ภายในตำหนักฉู่ชิ่วที่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตาสมกับที่เ้าของตำหนักเป็ถึงกุ้ยเฟยหนึ่งในสี่พระชายาแห่งแคว้นต้าหลี่ หญิงสาวร่างบอบบางในชุดสีชมพูอ่อนหวาน วงหน้างดงามหวานล้ำที่ไม่ว่าผู้ใดเห็นเป็ต้องอยากทะนุถนอมเอาไว้กลางฝ่ามือ มิให้นางต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ มือเรียวงามผิวขาวผ่องยื่นไปจับถ้วยชาแล้วยกขึ้นดื่มอย่างช้า ๆ ด้วยกิริยาชดช้อย
“พี่หญิงไม่รู้สึกอันใดเลยหรือเ้าคะ” ซูเจี๋ยอวี้ที่เห็นท่าทีสบายอกสบายใจของญาติผู้พี่ก็ให้รู้สึกสงสัย วันนี้ผู้ใดก็เห็นว่าฮ่องเต้ทรงใส่พระทัยต่อเว่ยชงหรงผู้นั้นขนาดไหน แล้วเหตุใดญาติผู้พี่ถึงไม่ได้ดูเดือดเนื้อร้อนใจ
ใบหน้าของหวางกุ้ยเฟยประดับยิ้มน้อย ๆ แล้ววางถ้วยชาลง เอ่ยกับญาติผู้น้อง “แล้วจะให้ทำอย่างไร จะให้ข้าเข้าไปหาเื่นางดุจสตรีขี้อิจฉาน่ะหรือ”
“นางโง่เขลาพี่หญิงก็เพียงเขี่ย...” ซูเจี๋ยอวี้เอ่ยยังไม่ทันจบก็ถูกหวางกุ้ยเฟยเอ่ยขัด
“ผู้ที่โง่เขลาหาใช่นาง แต่เป็เ้า” หวางจือเหมยลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังริมหน้าต่าง เหม่อมองดอกไม้งามที่แข่งกันเบ่งบานอวดโฉม “สตรีในวังหลังไหนเลยจะไร้เขี้ยวเล็บ เ้าคิดว่าเหตุการณ์ในวันนี้จะเป็เพราะซุนเหม่ยเหรินอิจฉาริษยาจนไร้สติกระทำการอาจหาญเช่นนั้นหรือ”
หวางกุ้ยเฟยหันกลับมามองใบหน้าสับสนของซูเจี๋ยอวี้ “เปล่าเลย ยังคงเป็เว่ยชงหรงผู้นั้นเล่นเล่ห์”
“หากเป็เช่นนั้นเราไม่ยิ่งต้องกำจัดนางหรือเ้าคะ” หากเป็เช่นนั้นเว่ยชงหรงผู้นี้ก็ยิ่งเป็ตัวอันตราย ควรตัดไฟเสียแต่ต้นลมมิใช่หรือ
“จะทำเช่นนั้นไปเพื่ออันใด อย่างที่ข้าบอกสตรีในวังหลังไหนเลยจะไร้เขี้ยวเล็บ ย่อมมีผู้คนคิดกำจัดนาง ดังนั้นจงอยู่เฉย ๆ เสียเถิด” อีกทั้งหากทำอันใดขึ้นมาแล้วฮ่องเต้ทรงล่วงรู้จะกลายเป็ขโมยไก่ไม่สำเร็จ เสียข้าวสารอีกหนึ่งกำมือ[1]มิสู้นั่งบนภูดูเสือกัดกันมิดีกว่าหรือ “ส่วนเ้าก็อยู่ให้ห่างนางเสีย อย่าได้ไปข้องเกี่ยวมิเช่นนั้นจะได้เจ็บตัวอีก”
“เ้าค่ะ”
หลังจากที่หลับเพื่อหนีความผิดเว่ยซูฮวาก็รู้สึกตัวในที่สุด เมื่อกวาดตาไปรอบ ๆ ก็พบว่าตนกำลังนอนหนุนหมอนหาใช่ตักอันสูงส่งของศิษย์พี่ ทั้งยังห่มผ้าห่มอย่างดี เว่ยซูฮวายกยิ้มเ้าเล่ห์เมื่อคิดว่าสามารถหลบลี้หนีความผิดของตนได้ นางลุกขึ้นนั่งแล้วบิดตัวไปมาอย่างไม่คิดจะรักษากิริยาของคุณหนูตระกูลใหญ่ ทว่ายามผินหน้าไปยังตั่งริมหน้าต่างก็พบกับวรกายอันสูงส่งของผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดินที่จับจ้องมองมายังนางด้วยดวงตาคมกริบ เว่ยซูฮวายิ้มแหยผินหน้าเข้าหากำแพงแล้วทำหน้าราวกับจะร้องไห้
“เว่ยซูฮวา”
เสียงหนักแน่นที่เน้นย้ำชื่อของนางก็ทำให้ผู้เป็เ้าของชื่อถึงกับสะดุ้งเฮือก เว่ยซูฮวาหันหน้ากลับมาหาชายหนุ่มแล้วเผยรอยยิ้มประจบ นางรีบงัดตัวเองออกจากเตียงแล้วเดินไปหาศิษย์พี่ของตน กอดแขนของเขาอย่างออดอ้อน พลางเอ่ยเสียงหวานแวว “ศิษย์พี่ไม่ไปทำงานหรือเ้าคะ”
หลี่หยางฮุ่ยเห็นกิริยาและรอยยิ้มออดอ้อนใจก็พลันอ่อนยวบไปมากกว่าครึ่ง แต่ก็แสร้งตีหน้าเคร่งขรึมไม่ตอบคำถามนาง กลับเอ่ยเรียกยาจากนางกำนัลที่รออยู่ด้านนอก “นำยาเข้ามา”
เพียงหลินผิงเดินถือถ้วยยาเข้ามากลิ่นขมคอก็ลอยปะทะจมูกของนางทันที เว่ยซูฮวาหุบยิ้มหน้าซีดเผือด ยานี้คงขมมิใช่น้อย กำลังจะเอ่ยปากต่อรองทว่ายามนึกถึงวีรกรรมที่ตนเพิ่งทำก็ให้หุบปากฉับยินยอมรับถ้วยยาเข้ามาดื่มอย่างรวดเร็ว ความขมแผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก อาการคลื่นเหียนและของเหลวมาจุกอยู่ที่คอทำให้เว่ยซูฮวาขนลุก ต้องบีบบังคับตัวเองให้กลืนมันลงไป
หลี่หยางฮุ่ยเห็นท่าทีอยากอาเจียนของศิษย์น้องแต่ก็พยายามกลืนยาเ่าั้ลงคอก็ยกยิ้ม นางไม่ชื่นชอบยาขมเพียงไรเหตุใดเขาจะไม่รู้ ใจขุ่นมัวในคราแรกหายสิ้นเหลือไว้เพียงอาการขบขันระคนเอ็นดู “คราหน้าอย่าได้ทำเช่นนี้อีก มิอย่างนั้นพี่จะสั่งให้เ้าอมหวงเหลียน”
เพียงได้ยินว่าจะต้องอมหวงเหลียนยาที่ขึ้นชื่อว่าขมที่สุด เว่ยซูฮวาก็ขนลุกชันยิ่งกว่าเดิม อาการคลื่นเหียนเมื่อครู่แล่นกลับมาอีกครั้ง หลี่หยางฮุ่ยเห็นท่าทางอยากอาเจียนอีกคราก็หยิบก้อนน้ำผึ้งป้อนเข้าปากหญิงสาว
เมื่อได้รับความหวานอาการคลื่นเหียนก็หายเป็ปลิดทิ้ง เว่ยซูฮวาก็เอ่ยปากออกมา “อันที่จริงศิษย์พี่ควรให้รางวัลข้านะเ้าคะ ที่สามารถช่วยศิษย์พี่ลดอำนาจตระกูลซุนไม่ให้ช่วยเหลือตระกูลเฉิน”
เปาะ!
“โอ๊ย!” เว่ยซูฮวาร้องออกมาเมื่อโดนหลี่หยางฮุ่ยดีดที่หน้าผาก นางยกมือถูหน้าผากพลางมองศิษย์พี่ของตนอย่างตัดพ้อ
“พี่สั่งแล้วมิใช่หรือว่าอย่าให้ตัวเองเจ็บตัว แต่เ้าก็ยังคงพาตัวเองไปโดดสระบัวเช่นนั้น” ยามเห็นหน้าผากแดงเรื่อบนใบหน้างามน้ำเสียงจึงอ่อนลงจากที่คิดไว้มาก
“แต่ข้าก็บอกว่าจะระมัดระวังนะเ้าคะ อีกอย่างหากไม่เจ็บตัวจะสำเร็จหรือเ้าคะ” เว่ยซูฮวาเถียงสู้
“ทูลฝ่าา มีจดหมายถึงเว่ยชงหรงพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของสือกงกงขัดบทสนทนาของคนทั้งสอง
หลี่หยางฮุ่ยเอ่ยอนุญาตให้นำเข้ามา มองเว่ยซูฮวาที่อ่านจดหมายนั้นด้วยสีหน้าราวกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง “ของผู้ใดหรือ”
“ของน้องสี่เ้าค่ะ นางอยากเข้าวังมาหาศิษย์พี่เลยส่งจดหมายมาบอกให้พี่สาวคนนี้ช่วยเหลือในงานคัดเลือกที่กำลังจะเกิดขึ้นต้นเดือนหน้า” ปีนี้ได้เวียนมาครบกำหนดสามปีที่ต้องคัดเลือกหญิงงามเข้าวังแล้ว และจัดขึ้นในปักษ์ลี่เซี่ย[2]เว่ยซูฮวาหน้ามุ่ยนึกขุ่นเคืองศิษย์พี่ที่มีหญิงสาวมากมายพร้อมพลีกายจนน่าหมั่นไส้
หลี่หยางฮุ่ยเห็นอาการขุ่นเคืองของเว่ยซูฮวาก็ยกยิ้มยินดี แววตาเปล่งประกาย เอ่ยอย่างเอาใจ “พี่ประทานสมรสพระราชทานให้นางดีหรือไม่”
“ดีเ้าค่ะ!” เว่ยซูฮวายกยิ้มกว้าง ศิษย์พี่ช่างรู้ใจเสียจริง! “ทว่าเลือกให้นางดี ๆ หน่อยนะเ้าคะ ครานั้นฮูหยินเอกยังสู้อุตส่าห์คัดเลือกคุณชายเหรินผู้มีชื่อให้ข้า”
“วางใจเถิด”
จวนเจิ้งตงกั๋วกงของเจิ้งตงต้าเจียงจวินแห่งตระกูลเว่ย
หญิงสาวร่างแบบบางกำลังนั่งให้สาวใช้ทำผมอยู่หน้าคันฉ่อง ใบหน้านางประดับด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ยามมองตนเองในคันฉ่องนางก็รู้สึกว่ามิมีผู้ใดที่จะงดงามเทียมนางได้
เสียงก้าวเท้าเข้ามายังห้องนอนทำให้เว่ยซูลี่ละสายตาจากใบหน้าของตน สบเข้ากับสายตาเอื้อเอ็นดูของมารดาผ่านคันฉ่อง “ท่านแม่มีอันใดหรือเ้าคะ”
“แม่ได้ยินมาว่าเมื่อวานเ้าส่งจดหมายไปหานังซูฮวา” เจิ้งตงกั๋วฟูเหรินเอ่ยถามสิ่งที่ตนข้องใจในทันที พลางปักปิ่นบนศีรษะของบุตรสาว
“ใช่เ้าค่ะ ข้าอยากให้พี่รองช่วยเื่คัดเลือกที่กำลังจะถึง” นางวาดฝันที่จะเข้าไปเป็พระสนมให้กับฮ่องเต้ ถูกพระองค์โอบกอดทุกเช้าค่ำ เป็พระสนมคนโปรด ให้กำเนิดพระโอรสแก่พระองค์ และสุดท้ายกลายเป็ฮองเฮาเคียงข้างบัลลังก์
“นังนั้นจักช่วยสิ่งใดได้” มารดาเอ่ยอย่างเย้ยหยัน
“ท่านแม่ แม้พี่รองจะไปอยู่นอกเมืองมานานแต่ฝีมือคงมิได้ด้อยไม่เช่นนั้นเข้าวังเพียงวันเดียวจะได้เลื่อนจากไฉเหรินเป็ชงหรงหรือเ้าคะ” เว่ยซูลี่หันไปสบตากับมารดาเมื่อทำผมเสร็จ “แม้จะกล่าวว่าเป็บารมีท่านพ่อก็คงมิช่วยให้เลื่อนขั้นเร็วถึงเพียงนั้น”
“ก็จริงของเ้า นางปีศาจจิ้งจอกนั้นคงใช้ใบหน้าล่อลวงฮ่องเต้เหมือนที่นางแพศยามารดาของมันล่อลวงท่านพ่อของเ้า” ยามกล่าวถึงฮูหยินรองที่อยู่ในหลุมใบหน้าของกั๋วฟูเหรินก็บิดเบี้ยว
“หึ ใบหน้าก็เพียงล่อลวงได้ชั่วครั้งชั่วคราวหากไร้ซึ่งสมอง” พี่รองก็แค่สตรีบ้านนอกจะไปรู้เื่อันใด
“เรียนนายหญิง มีขบวนราชโองการกำลังมายังจวนเ้าค่ะ” เสียงบ่าวรับใช้ทำให้สองแม่ลูกมองหน้ากันแล้วยกยิ้ม
“มิคิดว่าพี่รองจะช่วยข้าได้ดีถึงเพียงนี้” แม้จะไม่รู้ว่าขบวนราชโองการมาด้วยเื่ใด แต่ความรู้สึกของนางบอกว่านี่จะต้องเป็ราชโองการของนางอย่างแน่นอน
เมื่อทั้งสองก้าวเท้ามาถึงหน้าประตูจวนสกุลเว่ยก็พบกับคนในตระกูลที่มายืนรอกันหมดแล้ว ท่านกั๋วกงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยไม่รู้ว่าฝ่าามีราชโองการใดมา ทว่าคงจะมิใช่เื่ไม่ดี เมื่อคิดได้ดังนั้นใบหน้าคมก็เรียบเฉยเช่นเดิม
ยามเห็นใบหน้าของขันทีที่อัญเชิญราชโองการของฮ่องเต้มาก็ยิ่งทำให้แววตาของเว่ยซูลี่เป็ประกาย ด้วยนางจำได้ว่าขันทีผู้นี้คือหนึ่งในขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ ทั้งยังเป็ผู้ที่อัญเชิญราชโองการเรียกพี่รองเข้าวัง
“คุณหนูสี่เว่ยซูลี่แห่งจวนเจิ้งตงกั๋วกงรับราชโองการ”
สิ้นเสียงของขันที พลันใจของเว่ยซูลี่ก็เต้นแรงขึ้นมา แววตาปรากฏความยินดีอย่างปิดไม่มิด นางก้าวเท้ามาด้านหน้าแล้วย่อกายลง “หม่อมฉันเว่ยซูลี่ คุณหนูสี่แห่งจวนเจิ้งตงกั๋วกงเพคะ”
“คุณหนูสี่แห่งจวนเจิ้งตงกั๋วกงสกุล เว่ย นาม ซูลี่ กิริยามารยาทงดงาม เพียบพร้อมไปด้วยสามเชื่อฟังสี่คุณธรรม เราผู้เป็ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าหลี่จึงเห็นสมควรประทานสมรสพระราชทานให้คุณหนูสี่แห่งเจิ้งตงกั๋วกงเป็ฮูหยินเอกในเตียวปั๋ว จบราชโองการ”
เมื่อสิ้นราชโองการเว่ยซูลี่ก็แทบเป็ลมด้วยเนื้อหาในราชโองการนั้นหาใช่สิ่งที่นางคาดหวัง ทว่าแม้จะเป็เช่นนั้นนางก็ยังกล่าวออกมาอย่างรักษากิริยา “หม่อมฉันเว่ยซูลี่น้อมรับราชโองการขอฝ่าาทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
ชาวบ้านมากมายต่างส่งเสียงแสดงความยินดีแก่คุณหนูสี่แห่งจวนกั๋วกง ด้วยใต้เท้าเตียวปั๋วหรือก็คือคุณชายใหญ่ตระกูลตัน ที่แม้จะได้บรรดาศักดิ์ปั๋วจากการสืบทอดตำแหน่งบรรดาศักดิ์ของบิดา ทว่ามีตำแหน่งเป็ถึงรองเ้ากรมพิธีการั้แ่อายุยังน้อย อนาคตช่างสดใสนัก
แม้เตียวปั๋วจะเป็บุรุษหนุ่มอนาคตไกลก็จริง ทว่าจะมีผู้ใดล่วงรู้แท้จริงแล้วที่เขาไม่มีแม้แต่สาวใช้อุ่นเตียงนั้นก็เพราะว่าเขาเป็พวกนิยมตัดแขนเสื้อ! ผู้อื่นอาจไม่รู้แต่มารดาและเว่ยซูลี่รู้
เจิ้งตงกั๋วกงมองสตรีทั้งสองที่ยืนมองราชโองการด้วยใบหน้าซีดเผือด ก็ได้แต่ถอนหายใจ ผู้ใดอยากให้นางทั้งสองไปหาเื่ศิษย์น้องของฮ่องเต้กัน ทั้งยังหาบุรุษมักมากในกามอย่างคุณชายเหรินให้บุตรีที่เขารักโดยไม่ปรึกษา มาครานี้เป็บุตรสาวนางได้สมรสพระราชทานกับคุณชายตระกูลตันดับฝันที่จะเข้าวังของเว่ยซูลี่เช่นนี้ จะโทษผู้ใดได้
อีกทั้งเขาก็พอใจเป็อย่างมากที่ไม่ต้องส่งบุตรสาวคนที่สองเข้าวังหลวง เพราะรู้ดีว่าคนอย่างเว่ยซูลี่เมื่อเข้าไปแล้วคงมิแคล้วทำเื่โง่ ๆ จนตกเป็เครื่องมือของผู้อื่น เว่ยซูฮวานั้นมีฮ่องเต้คอยปกป้อง เป็ูเาสูงใหญ่ให้นางได้พึ่งพิง ทว่ากับเว่ยซูลี่ไม่เหมือนกัน ยิ่งนางไม่ชื่นชอบเว่ยซูฮวาหากเขาวังไปแล้วทำร้ายพี่สาวตนเอง ฮ่องเต้คงไม่เอานางไว้ คิดดังนั้นเจิ้งตงต้าเจียงจวินก็หมุนกายกลับเข้าห้องทำงานของตนทันที
ตำหนักฉือหนิง
ตำแหน่งไทเฮาถือเป็อีกตำแหน่งหนึ่งที่สตรีทุกคนในวังหลังใฝ่ฝันถึงไม่ต่างจากตำแหน่งฮองเฮาแม้แต่น้อย ทว่าผู้ที่จะมาถึงจุดนี้ได้นั้นกลับมีเพียงคนคนเดียว เฉินไทเฮาคือผู้ชนะในท้ายที่สุดของการ่ชิง แต่แม้จะเป็ผู้ชนะหากจะให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งนี้ได้อย่างมั่นคงพระนางก็ต้องแสร้งทำเป็ปล่อยวางในอำนาจประทับอยู่ที่วัดมากกว่าในวังหลวง หนึ่งปีจึงจะกลับได้เพียงหนึ่งครั้ง ทว่าปีนี้นั้นพิเศษด้วยครบกำหนดในการคัดเลือกหญิงงามเข้าวังทำให้มีข้ออ้างในการกลับมายังวังหลวงอีกครา
“เสด็จแม่ ลูกมิอยากทำดีกับเว่ยชงหรงนางนั้น” เฉินฮองเฮาตรัสขึ้นมาเมื่ออยู่กันเพียงสองคน
“กองทัพตระกูลเว่ยจะช่วยให้เราแข็งแกร่ง” เฉินไทเฮายกน้ำชาขึ้นจิบ พระนางเข้าใจเหตุที่ทำให้เด็กโง่ตรงนี้ไม่ชื่นชอบเว่ยชงหรงผู้นั้นเป็อย่างดี เพราะนอกจากสตรีแซ่เว่ยผู้นั้นจะงดงามเป็เอก ฝ่าาก็ทรงชื่นชอบสนมผู้นั้นอยู่ไม่น้อย
“แต่ลูก...” เอ่ยยังไม่ทันจบไทเฮาก็ตรัสขัดนางขึ้นมาเสียก่อน
“เ้าคิดว่าเพียงเ้าคนเดียวจะสู้นังเด็กสกุลหวางผู้นั้นได้หรือ ทั้งตระกูลโจวก็ยังจะถือข้างหวางกุ้ยเฟย เ้าคิดว่าหากทั้งสองตระกูลผลึกกำลังกัน ตระกูลเฉินจะสู้ไหวงั้นหรือ” เฉินไทเฮาหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดพระโอษฐ์อย่างช้า ๆ แล้วกล่าวสืบไป “แม้เ้าจะมิชื่นชอบเว่ยชงหรงแต่เ้าก็ปฏิเสธมิได้ว่าความงามของนางมีประโยชน์ เป็หมากชั้นดี ทั้งนับวันฮ่องเต้ก็เสด็จตำหนักของนางมากขึ้นทุกที ยังคงอีกไม่นานสนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานเป็อันดับหนึ่งจักมิใช่หวางกุ้ยเฟยอีกต่อไป”
“ทว่าหากเว่ยชงหรงผู้นั้นคิดจะแย่งชิงตำแหน่งฮองเฮา” ตระกูลเว่ยนั้นมิได้ด้อย อำนาจทางการทหารก็ยิ่งใหญ่กว่าตระกูลโจวที่แม้จะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการเหมือนกันก็ยังเทียบมิได้ หากบอกว่าตระกูลเฉินยิ่งใหญ่ในฝั่งบุ๋น ตระกูลเว่ยก็คงยิ่งใหญ่ในฝั่งบู๊ เช่นนั้นแล้วเหตุใดเว่ยชงหรงจะต้องยินยอมอยู่เบื้องล่างนางด้วยเล่า
“ทูลไทเฮา ฝ่าามีพระราชโองการเลื่อนขั้นเว่ยชงหรงเป็เว่ยเจาอี๋เพคะ ทั้งฝ่าายังสั่งให้ใต้เท้าซุนพักราชการจนกว่าจะเลี้ยงดูบุตรให้ดีกว่านี้เพคะ” นางกำนัลคนสนิทเข้ามารายงานไทเฮาแล้วก้าวเท้าถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว
เป็ดังเช่นที่เฉินหว่าอิ๋งคาดคิด การกระทำของซุนเหม่ยเหรินเป็เหตุให้ตระกูลซุนตกต่ำ ทั้งยังช่วยส่งเสริมสตรีแซ่เว่ยผู้นั้น
“หึ ๆ เ้าเห็นหรือไม่ว่าเว่ยเจาอี๋ผู้นี้มีฝีมือ เพียงไม่กี่เดือนก็ก้าวเท้าขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสนมขั้นสองชั้นเอก” ไทเฮาก็มิได้แปลกใจกับผลลัพธ์นี้เช่นกัน หากจะโทษก็ต้องโทษซุนเหม่ยเหรินนางนั้นที่โง่เขลามิทันเล่ห์ของเว่ยเจาอี๋
“นั้นยิ่งมิอันตรายใหญ่หรือเพคะ หากเว่ยเจาอี๋กลายเป็ขวากหนามอีกชิ้นของเรา”
“เ้าจะกลัวอันใด เวลานี้เ้าเพียงพยายามตั้งครรภ์ให้ได้เป็พอ ส่วนเว่ยเจาอี๋” เฉินไทเฮาตรัสเพียงเท่านี้ก็ยกยิ้มแล้วเอ่ยเรียกนางกำนัลคนสนิท “เ้าจงนำฉากกั้นภาพูเาไท่ซานไปมอบให้เว่ยเจาอี๋”
แล้วพระนางก็หันมามองหน้าหลานสาวสกุลเดียวกับตน “เพียงเท่านี้นางก็จะมิมีโอกาสเป็เสี้ยมหนามของเ้าได้อีกต่อไป” พระหัตถ์ยื่นเข้ามาลูบหน้าของหญิงสาวด้วยรอยยิ้มมีเมตตา
“จงใช้หมากในมือตัวนี้ให้สบายใจเถิด”
[1] คิดจะเอาเปรียบคนอื่นแต่สุดท้ายกลับเป็ฝ่ายเสียเปรียบเอง
[2] 立夏 5-7 พฤษภาคม อันเป็วันเริ่มต้นฤดูร้อน