ในวันนั้นข่าวการอภิเษกสมรสของซูฉางเซิงบรรพชนแห่งตระกูลซูก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งดินแดนเป่ยหวง
และด้วยความเร็วอันน่าตกตะลึงข่าวนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วทวีปเจินเซิ่ง
ท้ายที่สุดแล้วแม้ว่าจะเป็เซียนที่เพิ่งเลื่อนขั้น ทว่าก็มากพอที่จะดึงดูดความสนใจจากทั่วทวีปเจินเซิ่งได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซูฉางเซิงมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว หลังจากที่เขาเลื่อนขั้นเป็เซียน แม้แต่เซียนาุโบางคนก็ยังหันมาสนใจและจับตามองเซียนรุ่นเยาว์ผู้นี้
“ซูฉางเซิงจะอภิเษกสมรสหรือคู่หมั้นเป็คนรุ่นหลังของตระกูลกู้ใช่หรือไม่”
“เป็ไปได้หรือไม่ว่าคนรุ่นหลังผู้นั้นมีความลับบางอย่าง”
“เซียนอายุราวหกพันปี ถือว่ายังไม่เยอะมากนัก อยู่ใน่รุ่งโรจน์ หากแต่งงานด้วยก็ถือเป็ทางเลือกที่ดี!”
ภายในสำนักและตระกูลชั้นนำต่างๆบรรดาเซียนรุ่นเก่าต่างลืมตาขึ้น ดวงตาเรืองแสงดุจดวงอาทิตย์ พวกเขามองข้อมูลในมือด้วยความประหลาดใจใบหน้าฉายแววตะลึง
การที่เซียนอภิเษกสมรสนั้นหาใช่เื่แปลก
ไม่ต้องพูดถึงซูฉางเซิงที่อายุถึงหกพันปี แม้แต่เซียนที่อายุสี่หมื่นกว่าปี ใกล้จะถึงวัยชราก็ยังคงแต่งงานอยู่บ่อยครั้ง ไม่ใช่เื่ที่พบเห็นได้น้อยอย่างใด
ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณจำนวนฮูหยินและสนมของพวกเขามากพอที่จะเติมเต็มโลกใบเล็กได้ด้วยซ้ำ
ดังนั้น สำหรับการอภิเษกสมรสของซูฉางเซิง เซียนเหล่านี้จึงรู้สึกประหลาดใจเพียงเล็กน้อยก็เท่านั้น
สิ่งที่พวกเขาสนใจมากกว่าคือคนรุ่นหลังของตระกูลกู้ผู้นั้นมีความลับกระไรที่ทำให้ซูฉางเซิงยอมอภิเษกด้วย
แม้ว่าพวกเขาจะคาดเดา ทว่ากลับไร้ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้
“ไป เตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ ไปแสดงความยินดีแทนข้า!”
“การอภิเษกสมรสของเซียน ไม่อาจละเลยเฉยเมยได้ ไปซะ เตรียมของขวัญส่งไป!”
“อืม ไปเถิด นำยาอายุวัฒนะหมื่นปีของตระกูลไปมอบให้ถือเป็ของขวัญแทนคำอวยพรจากข้า!”
เซียนแต่ละคนเอ่ยปากเสียงของพวกเขาดังก้องปานเสียง์ ดังก้องไปทั่วตระกูลของตน เปี่ยมไปด้วยอำนาจ
อย่างไรเสียเซียนผู้นี้ก็ยังหนุ่มแน่น อยู่ใน่รุ่งโรจน์พละกำลังยังแข็งแกร่งสมบูรณ์ แม้ว่าพวกเขาจะไม่กลัวทว่าก็ไม่้าทำให้ซูฉางเซิงขุ่นเคืองเช่นกัน
...
อีกด้านหนึ่ง ณ ดินแดนเป่ยหวงราชวงศ์ไป๋อวิ๋น
ภายในพระราชวังในตำหนักแห่งหนึ่ง พลังปราณแห่งโชคสีม่วงลอยวน รัศมีสาดส่องดุจ์ เป็ที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง
ในขณะนี้ ไป๋เทียนอวี่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันของราชวงศ์ไป๋อวิ๋นกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์จักรพรรดิสีม่วงทองเรืองอร่าม รัศมีจักรพรรดิล้อมรอบดวงตาราวกับดวงอาทิตย์ที่แผดเผา ใบหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง
เหล่าผู้าุโและผู้ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ล้วนเป็ผู้ยิ่งใหญ่ที่มาจากสายเืโดยตรงของราชวงศ์ นั่งกันเป็ระเบียบเรียบร้อยรอบตัว
“ทุกท่านถึงเวลาที่เราจะต้องหารือเกี่ยวกับทางออกของราชวงศ์ไป๋อวิ๋นแล้ว!”
ไป๋เทียนอวี่กวาดสายตามองไปยังเหล่าผู้าุโแล้วกล่าวเสียงหนักแน่น
“ตระกูลซูในตอนนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ทำลายล้างตระกูลกู้เท่านั้น ทว่ายังรวบรวมดินแดนเป่ยหวงไปได้กว่าครึ่ง สำนักกองกำลังต่างๆ ในดินแดนก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อตระกูลซูแล้ว!”
“ใน่เดือนที่ผ่านมา พวกท่านคงประจักษ์ความโเี้ของตระกูลซูแล้วใช่หรือไม่ผู้ใดก็ตามที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ ล้วนถูกตระกูลซูกำจัดทิ้ง ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นของเราคือเป้าหมายต่อไป!”
“ทุกท่าน ข้าควรจะรับมืออย่างไร”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เหล่าผู้าุโและผู้ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ต่างมองหน้ากันโดยไม่เอ่ยคำใด
จะรับมืออย่างไร
ฝ่าา ยอมแพ้เถิด ต่อให้สู้ก็ไม่มีทางชนะได้
“ฝ่าาบรรพชนของตระกูลซูเป็ถึงเซียน ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นของเรามิได้แข็งแกร่งนัก การเผชิญหน้ากับเซียนก็ไม่ต่างกระไรกับการเอาไข่ไปกระแทกหินรังแต่จะถูกทำลายย่อยยับ!”
ผู้าุโท่านหนึ่งมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยความกล้าหาญ
แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ทว่าความหมายในคำพูดของเขานั้นชัดเจน
“หรือว่า...เราจะยอมแพ้ดี”
ขุนนางคนหนึ่งเอ่ยปากเขาเป็ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง เป็สายเืโดยตรงของราชวงศ์ เป็น้องชายของไป๋เทียนอวี่สีหน้าหดหู่ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เต็มใจเช่นนี้
หากเป็ไปได้ผู้ใดบ้างจะอยากเป็เบี้ยล่างผู้อื่นเล่า
แม้ว่าราชวงศ์ไป๋อวิ๋นจะไม่แข็งแกร่งมากเป็พิเศษ แต่ก็เป็สำนักกองกำลังชั้นนำที่ดินแดนได้ส่วนหนึ่งเป็เ้ายุทธจักร และไม่จำเป็ต้องพึ่งพาผู้อื่นเช่นกัน
ทว่าบัดนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับตระกูลซูที่ผงาดขึ้นมากะทันหัน พวกเขามีทางเลือกเพียงสองคือหนึ่งต่อต้านอย่างถึงที่สุด และสองถูกทำลายหรือยอมแพ้ไปเสีย และสุดท้ายกลายเป็กองกำลังในเครือของตระกูลซู
แน่นอนว่ายังมีอีกทางเลือกหนึ่งเช่นกัน นั่นคือการละทิ้งทุกอย่างและหนีไป
เพียงแต่ทางเลือกนี้เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์แทบจะไม่มีผู้ใดนึกถึงมันเลย
“ข้าเห็นด้วยว่าข้อเสนอนี้ไม่เลว!”
“เซียนของตระกูลซูตอนนี้อายุเพียงหกพันกว่าปียังเหลือ่รุ่งโรจน์อีกสี่หมื่นปี จินตนาการได้ว่าในอนาคตตระกูลซูจะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆและกลายเป็สำนักกองกำลังระดับสูงสุด หากเรายอมสวามิภักดิ์ตอนนี้เราอาจได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย!”
“มีเหตุผล!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ แววตาเหล่าผู้าุโของราชวงศ์ต่างก็ทอแสง ค่อยๆ ทยอยเห็นด้วยเกือบทั้งหมดเห็นพ้องต้องกัน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่นิ่งเงียบ ไม่แสดงความคิดเห็น บ้างก็อยู่ในท่าทีที่เป็กลาง
“นี่...”
เมื่อเห็นว่าไม่เพียงแต่น้องชายของเขาเท่านั้นแม้แต่เหล่าผู้าุโของราชวงศ์ก็เห็นด้วย ไป๋เทียนอวี่ก็ถึงกับเปล่งถ้อยวาจาไม่ออก
นี่มันเื่บ้ากระไรกันยังไม่ทันสู้ก็ยอมแพ้กันหมดแล้วหรือ
“ลองเปลี่ยนวิธีคิดดูหรือไม่ ให้เยว่เอ๋อร์อภิเษกสมรสกับตระกูลซูอาศัยทรัพยากรของตระกูลซู ด้วยพร์ขั้นสุดยอดของเยว่เอ๋อร์ การเป็เซียนในอนาคตนั้นหาใช่เื่ยาก!”
และในขณะนี้เอง เสียงแหบแห้งเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา ทำให้ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นต่างใ
“บรรพชน!”
ไป๋เทียนอวี่รีบลุกขึ้นยืนทันที
ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่ชายชราผอมแห้งปรากฏตัวขึ้นร่างกายขนาดเล็ก ใบหน้าเหี่ยวย่น ผมขาวแห้งกรอบ ตัวสั่นงึกงักราวกับส้มเหี่ยวเฉา ดูๆ ไปช่างธรรมดายิ่ง
“บรรพชน!”
ทว่าทุกคนมิอาจหาญดูถูก กลับแสดงความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด ดวงตาเอ่อล้นความเคารพ ต่างลุกขึ้นยืนและโค้งคำนับ
เพราะนี่คือเสาหลักของราชวงศ์ไป๋อวิ๋น ระดับกึ่งเซียนนักบุญผู้ยิ่งใหญ่
“ให้เยว่เอ๋อร์อภิเษกกับตระกูลซูหรือบรรพชน เยว่เอ๋อร์มีพร์ขั้นสุดยอด เทียบเท่ากับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ด้วยพร์ของนาง ในอนาคตมีโอกาสสูงที่จะได้เป็เซียน หากอภิเษกกับตระกูลซูเช่นนี้จะไม่เป็การสูญเสียมากเกินไปหรือขอรับ”
ไป๋เทียนอวี่อดไม่ได้ที่จะพูดสิ่งนี้
เยว่เอ๋อร์คือองค์หญิงน้อยของราชวงศ์นามว่า ไป๋เยวี่ยเกอ
แม้ว่าอายุยังน้อย ทว่าพร์ของนางกลับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์
ในตอนที่นางถือกำเนิด มีลางมงคลมากมาย ทั้งัขาวและจันทร์ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นบวกกับสสารศักดิ์สิทธิ์จากแดน์และแสงจันทร์ศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างร่างกายของนาง
พร์ของนางสูงส่งเทียบเท่ากับสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์เลยทีเดียว
หากไม่มีอะไรผิดพลาดตราบใดที่เติบโตราบรื่น หลังจากเวลาผ่านไปหลายพันปี มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็เซียน
ความอัจฉริยะที่น่าทึ่งเช่นนี้ จะต้องยกให้กับคนรุ่นหลังของตระกูลซูเช่นนั้นหรือ
“ข้าใคร่ขอให้บรรพชนไตร่ตรองอีกครั้ง!”
ไม่เพียงแต่ไป๋เทียนอวี่เท่านั้นแม้แต่เหล่าผู้าุโก็ร้อนใจและไม่เต็มใจอย่างมาก พวกเขาวางแผนที่จะยอมสวามิภักดิ์ก่อนรอจนกว่าไป๋เยวี่ยเกอจะเติบโตจนกลายเป็เซียน จากนั้นค่อยหาจังหวะแยกตัวออกจากตระกูลซู
หากนำไป๋เยวี่ยเกอไปแต่งงานเช่นนี้ต่างอะไรกับการมอบเซียนในอนาคตให้กับผู้อื่นเล่า
“โง่เขลาพวกเ้าคิดว่าการเป็เซียนนั้นง่ายดายมากเชียวนั้นหรือ อัจฉริยะที่มีพร์สูงมากมายสังขารเทพศักดิ์สิทธิ์ก็มีไม่น้อยแต่อย่างใด ทว่าจะมีสักกี่คนที่เติบโตขึ้นมาได้เล่า”
บรรพชนของราชวงศ์ไป๋อวิ๋นขมวดคิ้วมองไปยังเหล่าลูกหลานที่ยังจินตนาการเพ้อฝัน แล้วเอ่ยตำหนิผิดหวัง
“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใดกันที่ข้าบอกว่าจะให้อภิเษกกับคนรุ่นหลังของตระกูลซู”
ทุกคนตกตะลึงไม่ใช่คนรุ่นหลังหรือ
หรือว่าจะเป็ผู้าุโหรือผู้าุโสูงสุดคนใดคนหนึ่งเล่า
ไป๋เทียนอวี่ถึงกับหน้ามืดรู้สึกอยากจะฟุบลงกับพื้น บุตรสาวที่น่ารักของเขา จะต้องแต่งงานกับตาแก่เฒ่าหัวงูหรือ
เื่เช่นนี้ไม่ได้นะ!
“อย่าคิดมากไป ข้าหมายถึงให้อภิเษกกับซูฉางเซิง บรรพชนของตระกูลซู!”
บรรพชนของราชวงศ์ไป๋อวิ๋นกล่าวเสียงเย็น
“เห็นเช่นนั้นแต่ก็คือเซียนผู้หนึ่ง หากมีเขาคอยปกป้องและชี้นำเยว่เอ๋อร์ก็จะเติบโตขึ้นโดยปราศจากพิษภัยและกลายเป็เซียนในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะแต่งงานกับบรรพชนของตระกูลซูด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเยว่เอ๋อร์กับเรา เมื่อนางกลายเป็เซียนแล้วนางจะไม่ปกป้องราชวงศ์ไป๋อวิ๋นเชียวหรือ”
“เมื่อถึงเวลานั้นเซียนทั้งสองล้วนเป็ผู้สนับสนุนตระกูลไป๋ ตราบใดที่ลูกหลานรุ่นหลังมีความสามารถตระกูลไป๋ของเราก็รุ่งเรือง!”
บรรพชนของราชวงศ์ไป๋อวิ๋นสะบัดแขนเสื้ออธิบายอย่างไม่สบอารมณ์
“เป็เช่นนั้นเองสินะขอรับ!”
ไป๋เทียนอวี่ถอนหายใจโล่งอก ในเวลาเดียวกันก็ครุ่นคิดถี่ถ้วนดวงตาจึงพลันเป็ประกาย
หากเป็เช่นนี้ ในฐานะบิดา เขาจะมีเซียนเป็ผู้สนับสนุนถึงสองคนเลยหรือ
“บรรพชนช่างเป็ผู้เฉลียวฉลาด ข้าจะเตรียมการและไปสู่ขอตระกูลซูเดี๋ยวนี้!”
ไป๋เทียนอวี่กล่าวอย่างตื่นเต้น
“ไม่ต้องรีบร้อน สามวันหลังจากนี้ในวันงานอภิเษก ข้าจะพาเยว่เอ๋อร์ไปร่วมงานด้วยหากนางไม่เต็มใจ ก็ให้พักเื่นี้ไว้ก่อน ไม่ต้องบังคับ”
บรรพชนของราชวงศ์ไป๋อวิ๋นกล่าวไม่ใส่ใจ
ไม่เพียงแต่ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นเท่านั้นที่ลงมือ
...
อีกด้านหนึ่ง นอกดินแดนเป่ยหวงเทือกเขาหมื่นอสูรแห่งสำนักว่านโซ่ว
ที่แห่งนี้คือสำนักโบราณที่ปกครองเทือกเขาหมื่นอสูรและพื้นที่โดยรอบนับล้านลี้เป็หนึ่งในสำนักกองกำลังระดับสูงสุดของทวีปเจินเซิ่ง
“บรรพชน ซูฉางเซิงสังหารผู้าุโระดับนิรันดร์ขั้นที่เจ็ดของสำนักเราเื่นี้จะปล่อยไปเช่นนั้นหรือขอรับ”
ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก ประมุขแห่งสำนักว่านโซ่วถามขึ้น ขณะกำลังยืนอยู่หน้าถ้ำแห่งหนึ่งด้วยท่าทีเคารพ
ภายในถ้ำ หมอกหนาทึบพวยพุ่งรัศมีสาดส่อง กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่าน ทำให้ประมุขแห่งสำนักว่านโซ่วรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย
ควรทราบว่าเขาเป็ถึงระดับกึ่งเซียนนักบุญเชียวนะ!
“แน่นอนว่าจะไม่ปล่อยไปเช่นนั้นแน่!”
“กล้าสังหารผู้าุโของสำนักว่านโซ่วแม้จะเป็เซียน เืก็ต้องชดใช้ด้วยเื!”
หลังจากนั้นไม่นานเสียงเ็าเสียงหนึ่งก็ดังออกมา
“สามวันหลังจากนี้ ข้าจะนำคันศรปลิดชีพเซียนไปเยือนถึงหน้าประตู!”