่ถูกทีบกระแทกเตียงก็กระอักเลือดมาเล็กน้อย ก่อนที่จะสลบไป เมื่อเห็นดังนั้นจิวฮวาจึงเข้าไปประครองเซวียนเฟยหรง หากแต่เพราะฤทธิ์ของธูปราคะนั้นยังไม่หมดไป เซวียนเฟยหรงจึงรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ชายหนุ่มก็ยังพยายามควบคุมสติ สองร่างค่อยๆประคองกันเปิดประตูออกมา
ในณะนั้นเอง ชายผู้หนึ่งที่กำลังดูต้นทางอยู่ ก็หันมาเห็นจิวฮวา และเซวียนเฟยหรงที่ประคองกันออกมาจากหน้าประตู ร่างหนากระโดดตัวลอยเพียงครั้งเดียวก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งคู่
“หึ พวกเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปจากที่นี่” ชายคนนั้นกล่าวบอกเสียงเหี้ยม
เมื่อได้ยินดังนั้นจิวฮวาก็ทำสีหน้าตกใจขึ้นมาทันที ก่อนที่จะกล่าวตอบกลับเสียงเย็นว่า “เจ้าว่าเยี่ยงไรนะ นี่มันวังของเปิ่นกงกับองค์ชายรอง เปิ่นกงจะเข้า จะออกที่ใดก็ได้ เจ้าเป็นใครถึงบังอาจมากล่าวห้าม”
ชายผู้นั้นแสยะยิ้มเย็นตอบกลับ “หากพวกเจ้าอยากไปก็เชิญ หากแต่ฤทธิ์ธูปราคะนี้ หากผู้ที่ได้รับเข้าไป ไม่ได้ร่วมหลับนอนกับใครภายใน 1 ชั่วยาม ยาพิษก็จะออกฤทธิ์กัดกร่อนภายใน สุดท้ายมันผู้นั้นก็จะต้องตาย” ชายผู้นั้นกล่าวขู่เสียงเหี้ยม เขาคาดว่าจะต้องได้เห็นสีหน้าลำบากใจ หรือหวาดกลัวของสีจิวฮวา
หากแต่หญิงสาวกลับคลี่ยิ้มกว้างตอบกลับ ร่างบางค่อยๆประคองร่างหนาเข้ามาใกล้ จากนั้นมือบางก็วางลงบนบ่าของเขาก่อนจะเอ่ยตอบด้วยเสียงสดใส “ดี ดียิ่ง พวกเจ้าทำงานได้ดีมาก เรื่องพิษนี้เปิ่นกงในฐานะพระชายาจะช่วยถอนออกให้เอง คงไม่จำเป็นต้องรบกวนแม่นางเสิ่นให้ช่วยเหลือ”
และจังหวะนั้นเอง จิวฮวาก็รวบรวมพลังเวทย์ แล้วเหวี่ยงบุรุษร่างหนาลอยทะลุกำแพงประตูเข้าไปในห้อง เมื่อนั้นเธอก็ใช้พลังเวทย์แห่งพฤกษา สร้างเป็นเถาวัลย์ไม้พันเกี่ยวเรือนที่เสิ่นหมิงฮวาสลบไสลอยู่ แล้วแอบร่ายเวทย์ให้เถาวัลย์นี้สลายไปเมื่อยามเช้ามาเยือน รวมถึงยังสร้างภาพลวงตา ให้คนไม่สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวอาคารนี้อีกด้วย หากคนภายนอกมองมาก็จะเห็นเพียงเรือนไม้ทาสีขาวอย่างที่มันควรเป็น
“พอดีแม่นางเสิ่นก็ต้องพิษ คงต้องรบกวนเจ้าให้ช่วยถอนพิษให้นางด้วย” จิวฮวาตะโกนบอก
เซวียนเฟยหรงนั้นยังคงรับรู้ได้ทุกเหตุการณ์ แต่เขานั้นไม่สามารถขยับตัวได้คล่องนัก เนื่องด้วยเขาได้รับพิษจากธูปราคะมากไป เขาเกรงว่าหากเขาใช้พลังตอนนี้ เขาอาจขาดสติจนดึงคนข้างกายมาถอนพิษเสียงเดี๋ยวนี้ก็เป็นไปได้
ด้วยความที่จิวฮวาไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดอะไรอีก และคงจะเป็นเรื่องไม่งามนัก หากมีผู้พบเห็นเจ้าสาวออกมาตามเจ้าบ่าวนอกห้องหอ ร่างบางจึงใช้พลังเวทย์ ที่มีอยู่มากมายในทะเลวิญญาณของตน รวบกายเซวียนเฟยหรงขึ้นมา ก่อนที่จะกระโดดลอยหายไปในท้องฟ้ายามราตรี
เซวียนเฟยหรงเบิกตามองดวงหน้าคนตรงหน้าด้วยแววตาตกตะลึง เขาอดรู้สึกสูญเสียความเป็นชายไม่ได้ ตั้งแต่เขารู้จักสตรีหน้าหนาผู้นี้ เขาก็ถูกผู้หญิงคนนี้อุ้มราวกับเขาเป็นสตรี ถึง 2 ครั้ง ภายในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน!!
…………………………
ภายในห้องชายฉกรรจ์ผู้นั้นจ้องมองไปยังประตูด้วยสายตาตกตะลึง เขาเป็นผู้ใช้ปราณระดับสีม่วงเท่ากับหญิงสาว หากแต่เขากับไม่สามารถสู้อะไรจิวฮวาได้เลย เนื่องจากความต่างของปริมาณพลังปราณในร่าง
ร่างกายของบุรุษหนุ่มสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นควันสีเทาขุ่น กลิ่นหวานประหลาดลอยหนาในห้อง เขารีบยกมือขึ้นปิดจมูก
ในจังหวะที่เขากำลังจะทยานหนีออกจากห้องไป เขาก็เห็นเถาวัลย์ไม้พันเกี่ยวล้อมรอบเรือน จนไร้ซึ่งทางออก เมื่อเขาร่ายเวทย์กระแทกเข้าใส่เถาวัลย์เพื่อทำลาย เถาวัลย์นั้นก็ยิ่งก่อตัวสูงและหนาขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดเขาก็ใช้พลังเวทย์จนหมด ร่างหนาทรุดลงนั่งเหนื่อยหอบ จึงทำให้เขาต้องสูดกลิ่นกำยานหนาคุ้งในห้องไปอย่างห้ามไม่ได้
ในตอนนั้นเองเสิ่นหมิงฮวาก็รู้สึกตัวขึ้นมา ร่างบางร้อนรุ่มราวกับไฟเผา สองตาหวานฉ่ำเยิ้มจ้องมองไปโดยรอบ เมื่อเห็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่หน้าประตู เธอวิ่งพุ่งเข้าใส่อย่างลืมตัว
ร่างเนื้อเต็งตึง กระแทกเข้ากับหลังชายหนุ่ม กลิ่นหอมอ่อนละมุนโชยฟุ้งเข้ามาในโพรงจมูก ในที่สุดชายหนุ่มก็หักห้ามใจไม่ไหวอีกต่อไป ร่างสองร่างกวัดเกี่ยวกันแนบชิดสนิท
ไม่นานหลังจากนั้นภายในเรือนก็เกิดเสียงหอบแว่วหวาน อันแสนเร่าร้อนดังขึ้น
“เห็นต้าหวังไหม” ชายผู้หนึ่งเอ่ยถามเพื่อนของตน เมื่อเดินผ่านจุดใกล้เรือน ที่ชายหนุ่มผู้ชื่อต้าหวังต้องอยู่เฝ้าแล้วมองไม่เห็นตัวคน
เพื่อนของชายผู้นั้นตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ “ไปเยี่ยวละมั้ง”
เมื่อผู้นั้นได้ฟังคำตอบ ก็บ่นนิดหน่อยถึงความไร้ความรับผิดชอบของต้าหวัง แต่เมื่อได้ยินเสียงกระเส่าเร้าร้อนดังออกมาจากภายในเรือนจึงเลิกใส่ใจไป เพราะยามนี้แผนการของพวกเขาในการแทรกซึมเข้าสู่วังองค์ชายรองได้สำเร็จลุล่วงลงแล้ว