มีคำกล่าวหนึ่งที่แพร่หลายลับ ๆ ในแวดวงนักข่าวการเมืองระหว่างประเทศ ใจความว่า ‘แม้ผู้คนทั่วโลกจะพากันยกย่องสรรเสริญกองทัพ Dictator Slayer ทว่าแท้จริงแล้วเมื่อพวกเขาออกปฏิบัติการก็ไม่ต่างอะไรจากเสือล่าเหยื่อ เต็มไปด้วยความดุร้าย กระหายเื และจะไม่หยุดเด็ดขาดหากเหยื่อยังไม่ขาดใจตาย’
แม้ฟังดูน่ากลัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งนี้ไม่เกินความจริงแม้แต่น้อย ภายใต้บุคลิกสนุกสนาน ชื่นชอบการสังสรรค์เป็ชีวิตจิตใจ เหล่านักรบ Dictator Slayer ที่อเล็กซ์รวบรวมมาจากทั่วทุกมุมโลกต่างเก็บซ่อนความเ็ประคนเคียดแค้นแสนสาหัสที่ไว้ในใจ เนื่องจากก่อนที่พวกเขาจะกลายมาเป็นักล่าเผด็จการ ทุกคนคือคนธรรมดาที่ชีวิตได้รับผลกระทบจากความมัวเมาในอำนาจของเหล่าทรราช บ้างสูญเสียคนรัก บ้างร้ายแรงถึงขั้นสมาชิกในครอบครัวโดนสังหารเกลี้ยง
“อยากล้างแค้นไหม?” ประโยคที่อเล็กซ์ถามกับทุกคน และเมื่อตัดสินใจตอบตกลง เส้นทางชีวิตพลันเปลี่ยนไป พวกเขาสลัดตัวตนเดิมทิ้งสิ้น กลายเป็เครื่องจักรสังหารในคราบมนุษย์ หน้าที่เพียงหนึ่งเดียวคือจัดการจอมเผด็จการ และบรรดาลิ่วล้อทุกคนที่ขวางหน้าให้สิ้นซาก
ถึงแม้สมาชิก Dictator Slayer ที่มีจำนวนรวมกว่ายี่สิบชีวิตจะต่างคนต่างที่มา คนละชาติพันธุ์สีผิว เช่นเดียวกับภาษาที่ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทว่าเมื่อมีอัจฉริยะนักประดิษฐ์อย่างอเล็กซ์เป็เสาหลัก ปัญหาเื่การสื่อสารไม่เข้าใจจึงถูกแก้ไขโดยง่ายด้วย ‘เครื่องช่วยสื่อสารควอนตัมอัลกอริทึ่ม’ ขนาดจิ๋ว เส้นผ่าศูนย์กลางหนึ่งเิเ ที่เพียงแค่ปะอยู่บนร่างกาย ก็จะช่วยให้สามารถเข้าใจได้ทุกภาษาที่ได้ยิน ขณะเดียวกันก็แปลสิ่งที่สื่อสารออกไปให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ในทันที ด้วยน้ำเสียงจริงของผู้ใช้งาน ถึงขนาดว่าหากไม่ใช่คนช่างสังเกตจริง ๆ คงไม่รับรู้ถึงความผิดแปลกของสิ่งที่ได้ยิน
ด้วยเหตุนี้กลุ่มที่สมาชิกหลากสัญชาติหลายวัฒนธรรมอย่าง Dictator Slayer จึงสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว บวกกับต้องผ่านความเป็ความตายร่วมกันในสนามรบหลายต่อหลายครั้ง ความรักกลมเกลียวกันจึงยิ่งมากเป็เท่าทวี
ดังนั้น จึงไม่ใช่เื่แปลกที่ในตอนนี้บนเครื่องบินขนส่งทางทหาร ขนาดบรรทุกสูงสุดห้าสิบตัน ที่ภายนอกถูกทาทับด้วยสีดำเข้มทั่วทั้งลำ มีตัวอักษรสีขาวถูกพ่นไว้ข้างปีกข้างหนึ่งอย่างไม่ประณีต เป็คำว่า Dictator Slayer พร้อมด้วยสัญลักษณ์หัวกะโหลกที่ถูกขีดฆ่าด้วยเส้นตรงสามเส้น สื่อความหมายถึงถึงเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ซึ่งกำลังบินเหนือน่านฟ้าประเทศชิลีด้วยระดับความสูงสามหมื่นสี่พันฟุต มุ่งหน้าสู่เมืองซานฮวน บรรยากาศค่อนข้างอึกทึกด้วยเสียงหัวเราะโหวกเหวกโวยวาย แต่ละคนดูอารมณ์ดี ราวกับว่าการที่ต้องเข้าสู่สมรภูมิรบภายในไม่ถึงชั่วโมงข้างหน้าจะไม่สร้างความกังวลใจให้พวกเขาเลยแม้แต่น้อย
“งานนี้เหมือนเดิมนะ ใครจัดการศัตรูได้น้อยที่สุด คนนั้นต้องเป็คนเลี้ยงในงานฉลองจบภารกิจ” เสียงของริคาร์โด้ซึ่งนั่งพิงผนังเครื่องบินโพล่งขึ้น ดังเหนือเสียงเจี๊ยวจ๊าวอื่น ๆ ดึงดูดความสนใจของทุกคน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตอบรับที่แทรกกันจนฟังแทบไม่ทัน
“ก็จัดไปสิวะ!”
“เอาด้วยคนสิ ขอล้างตาจากคราวที่แล้วหน่อยเหอะ”
“ฉันเอาด้วย”
“เอาด้วย เดี๋ยวก็รู้ว่าใครนักล่าตัวจริง”
ยังไม่ทันที่การพนันขันต่อจะจบลง มวลเสียงที่ดังไม่ขาดสายมาตลอดทางกลับเบาลงทันทีเมื่อเห็นอเล็กซ์กำลังเดินมาหาจากบริเวณด้านหน้า ทุกคนรู้ได้ทันทีว่าหมดเวลาสนุกแล้ว จากนี้ไปเตรียมตัวเข้าสู่โหมดจริงจัง
แม้ความทันสมัยของอาวุธยุทโธปกรณ์จะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว อีกทั้งกองทัพ Dictator Slayer ก็ไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้ศัตรูเลยแม้สักครั้ง อย่างไรเสียอเล็กซ์ก็ไม่เคยประมาท และทุกคนก็เคารพในหลักการข้อนี้อย่างเคร่งครัด
“เอาล่ะทุกคน ตอนนี้อีกประมาณสี่สิบนาทีจะถึงจุดปล่อยตัวแล้ว เื่แผนการเชื่อว่าน่าจะจำได้ขึ้นใจ ดังนั้นเื่เดียวที่อยากให้ตรวจสอบอีกรอบคือแคปซูลจักรกลประจำตัวว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่า” เมื่อเดินมาถึงกลางห้องคาร์โกที่ทุกคนกำลังนั่งรวมตัวกันอยู่ อเล็กซ์กล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม
“รับทราบครับ!”
“รับทราบค่ะ!”
“นี่จะเป็ชัยชนะอีกครั้งของพวกเรา ทำตัวให้ผ่อนคลาย แล้วออกไปล่ากัน เผด็จการจงพินาศ ประชาชนจงเจริญ ลุย!”
คำพูดปลุกใจของผู้เป็หัวหน้าถูกตอบรับด้วยเสียงเฮที่ต่อเนื่องยาวนานร่วมนาที
ณ เหนือน่านฟ้าเมืองซานฮวน เขตปกครองตัวเองลา ฮวนโก้ ขณะที่เครื่องบินขนส่งทางทหารลำใหญ่กำลังลดเพดานความสูงลงเรื่อย ๆ คือเวลาเดียวกับที่เหล่าสมาชิก Dictator Slayer ทุกคนรวมถึงอเล็กซ์มายืนล้อมวงกันบริเวณกลางห้องคาร์โก ซึ่งใกล้กับบริเวณประตูขนส่งหลัก
“เอาละ หลังจากที่ประตูเปิด เอริก้าเธอนำทีมหน่วยสนับสนุนลงไปก่อนเลย จากนั้นอีกสามสิบวินาที ฮิเดโอะกับหน่วยกวาดล้างก็ตามลงไปสมทบได้เลย ต่อด้วยชั้นกับโรเบิร์ตที่จะตามไปหลังจากนั้นสี่สิบสิบวินาที ส่วนหน่วยรบทางอากาศ และหน่วยสำรวจรอสัญญาณอยู่บนเครื่อง สัญญาณมาเมื่อไรก็ลงไปได้เลย” กลางวงล้อม อเล็กซ์แจกแจงแผนเป็ครั้งสุดท้าย
“รับทราบครับ!”
“รับทราบค่ะ!”
สิ้นเสียงตอบรับ ประตูบานใหญ่ใจกลางวิหคเหล็กทมิฬก็ค่อย ๆ แง้มเปิดออก พร้อมสายลมเกรี้ยวกรานปานพายุพัดสวนเข้ามาทันที จนทุกคนต้องถอยไปเกาะกับราวจับผนังเครื่องบิน นอกจากเอริก้า พร้อมกับลูกทีมหน่วยสนับสนุนอีกสามคน ประกอบด้วยสองสาวชาวยุโรป และอีกหนุ่มลาตินร่างใหญ่ ที่ะโหาญท้าแรงลมผ่านประตูออกไป สี่ร่างชายหญิงลอยเคว้งในอากาศ ก่อนจะร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงโลกอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สวมใส่ร่มชูชีพ
ผ่านไปไม่กี่วินาที เมื่อถึงระดับความสูงที่เหมาะสม เอริก้าใช้นิ้วกดปุ่มบนแคปซูลสีเงินความยาวประมาณห้าเิเที่ถืออยู่ในมือ ทันใดนั้นแคปซูลพลันขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ชั่วพริบตาเดียวก็กลายเป็หุ่นยนต์โลหะสูงประมาณสิบเมตร ้าส่วนหัวเป็ห้องคนขับ ซึ่งเธอเข้าไปนั่งประจำการเป็ที่เรียบร้อย แขนสองข้างแตกต่างจากมนุษย์ เพราะถูกติดตั้งด้วยปืนกลขนาดใหญ่ และเนื่องจากเป็หุ่นของหน่วยสนับสนุน การใช้งานจึงเน้นไปที่เคลื่อนย้ายผู้คนหรือสิ่งของ ส่วนล่างจึงถูกดัดแปลงเป็ห้องคาร์โกขนาดใหญ่ ขนาดบรรทุกสูงสุดห้าร้อยคน มีโลหะแกรฟีนที่แม้แต่ะเิก็ไม่ทำให้ระคายผิวโอบปิดสนิททุกด้าน ด้านหนึ่งเป็ประตูที่สามารถเลื่อนเปิดปิดได้ และด้านล่างสุดคือสี่ล้อฟันเฟืองที่ช่วยให้ตัวหุ่นเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากเอริก้า สมาชิกคนอื่น ๆ ของหน่วยสนับสนุนก็เข้าประจำการในหุ่นยนต์แล้วเช่นเดียวกัน ทันใดนั้นความเร็วในการเคลื่อนตัวลงสู่ผิวโลกกลับค่อย ๆ ลดลง กระทั่งถึงจุดที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็การร่อนลงเสียมากกว่า เหตุการณ์ขัดแย้งแรงโน้มถ่วงเช่นนี้เกิดขึ้นจากพลังงานงานไอพ่นปฏิกรณ์ที่ถูกปล่อยออกมาอย่างอิสระรอบตัวหุ่นยนต์ขนาดั์
เมื่อมองเห็นหน่วยสนับสนุนทั้งสี่ลับหายผ่านหมู่เมฆ วิหคเหล็กก็บินต่อไปอีกครึ่งนาที ก่อนจะถึงคราวของหน่วยกวาดล้างที่นำโดยฮิเดโอะ ชายชาวญี่ปุ่นร่างเล็กที่ภายนอกไม่เหมือนทหารฝ่าสมรภูมิรบแม้แต่น้อย พากันกระโจนออกนอกตัวเครื่อง ด้วยท่วงท่าที่ดูบ้าระห่ำกว่าหน่วยสนับสนุนอย่างเห็นได้ชัด
และก็เช่นเดียวกัน หลังจากนั้นเพียงพริบตา ร่างของหน่วยกวาดล้างทั้งหกคนก็ถูกห่อหุ้มด้วยหุ่นเหล็ก เพียงแต่รูปร่างหน้าตาแตกต่างจากของหน่วยสนับสนุนสิ้นเชิง ชัดเจนที่สุดคือขนาดที่เล็กกว่าเดิม ความสูงเกือบห้าเมตร มีสองแขนสองขาคล้ายมนุษย์ และนอกจากจะมีนิ้วมือแล้ว บนข้อมือยังถูกติดตั้งด้วยอาวุธปืนหลากรูปแบบ ทั้งปืนกลหนัก ปืนเพลิง ปืนมิสไซล์ ที่สำคัญคือสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างอิสระ ห้องบังคับการอยู่ที่บริเวณส่วนหัว ผิวกายเป็โลหะสีเงินสลับกับสีแดงเข้ม โดยรวมดูเป็ส่วนผสมของความไซเบอร์พังก์และยุคเครื่องจักรไอน้ำได้อย่างลงตัว
อเล็กซ์ทอดสายตามองหน่วยกวาดล้างดิ่งพสุธาผ่านม่านเมฆลงไปด้วยแววตานิ่งสนิท เขาอยู่ใน่รวบรวมสมาธิก่อนทำภารกิจเช่นเดียวกับทุกครั้ง และสิ่งที่ช่วยขจัดความฟุ้งซ่านได้ดีที่สุดคือเสียงเพลง ซึ่งขณะนี้ในหูฟังทั้งสองข้างที่ชายหนุ่มใส่กำลังดังสนั่นด้วยเพลงบัลลาดร็อกเพลงหนึ่งที่เปรียบเสมือนชิ้นส่วนของความทรงจำวัยเยาว์ ขณะที่เสียงเพลงบรรเลง ชายหนุ่มค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงราวกับ้าให้โสตประสาทลิ้มรสชาติความหลังอย่างเต็มที่
ชิ้นส่วนความทรงจำของอเล็กซ์ประติดประต่อขึ้นเป็ภาพยามเย็นที่แสงสีส้มส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่กำลังบรรเลงเพลงบัลลาดร็อกเพลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นในบ้านหลังเล็ก ๆ
“นี่เพลงอะไรครับแม่?” อเล็กซ์ในวัยแปดขวบถามขึ้นขณะเคลื่อนไหวร่างกายไปตามจังหวะอย่างสนุกสนาน
“นี่เพลงโปรดแม่เอง ไม่คิดว่าลูกจะชอบนะเนี่ย มีรสนิยมั้แ่เด็กเลยนะ” เ้าของสุ้มเสียงหวานอันเป็คำตอบคือหญิงสาวชาวอเมริกันวัยกลางคน รูปร่างสูงโปร่ง ผมสีทองสยายยาวถึงกลางหลัง ดวงตาสีฟ้ากลมโตทอประกายน้ำทะเล ขณะนี้เธอกำลังนั่งเอนกายอยู่บนโซฟา มือข้างซ้ายหมุนควงแก้วไวน์อย่างสบายอารมณ์
“ทั้งเนื้อหา ทั้งทำนอง มันมหัศจรรย์มากเลยครับ”
ได้ยินคำตอบใสซื่อ ผู้เป็แม่ฉีกยิ้มกว้าง หัวเราะแ่เบา
“แม่ดีใจนะที่ลูกชอบ เพราะชื่ออเล็กซ์ของลูกแม่ก็ตั้งตามคนเขียนเพลงนี้แหละ ถ้าลูกไม่ชอบก็คงเป็ความผิดติดตัวแม่ไปตลอดชีวิตแน่ ๆ”
คำตอบนี้ถึงกับทำให้เด็กชายตาโต ชัดเจนว่าแม้ยังไม่ประสีประสาต่อโลกเท่าไรนัก แต่บทเพลงนี้จารึกอยู่ในความทรงจำของเขาไปตลอดกาล
แหวกว่ายออกจากห้วงความทรงจำ อเล็กซ์ลืมตาขึ้น คล้ายมีของเหลวสีใสรื้นอยู่ภายในเล็กน้อย นอกจากแม่แล้ว ยังมีหญิงสาวอีกคนที่ซ้อนทับขึ้นมาทุกครั้งยามได้ฟังเพลงนี้ พลันสายลมแรงกล้าเข้าปะทะกับผิวหน้าอย่างเกรี้ยวกราด เป็สัญญาณบอกให้รู้ว่าถึงเวลาออกโรงของเขาแล้ว
“ไปกันเถอะโรเบิร์ต” อเล็กซ์หันไปมองชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่เคียงข้าง
“ครับหัวหน้า!”
ว่าแล้วทั้งคู่ก็พากันะโลงจากเครื่องบิน ร่างกายเป็อิสระจากพันธนาการแรงโน้มถ่วง ทะยานผ่านเมฆสีขาวสู่เบื้องล่างด้วยความเร็วสูง