"ท่านผู้นำเขตเชิญทางนี้"
โรมและตะวันเดินตามชายสูงอายุไปตามทางเดินซึ่งทอดตัวขึ้นเนินสูงอ้อมไปทางด้านหลังเขา โดยไม่ลืมจูงสายเชือกวัวบรรทุกเกวียนมาด้วย ถึงแม้ที่พักจะอยู่ที่สูง แต่ทางเดินกว้างขวาง สามารถให้รถเทียมวัวเดินผ่านได้ ระหว่างทางผ่านบ้านเรือนของคนในหมู่บ้าน ลักษณะดูแปลกตาด้วยส่วนใหญ่ตัวบ้านจะก่อจากหินเป็ก้อนฉาบปูนเชื่อมไว้อย่างหยาบๆ หลังคามุงด้วยกระเบื้อง บ้างก็ใช้แผ่นหินที่ยื่นออกมาทำเป็เพิงต่างหลังคา บางหลังก็อาศัยโพรงถ้ำทำเป็ที่อยู่อาศัย
"เนินเขาด้านหน้าที่ใกล้กับที่นา พวกเาาวบ้านจับจองเป็ที่อยู่อาศัยกันหมดแล้ว พอทางรัฐหลวงมีม้าเร็วมาแจ้งว่าท่านผู้นำเขตจะลงมาพัฒนาที่หมู่บ้านด้วยตัวเองเมื่อหลายวันก่อน พวกเราก็จัดเตรียมที่อยู่ที่ดีที่สุดได้เพียงพื้นที่หลังเขานี้ ทำให้ท่านผู้นำและภรรยาไม่สะดวก ต้องขออภัยอย่างสูง" ชายชรากล่าวอย่างนอบน้อมเมื่อหยุดอยู่ตรงหน้าบ้านหลังหนึ่งซึ่งไกลออกมาจากตัวหมู่บ้านประมาณห้าร้อยเมตร ทว่าด้วยความที่พักนี้เป็เนินสูงจึงสามารถมองเห็นบ้านเรือนคนอื่นๆ ได้โดยรอบ ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเกินไปนัก
ตะวันมองข้ามคำเรียก ภรรยา และเก็บความสงสัยเื่ท่านผู้นำของพี่โรมคนนี้ไว้ก่อน มองสำรวจตัวที่พักอาศัย ลักษณะเหมือนจะก่ออิฐต่อเติมจากผาหินที่ปลายหัวตัดเรียบก้อนใหญ่ั์ออกมาเป็ห้องชุดขนาดราวๆ 30 ตารางวา ตัวหลังคาครึ่งหนึ่งเป็แผ่นหินเรียบแบนขนาดใหญ่ที่โผล่ออกมาจากแนวหินอย่างเหมาะเจาะ กลายเป็โครงสร้างธรรมชาติที่ดูแข็งแรงมั่นคง ถัดขึ้นไปทางตะวันตกเป็ูเาดินโล่งๆ ระนาบต่ำกว่าหลังคาบ้านนิดหน่อย ส่วนด้านหน้าบ้านก็ยังมีพื้นที่เหลือเฟือพอให้ปรับเป็ลานใช้สอยได้อีก
"ลุงเธียรเลือกได้เหมาะสม ส่วนนี่เป็ค่าแรงชาวบ้าน ได้โปรดรับไว้" โรมยื่นถุงขนาดเท่าอุ้งมือส่งให้ ตะวันพอมองออกว่าข้างในน่าจะบรรจุเหรียญกลมไว้ เดาว่าคงเป็เงิน ชายชราบอกปัดทันที
"ไม่ต้องให้หรอกครับ งานก่อสร้างไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้น ทำสองสามวันก็เสร็จ จะรับไว้ได้อย่างไร"
"ชาวบ้านที่นี่จากนี้ต้องทำทะเบียนราษฎร์ แบ่งที่นา ส่งภาษี ยังไงก็มีค่าใช้จ่าย การใช้แรงงานก็ต้องได้รับค่าจ้าง วานลุงเธียรนำเงินแบ่งจ่ายให้เหมาะสมไปเลยจะดีกว่า"
ชายชรายิ้ม อึดใจก็รับมาถือไว้
"ถ้าอย่างนั้น คนแก่ก็ขอรับไว้ พวกเาาวบ้านมีกันไม่กี่หลังคาเรือน จากนี้ก็ต้องฝากท่านผู้นำแล้ว"
โรมไม่ได้เอ่ยหรือตอบรับ ตะวันจึงหันไปยิ้มให้ชายชรา พลางเอ่ย
"ขอบคุณคุณลุงมากเลยนะครับที่เป็ธุระจัดการให้" ดูจากสภาพการณ์ตอนนี้แล้ว ไม่ใช่แค่ตะวันที่เพิ่งมาหมู่บ้านนี้ครั้งแรก โรมก็น่าจะเพิ่งมาเช่นกัน เหมือนจะเป็การย้ายมารับตำแหน่งเกี่ยวข้องกับเื่งาน
ตกลงบ้านเกิดตัวเองก็ไม่รู้ ถิ่นที่อยู่ถาวรที่คิดว่าเป็บ้านของโรมก็ไม่ใช่ และสิ่งที่ทำให้ตะวันประหลาดใจคือคนโบราณใช้คำพูดเป็ปัจจุบันมาก ไม่ได้ใช้สรรพนาม ออเ้า ตัวข้า เอ็ง เหมือนในละครกันเลย
หรือจริงๆ เป็ตัวเขาที่กำลังฝัน อาจจะดูซีรี่ส์ย้อนเวลามากไปหน่อย ถ้าอย่างนั้นก็ลองดูว่าความฝันนี้จะเรื่อยเปื่อยไปได้ถึงไหน
"เย็นมากแล้ว ท่านผู้นำกับภรรยาก็พักผ่อนกันตามสบาย พรุ่งนี้ลุงจะไปเรียกชาวบ้านมารวมพลให้แต่เช้า"
เมื่อชายชราเดินจากไป โรมก็พยักหน้าไปทางตัวบ้านที่ปิดประตูสนิท
"เธอเข้าไปก่อน พี่จะไปขนของลงและพาวัวไปกินน้ำ ในบ้านจะจัดวางยังไงให้เธอตัดสินใจ" พูดจบ คนตัวสูงก็เดินลิ่วไปยกหีบของลงมาวาง และสัมภาระอื่นๆ ซึ่งก็ไม่ได้เยอะสักเท่าไหร่ มีเพียงถุงผ้าสองห่อ หีบใส่ของสามกล่อง และกระสอบผ้าป่านขนาดใหญ่สำหรับใส่เครื่องการเกษตร จอบ เสียม พลั่ว และเลื่อยไม้
"เดี๋ยวก่อน พี่โรม" ตะวันมัวแต่ยืนสำรวจของ หันมองอีกทีก็เห็นโรมจูงวัวหายไปด้านหลังบ้านแล้ว เด็กหนุ่มยกมือเกาแก้ม สีหน้าร้อนรน เพราะยังไม่รู้เลยว่าจะต้องเริ่มทำอะไรก่อน ข้าวของไม่ได้เยอะมาก แต่วัฒนธรรมของที่นี่เป็ยังไงก็ยังไม่รู้ อะไรก็ไม่รู้สักอย่าง ถ้าเกิดเขาทำอะไรผิดแปลกไป จะไม่โดนหามไปบูชายันต์ใช่ไหม
ตะวันยืนมองไปรอบตัว มีแตู่เาสูง เบื้องล่างเป็ที่ราบมีแม่น้ำตัดผ่าน มองไป้าเป็ท้องฟ้ากว้างไกลไร้ขอบ เขาที่ยืนอยู่ตรงนี้เหมือนมดตัวหนึ่ง สงสัยต้องยอมรับชะตากรรม
"เอาก็ได้วะ ไม่ดีอย่ามาว่าก็แล้วกัน" เด็กหนุ่มพูดกับตัวเอง แล้วก็เดินเข้าไปสำรวจภายในบ้านก่อนเป็อันดับแรก ประตูไม้ไม่มีกุญแจแล้วหนึ่ง พอเข้าไปเป็ห้องโถงโล่ง มีโต๊ะไม้ทรงสี่เหลี่ยมหนึ่งตัวและเก้าอี้ไม้กลมสี่ตัว ตั้งอยู่ติดผนังห้องซึ่งมีประตูบานใหญ่ทางขวามือ เดินเข้าไปเป็ห้องครัว มีหน้าต่างหนึ่งบาน มีโต๊ะทำครัวตรงกลางห้องก่อปูนไว้อย่างหยาบๆ ตรงกลางโต๊ะเจาะรู ด้านล่างเป็เตาอิฐ ฝั่งขวามือของห้องครัวเดินทะลุออกไปเป็ห้องอาบน้ำเปิดหลังคาโล่ง วางอ่างไม้ไว้แช่อาบหนึ่งใบ และมีถังน้ำไม่ใหญ่มากวางข้างกันอีกใบ ออกมาตรงโถงกลางจะเจอปล่องไฟซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับโต๊ะกินข้าว ขวามือของปล่องไฟเป็ห้องนอน มีเตียงไม้หนึ่งหลัง โต๊ะเล็กหนึ่งอัน ในห้องมีหน้าต่างเล็กๆ หนึ่งบาน
เรียบง่ายและไม่มีอะไรซับซ้อน
แถมยังมีแค่ห้องนอนเดียวเตียงเดียว ถ้าไม่อยากออกมานอนพื้นก็คงต้องรับสภาพนี้ไปก่อน คิดซะว่าไปพักค่ายเรียน รด. ก็แล้วกัน
ตะวันขนของเข้าไปในบ้าน เปิดหน้าต่างทุกบาน แล้วก็เข้าใจทันทีว่าทำไมถึงต้องทำหน้าต่างไม่ใหญ่มาก เพราะลมพัดมาที หอบเอาไอเย็นพาให้บ้านที่ทึบทึมดูเย็นะเืเข้าไปอีก
เด็กหนุ่มเริ่มรื้อสัมภาระที่มีออกมาสำรวจก่อน ในห่อผ้ามีเสื้อผ้าแบบเดียวกับที่เขาใส่อยู่ประมาณสิบชุด ชุดคลุมเนื้อหนาตัวยาวสองตัว ผ้าโพกหัวสี่ผืน มีสีขาวตุ่น สีเปลือกไข่อ่อน น้ำตาล และโทนเข้มมีกรมท่า ดำ น้ำตาลเข้ม เทา คละกันไป และยังมีกางเกงชั้นในเนื้อบางอีกห้าตัว ห่อผ้าอีกอันใหญ่กว่ามีผ้าห่มเนื้อหยาบ ผ้ารองนอน อย่างละผืน และหมอนหนึ่งใบ
ในหีบกล่องใบแรกบรรจุอุปกรณ์เดินป่า ผ้ากระโจม ไม้แท่งที่เป็เสามัดม้วนกันไว้ เชือก สิ่ว แท่งเหล็ก ม้วนหนังสัตว์เปิดมาเป็มีดรูปร่างและขนาดแตกต่างกัน และอีกหลายม้วนล้วนเป็อุปกรณ์แปลกตา ดูจะเป็สมบัติส่วนตัวของโรม ตะวันจึงปิดหีบนี้ได้
เปิดอีกหีบพบว่าเป็หม้อใหญ่หนึ่ง เล็กหนึ่ง กระทะแบนหนึ่ง จานเนื้อหยาบสามอัน ถ้วยสองใบ แก้วน้ำ ช้อน เหยือก ล้วนเป็ของใช้สำหรับห้องอาหาร
ตะวันเปิดหีบใบสุดท้าย ข้างในเป็ถุงเงินเหรียญทองแดง เหรียญเงิน และเหรียญทอง ในกล่องเล็กอีกใบมีธนบัตรหรือสมัยนี้น่าจะเรียกว่าตั๋วเงินอีกปึก
ไม่รู้ว่าค่าเงินของที่นี่เป็ยังไง สมบัติที่เห็นนี้ก็ไม่รู้จะเรียกว่าพอมีหรือร่ำรวยกันแน่
"เงินพวกนั้นเธอก็เก็บไว้ใช้จ่ายในบ้าน มีอะไรต้องซื้อเพิ่มก็จัดการได้เลย เื่ในบ้านให้เธอดูแล" โรมเอ่ยย้ำเป็รอบที่สองแล้วกวาดตามองรอบห้อง ก่อนจะเดินเข้าห้องครัวทะลุไปหยิบถังน้ำออกมา
"ป่าด้านหลังเป็เส้นทางน้ำที่ไหลลงหมู่บ้านพอดี พี่จะไปตักน้ำก่อน"
"เอ่อ... ครับ" ตะวันรับคำอย่างจนใจ มองออกไปด้านนอก อาทิตย์อ่อนแสงลงมาก แสดงว่าน่าจะใกล้ค่ำแล้ว เด็กหนุ่มเร่งมือเก็บของ เริ่มจากค้นหาเศษผ้ามาเช็ดทำความสะอาดโต๊ะ เตียง โชคดีว่าลุงเธียรน่าจะให้คนมาปัดกวาดไว้ก่อนแล้วจึงแทบไม่มีฝุ่นเลย
เด็กหนุ่มหอบผ้ารองนอนปูบนเตียง วางหมอน และผ้าห่ม มองอย่างพิจารณา สิ่งที่ควรต้องซื้อเพิ่มก่อนอันดับแรกเลยก็คือผ้าห่มเนื้อหนานุ่มซักผืนกับหมอนเพิ่มอีกใบ
เมื่อจัดของเข้าที่หมดแล้ว โดยไม่ลืมลากหีบใส่เงินมาไว้ในห้องนอนอย่างระมัดระวัง เด็กหนุ่มก็เดินออกไปข้างนอก เห็นโรมกำลังเติมน้ำใส่โอ่งจนเกือบเต็มแล้ว
ถึงตอนนี้ตะวันเพิ่งสังเกตว่าโรมเอาผ้าโพกหัวที่คลุมยาวถึงไหล่ออกแล้ว ทำให้เห็นว่าที่แท้จริงผมยาวดำขลับนั้นถูกรวบมัดเป็ปมไว้ด้านหลัง เผยดวงหน้าคมคร้ามกรามเป็สันตรง ผิวสองสีติดจะกร้านเล็กน้อยจากการโดนแดดเผา ปลายคางผ่ามีรอยบุ๋มเล็กๆ และจมูกเป็สัน ส่วนเหนือสันจมูกมองเห็นกระดูกเป็ทรงคดโค้งเล็กน้อย ทำให้ชายหนุ่มดูเป็คนยึดมั่นถือมั่นน่าดู ดวงตาเรียวหางตาตกเล็กน้อย รับกับคิ้วเข้ม ใต้ตามองเห็นถุงใต้ตาชัดทั้งสองข้าง รวมแล้วเป็ชายหนุ่มที่หล่อเหลาเอามากๆ
"ท่านผู้นำกับพี่ภรรยา พ่อให้เอาอาหารเย็นมาให้ฮะ"
ตะวันหันไปตามเสียงะโที่ดังก้องหุบเขา แล้วก็พบกับเด็กชายอายุประมาณสิบขวบกำลังเดินหิ้วห่อกล่องอาหารตรงเข้ามาหน้าตายิ้มแย้ม
"ขอบใจน้า ชื่ออะไรอะเรา" ตะวันรับห่ออาหารมาถือไว้ด้วยความเต็มใจ กำลังหิวมากๆ อยู่พอดี
"ชื่อธูปครับ ลูกพ่อธาร หลานลุงเธียร"
"ยินดีที่ได้รู้จักนะน้องธูป พี่ชื่อตะวัน ห้ามเรียกพี่ภรรยาอีกนะ เรียกพี่ตะวันก็พอ"
เด็กชายทำหน้าสงสัย แล้วเหลือบมองไปทางโรม เห็นฝ่ายนั้นยืนมองมาตรงๆ ไม่พูดไม่จาก็รีบถอนสายตากลับมามองพี่ตัวขาว ยิ้มแหะๆ
"เรียกได้เหรอฮะ"
ตะวัน "เรียกได้สิ ทำไมจะเรียกไม่ได้ แล้วนี่บ้านเราอยู่ตรงไหน เดินมาไกลมากมั้ย"
"ไม่ไกลฮะ ตรงนู้น" เด็กชายชี้นิ้วไปยังบ้านที่อยู่หลังแรกตรงทางเข้าหมู่บ้าน "เดินแค่นี้ไม่เหนื่อยเลย"
ตะวันยิ้มแหยๆ จากที่เห็นน่าจะราวหนึ่งกิโลเมตรกว่าๆ ไหนจะขึ้นเนินเดินมาถึงนี่อีก เป็ตัวเขาน่าจะหอบแฮ่กไปแล้ว
"พี่จะล้างไปคืนให้พรุ่งนี้นะน้องธูป ฝากขอบคุณลุงเธียรด้วยนะ ช่วยชีวิตพวกพี่ได้เยอะเลย"
"งั้นผมไปแล้วนะคร้าบ" เด็กชายวิ่งจากไปอย่างร่าเริง ตะวันรีบเอากล่องอาหารที่ยังอุ่นๆ ไปวางบนโต๊ะ โดยมีร่างสูงเดินตามเข้ามา
"ผมไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว พี่จะกินข้าวเลยไหมครับ ในบ้านจัดเรียบร้อยแล้ว"
"อืม" โรมรับคำ เดินออกไปล้างมือ จากนั้นก็กลับมานั่งตรงข้ามกับเด็กหนุ่ม เริ่มลงมือทานข้าว อาหารมีสองอย่างเป็ซุปเนื้อตุ๋นมะเขือเทศ กับผัดผักกะหล่ำดาว พร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ หุงเรียงเม็ดหน้าตาน่าทาน
"เมนูเนื้อแบบนี้ ลุงเธียรคงลำบากไม่ใช่น้อย"
โรมเอ่ยขึ้นมาด้วยท่าทางเรียบนิ่ง ตะวันขมวดคิ้ว มองเมนูตรงหน้าอีกครั้ง เนื้อก็ไม่ได้เยอะอะไรมาก เครื่องปรุงส่วนผสมก็ทั่วไป เมื่อเห็นท่าทีสงสัยนั้นของตะวัน โรมก็เอ่ยอธิบาย
"แถบนี้งานปศุสัตว์ยังไม่แพร่หลาย ชาวบ้านยังไม่มีความรู้เื่เลี้ยงสัตว์ ก็เลยเลี้ยงตามมีตามเกิด งานเลี้ยงสำคัญถึงได้ล้มหมูสักครั้ง นอกนั้นก็ต้องออกไปล่าสัตว์กันเอง หรือที่มีเงินหน่อยก็เข้าไปตลาดในเมือง ชีวิตประจำวันก็กินผักปลูกเองเป็ส่วนใหญ่"
"อย่างนี้นี่เอง" ตะวันพึมพำ รู้สึกขอบคุณอาหารมื้อนี้ยิ่งกว่าเดิม เด็กหนุ่มนึกอะไรบางอย่างได้ รีบถามขึ้นมา
"แถวนี้ยังมีตลาดด้วยเหรอครับ อยู่ไกลมากมั้ย"
"เมืองที่ใกล้ที่สุดคือเมือง TL-70C เดินเท้าสองชั่วโมง ถ้านั่งรถเทียมเกวียนไปก็ประมาณชั่วโมงหนึ่ง"
"ไกลจัง..." ตะวันนึกคำนวณระยะทางในหัว แต่ถ้านึกว่าในยุคปัจจุบันที่ต้องเจอสภาพรถติด การเดินทางด้วยระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงก็ถือว่าเร็วแล้ว
"พรุ่งนี้หลังประชุมกับชาวบ้านเสร็จ จะพาเข้าเมืองไปซื้อของ"
ตะวัน "เอ้อ จริงสิ เห็นลุงเธียรเรียกพี่ว่าท่านผู้นำเขต พี่เป็ข้าราชการแบบนายอำเภอเหรอครับ"
โรมตักอาหารเข้าปาก รอจนเคี้ยวเสร็จจึงตอบคำถามอย่างไม่เร็วไม่ช้า
"ไม่เชิง พี่ถูกส่งมาจากรัฐหลวงให้มาประจำเขต 71 แต่เขตนี้เพิ่งถูกสำรวจพบไม่กี่ปี มีหมู่บ้านรวมกันเพียงแปดชุมชน และที่นี่ก็เป็หมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุด หน้าที่คือพาคนเข้าส่วนกลาง จัดทำทะเบียนราษฎร์ แบ่งที่ดินและเก็บภาษี"
"แล้วรัฐหลวงใครปกครองครับ"
"เราจะเรียกว่าประมุขรัฐ เลือกตั้งเปลี่ยนใหม่ทุก 10 ปี"
"โหเจ๋งอ่ะ ยุคนี้มีเลือกตั้งด้วยเหรอ" ตะวันเหลือจะเชื่อ ดูจากบริบทสภาพสังคมเป็ยุคโบราณค่อนข้างชัด แต่การปกครองกลับเป็แิสมัยใหม่ ไม่ใช่ประเทศไทย แต่พูดเป็ภาษาไทย แถมไม่ใช้คำโบราณด้วย
ฝันอยู่แน่ๆ
"เหม่ออะไรรีบกินข้าว" โรมพูดก่อนวางช้อนลงบนจานที่กินจนเกลี้ยง ลุกไปจุดไฟในตะเกียงตามมุมห้อง ตอนนี้ด้านนอกมืดลงมาก เสียงลมพัดหวีดหวิวมาเป็ระลอก
ตะวันรีบโกยข้าวกินจนหมด แล้วเอาชามไปล้างเก็บ เสร็จพอดีกับที่โรมเติมน้ำในอ่างน้ำไปครึ่งถัง ชายหนุ่มหันมาบอก
"ถ้าจะอาบน้ำก็ต้มน้ำผสมอาบ อากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น เดี๋ยวจะไม่สบาย"
"คือผมจุดไฟไม่เป็" ตะวันยิ้มแหะ โรมไม่พูดแต่ออกไปนอกตัวบ้าน หายไปสักพักก็กลับเข้ามาพร้อมกับหอบเศษไม้ เศษหญ้าและท่อนไม้กลับมา ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องครัว ย่อตัวลงหน้าเตาที่ถูกก่อปูนทำฐานเป็โพรง หยิบตะบันไฟออกมา ตะวันรีบย่อตัวนั่งลงตามเพื่อเรียนรู้การจุดไฟ
โรมใช้เศษหญ้ายัดเข้าปลายแท่งไม้แล้วกระทุ้งเข้ากระบอกทีเดียวแรงๆ ดึงออกมาเขี่ยเศษหญ้าที่ติดไฟเป็สะเก็ดเล็กใส่ในกองเศษหญ้า รอจนมีเปลวเพลิงเล็กๆ จึงย้ายเข้าไปในโพรงเตาแล้วหยิบเศษไม้วาง้าเป็เชื้อเพลิง เมื่อแน่ใจว่าไฟไม่มอดดับ ก็เติมท่อนไม้เป็ฟืนตามไป
"เก่งจัง" ตะวันเห็นครั้งนี้รอบที่สองแล้วก็ยังรู้สึกว่ายากอยู่ดี
"เก็บไว้" โรมยื่นตะบันไฟมาให้ เด็กหนุ่มรับมาถือไว้ แล้วรีบหาหม้อไปเติมน้ำมาต้มเตรียมอาบ
โรมกำลังเขียนแผนงานที่ห้องโถงในตอนที่ตะวันอาบน้ำเสร็จ เด็กหนุ่มเดินมานั่งเก้าอี้ด้านตรงข้ามท่าทางง่วงซึม พอได้ล้างตัวให้สะอาด แช่น้ำอุ่นๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อแล้วรู้สึกสดชื่นปลอดโปร่ง ราวกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง และพอได้คลายความเครียดขึงจากการเผชิญโลกใหม่ ตะวันก็เพิ่งรู้ตัวตอนนี้เองว่าเหนื่อยจนแทบจะล้ม ร่างกายของเขายังอ่อนแรงอยู่มาก
"ง่วงก็ไปนอน" โรมพูดโดยไม่ละสายตาจากแผ่นกระดาษที่กำลังเขียน ตะวันพยักหน้า ลุกเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียง ยึดหมอนใบเดียวนอนหนุน กอดผ้าห่มเนื้อหยาบแล้วหลับไปทันที
หลังจากที่โรมเดินสำรวจความเรียบร้อยรอบบ้านแล้วก็เดินเข้ามาในห้องนอน บนเตียงไม้มีร่างโปร่งนอนขดคลุมผ้าห่มแน่น ดวงหน้าขาวยังคงสะท้อนความซีดเซียวท่ามกลางแสงสลัว ห้วงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอแสดงว่าเ้าตัวคงหลับลึกไปแล้ว
ชายหนุ่มดับไฟในตะเกียง เอนกายนอนลงที่ว่างใช้แขนต่างหมอนหลับไปในไม่ช้าเช่นกัน
...
เช้าวันใหม่ ตะวันลืมตาตื่นขึ้นมามองจ้องเพดานหินเหนือศีรษะ ที่นอนข้างกายก็ว่างเปล่าแล้ว หน้าต่างบานเล็กๆ พอมองออกว่าด้านนอกเป็่เวลาเช้าแล้ว แต่เช้ากี่โมง สายแค่ไหน เด็กหนุ่มก็ยังไม่แน่ใจ
ร่างขาวตัดสินใจลุกลงจากเตียง เปิดประตูห้องนอนออกไปด้านนอกก็ยังไม่เจอใคร โต๊ะสี่เหลี่ยม ปล่องไฟ ยังคงมองเห็นในครรลองสายตา ชัดเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ได้ฝันไป
"เหลือจะเชื่อจริงๆ" เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองเบาๆ เดินทะลุครัวเข้าห้องน้ำเจอว่าอ่างน้ำมีน้ำเติมไว้จนเต็ม จึงรีบล้างหน้าบ้วนปากโดยการใช้นิ้วถูกับน้ำเปล่าไปก่อน เดี๋ยวค่อยถามพี่โรมทีหลังว่าวิถีชีวิตชาวบ้านแถวนี้ใช้อะไรทำความสะอาดร่างกาย
ตะวันจัดการตัวเองเสร็จก็ออกมาห้องโถงกลางพอดีกับที่โรมเปิดประตูเข้ามา ในมือมีห่อใบไม้ใส่มันเผาหอมกรุ่นกับไข่ต้มสองฟอง
"อาหารเช้าทานรองท้องไปก่อน ค่อยไปหาอะไรกินในเมือง" ร่างสูงบอกพลางยื่นอาหารมาวางบนโต๊ะ ตะวันนั่งลง หยิบมันเผาลูกหนึ่งมาเป่าให้หายร้อน
"กี่โมงแล้วครับ"
โรม "เพิ่งเจ็ดโมง"
"พี่ดูเวลายังไงสอนผมบ้างสิ" เด็กหนุ่มนึกสงสัย ขณะรอฟังคำตอบก็กัดมันเผากินไปด้วย เนื้อหวานมันอร่อยมากๆ
"ดูจากตำแหน่งดวงอาทิตย์ เดี๋ยวจะสอนดูนาฬิกาแดดจะแม่นยำกว่า แต่ว่ายังไม่ใช่ตอนนี้"
"นาฬิกาแดดที่เป็แท่นเหล็กกลมๆ มีเสา เวลาอ่านก็ดูจากสเกลตามเงาตกกระทบใช่มั้ยครับ" ตะวันพูดอย่างตื่นเต้น โรมพยักหน้า มองดวงหน้าซีดแต่ตาเป็ประกายนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
"มีความรู้ใช้ได้"
ตะวันยิ้มกริ่ม "พอดีผมเคยเล่นเกมมือถือ แล้วในเกมมีไอเทมเป็นาฬิกาแดดเลยพอจะรู้ว่ามีของแบบนี้อยู่นะครับ...เอ่อ " พอหลุดพูดออกไป เด็กหนุ่มก็หน้าซีดยิ่งกว่าเดิม การที่พูดจาแปลกๆ ในโลกแบบนี้อาจจะถูกมองว่าเป็คนประหลาดได้ เขาควรจะระวังคำพูดมากกว่านี้
"คือผมหมายถึง..."
"จะออกไปเดินเล่นข้างนอกก่อนไหม อีกสักพักถึงจะได้เวลาประชุม" โรมเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้ตะวันรู้สึกโล่งอก รีบพยักหน้าแรงๆ แล้วก็กินอาหารส่วนของตัวเองให้หมด
เมื่อทานอาหารเสร็จ ก็ไม่ลืมหยิบกล่องอาหารของลุงเธียรออกมาด้วย ในจังหวะที่ตะวันเปิดประตูบ้านออกไปก็ปะทะกับลมเย็นวูบหนึ่งจนผมดำยาวปลิวว่อน นิ้วยาวจัดสางผมตัวเองลวกๆ จะว่าไปอากาศที่นี่ก็เย็นฉ่ำตลอดวัน อยู่ใน่หน้าหนาวหรือเปล่านะ
"ใส่ชุดคลุมกับโพกผ้ากันลมไว้ด้วย เธอยังไม่ชินกับอากาศที่นี่ เดี๋ยวเข้าเมืองไปซื้อเสื้อคลุมมาเพิ่มไว้สักหน่อย" โรมไม่พูดเปล่า ยังจัดการใส่เสื้อคลุมสีเข้มพาดบนไหล่บาง และใช้ผ้าฝ้ายสีเปลือกไข่คลุมศีรษะร่างที่เล็กกว่าเกือบสองฝ่ามือ ตะวันเป็เด็กหนุ่มสูงร้อยเจ็ดสิบเิเ พี่โรมคนนี้เขาต้องได้เงยหน้ามองน่าจะมีเกินร้อยแปดสิบไปเยอะ
"ขอบคุณครับ" ตะวันเอ่ยเสียงเบา เมื่อคนตรงหน้าปัดปลายผ้าคล้องไหล่บางไปด้านหลัง ทำให้มีเพียงดวงหน้าขาวโผล่แซมออกมากับผมสีเข้มเล็กน้อย ซึ่งพอรวมกับชุดยาวตัวโคร่งยิ่งทำให้เด็กหนุ่มดูแบบบางเข้าไปอีกจนคล้ายจะสามารถปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ
ทั้งสองคนเดินลงเนินเขาไปตามถนนที่คดเคี้ยว จากบนเนินสูงทำให้มองเห็นแปลงเพาะปลูกมีพืชไม้เลื้อยต้นอ่อนเขียวขจีของชาวบ้านปลูกในที่ราบ และมีแปลงผักตามเนินเขาที่ติดกับที่ราบนั้นกระจายตัวใกล้กับแหล่งน้ำซึ่งเป็แม่น้ำขนาดใหญ่ไหลผ่านมาจากบนเขา เห็นพี่โรมบอกว่าแม่น้ำสายนี้ก็ผ่านหลังบ้านของพวกเขาด้วยเช่นกัน
"ที่นี่ยังทำเกษตรไม่เยอะ ที่ปลูกอยู่เป็มันฝรั่ง มะเขือเทศ มะเขือยาวเป็ส่วนใหญ่ เดี๋ยวรอให้พ้นฤดูใบไม้ผลิไปก็จะเป็่ปลูกข้าว" โรมอธิบายให้ตะวันฟัง เด็กหนุ่มเลิกคิ้วสงสัย
"ฤดูใบไม้ผลิ? อย่าบอกว่าเมืองนี้มีสี่ฤดูกาลนะครับ"
"เข้าใจถูกแล้ว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ตอนนี้เป็่ฤดูใบไม้ผลิ และหน้าหนาวก็จะเป็่ที่เธอต้องปรับตัวมากที่สุดเพราะมีหิมะตก"
ถึงจะแปลกใจแต่ตะวันก็ไม่ได้รู้สึกว่าเกินคาดสักเท่าไหร่ มันจะมีอะไรที่เหลือเชื่อไปมากกว่าการทะลุมิติย้อนเวลาได้อีก
"แต่ยังเหลือที่ว่างเปล่าอีกเยอะเลยนะครับ" เด็กหนุ่มกวาดตามองพื้นที่รกร้างกว้างขวาง โดยมีขอบผาสูงชันตั้งตระหง่านกั้นเป็กำแพงทางทิศเหนือ
"ประชากรที่นี่มีเพียงสองร้อยกว่าคน ห้าสิบกว่าหลังคาเรือน ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ทำแค่พอกิน ถึงอยากจะเพาะปลูกมากกว่านี้ก็ไม่มีทั้งกำลังและทุนทรัพย์ ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ"
"แล้วพวกเราจะมีที่นาเป็ของตัวเองมั้ยครับ" ตะวันเอ่ยถาม
"มีสิ แต่ต้องหลังจากที่วัดที่ดินทั้งหมดก่อน วันนี้จะประชุมเื่นี้ด้วย ไปเถอะ ชาวบ้านมากันแล้ว" โรมพาตะวันเร่งเดินไปยังลานกลางหมู่บ้าน ซึ่งเป็ลานโล่งๆ ขนาดสนามฟุตบอล ล้อมด้วยเนินหิน และบนเนินเ่าั้ก็เป็ที่ตั้งของบ้านเรือนกระจายตัวกันอยู่ ในลานมีทั้งคนแก่ คนหนุ่มสาวและเด็กรออยู่กันจนครบ นับคร่าวๆ ก็ประมาณสองร้อยสามสิบคน
ตะวันกวาดตามองชาวบ้านทั้งหมด สังเกตว่าทั้งชายหญิงล้วนมัดผมเป็มวยไว้ด้านหลัง บางคนก็มีผ้าโพกหัวคลุมกันลม แต่งกายคล้ายกันด้วยเสื้อคอขอบตั้งไม่สูง กางเกงหลวมตัวยาว สวมกั๊กสีเข้มยาวถึงเข่าทับ คาดผ้าคาดเอวทับ ชาวบ้านผู้หญิงบางคนก็ปล่อยชายเสื้อยาวพลิ้ว มีผ้าผูกเอว ริบบิ้นผูกมวยผมเกล้าไว้ ดูสวยแปลกตาดี
โรมและตะวันเดินตรงไปหาลุงเธียร ชายชรายิ้มรับทั้งสองคนอย่างเป็มิตร
"ท่านผู้นำเขตและภรรยามาแล้ว"
โรม "มากันครบแล้วใช่ไหมครับ"
"ถ้าไม่นับคนที่เจ็บป่วยก็มากันครบแล้ว" โรมพยักหน้า หันไปกวาดตามองบรรดาชาวบ้านทั้งหมดแล้วกล่าวเสียงดัง
"สวัสดีครับทุกคน ก่อนอื่นเพื่อให้ได้ยินอย่างทั่วถึง อยากจะขอให้ทุกคนขยับเข้ามาด้านหน้าและนั่งลงก่อน"
เมื่อชาวบ้านเริ่มขยับตามกันมาและทยอยนั่งลง ตะวันก็เดินไปยืนรวมกับลุงเธียร แอบมองเห็นเด็กชายธูปยืนรวมกับคนในหมู่บ้าน ตะวันจึงโบกมือรับรอยยิ้มแฉ่งของเด็กน้อยที่ส่งมาให้
หลังจากที่ทุกคนนั่งลงและเงียบเสียงกันแล้ว โรมก็พูดขึ้น
"ขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ผมชื่อโรม และนี่คือภรรยาของผม ตะวัน..." จู่ๆ ก็ได้รับการแนะนำตัว ตะวันเกือบจะยิ้มรับดวงตาหลายคู่ที่มองตรงมาแทบไม่ทัน
"ผมเป็ตัวแทนจากรัฐหลวงทำหน้าที่เป็ผู้นำเขต 71 หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าพื้นที่ที่เราอยู่ตอนนี้เป็เขตใหม่ของรัฐหลวง และหมู่บ้านที่เราอยู่ตอนนี้เป็พิกัดชื่อ 71R ก่อนหน้านี้ทุกคนใช้ชีวิตกันเป็ปกติมาโดยตลอด แต่หลังจากนี้คนในหมู่บ้านจะต้องมีคนเพิ่มขึ้น ขยายบ้านมากขึ้น จนอาจจะเกิดการแก่งแย่งที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน..." โรมเว้น่พูดขณะที่มองดูปฏิกิริยาของชาวบ้าน เมื่อเห็นว่าทุกคนยังตั้งใจฟัง จึงพูดต่อ
"เพื่อขจัดปัญหาเ่าั้ ผมจึงเป็ตัวแทนจากทางรัฐหลวงเพื่อพาทุกคนเข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎร์เป็ประชากรของรัฐ กล่าวคือ ทุกคนต้องแจ้งชื่อ นามสกุล ที่ระบุความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวอย่างชัดเจน การทำแบบนี้นอกจากทุกคนจะมีที่มาและที่อยู่เป็หลักแหล่ง ยังช่วยกรองปัญหาผู้ร้ายที่เข้ามาปะปนในภายภาคหน้าได้ด้วย"
เมื่อโรมกล่าวจบ ตะวันก็ได้ยินชาวบ้านหันไปพูดคุยกัน บ้างก็บอกว่าดี บ้างก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าถามโพล่งออกมา โรมจึงได้พูดต่อ
"นอกจากนี้ทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนราษฎร์ยังต้องได้รับการจัดสรรที่อยู่และที่ทำกินใหม่ ใครเป็เ้าของที่ดินอยู่แล้วก็ให้ผืนนั้นไปตามเดิม และยังจะได้เพิ่มอีกคนละ 2 ไร่ มีสิทธิ์ได้รับทุกคนรวมทั้งเด็กแรกเกิดด้วย สำหรับที่อยู่อาศัย ถ้าครอบครัวไหนไม่พอใจที่อยู่เดิมสามารถแจ้งขอย้ายได้หนึ่งครั้งตอนนี้ และสามารถได้ในอาณาเขต 1 ไร่เท่านั้น ถ้าอยากขยายพื้นที่ก็ต้องแจ้งรัฐและจ่ายค่าที่ดินให้ส่วนกลาง"
"แต่ถ้าเราไม่ลงทะเบียน ก็จะสามารถขยายที่นาได้ไม่สิ้นสุดน่ะสิ" ชาวบ้านคนหนึ่งะโถามขึ้น และก็มีชาวบ้านอีกหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย ทำไมต้องจำกัดพื้นที่ตัวเองในกรอบที่ใครก็ไม่รู้กำหนดด้วย
โรมยังคงสีหน้าสงบ "ถ้าใครไม่ลงทะเบียนก็สามารถทำได้ แต่จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐหลวงในกรณีเกิดภัยธรรมชาติ เช่นน้ำท่วม ฝนแล้ง หิมะถล่ม หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้นอาจจะเป็าแย่งที่ทำกิน ทางการรัฐหลวงจะไม่ส่งคนไปช่วยเหลือคนที่ไม่ใช่ประชากรของรัฐแน่นอน
ที่สำคัญ ถ้าหากทุกคนในที่นี้ตกลงเป็ประชากรของรัฐหลวง ทางการยินดีจะถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกด้วยพืชที่ปลูกได้เฉพาะประชากรรัฐ อย่างเช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือเมื่อเมืองนั้นมีจำนวนประชากรมากพอก็จะเปิดโรงเรียนให้ทุกคนไปเรียนหนังสือตามเกณฑ์ นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสจ้างงานอื่นๆ จากทางรัฐ ได้รับเงินเดือน โดยทั้งหมดนี้ต้องแลกกับการเสียภาษีเป็ข้าวเปลือกให้กับรัฐปีละครั้งตามอัตราส่วนจำนวนไร่ที่ หรือกรณีครอบครัวไหนไม่สะดวกสามารถจ่ายภาษีเป็เงินได้"
แน่นอนว่าพอพูดเื่ภาษี ชาวบ้านจะเริ่มกังวลว่ามูลค่าที่ทางรัฐเรียกให้จ่ายจะสูงเกินไป หรืออาจจะโดนขูดรีดเืเอากับปู โรมมองเห็นถึงความกังวลนั้นจึงได้พูดต่อ
"ทุกคนไม่ต้องห่วง ใน่ห้าปีแรก ทางรัฐจะยังไม่เรียกเก็บภาษีที่นาเพื่อให้ท้องถิ่นได้พัฒนาตัวเองเต็มที่ และไม่ต้องกังวลว่าชาวบ้านจะถูกกดขี่จากเ้าหน้าที่รัฐ เพราะทุกคนสามารถร้องเรียนเ้าหน้าที่ได้ และมีสิทธิ์เลือกตั้งประมุขรัฐทุกสิบปีได้ ผมในนามผู้นำเขตนี้ถ้าทำงานไม่ได้ สามารถเปลี่ยนคนใหม่ทุกห้าปีได้จากการเลือกตั้งเช่นกัน เพียงแต่ว่าใน่เริ่มต้นนี้จำเป็ต้องให้คนของรัฐหลวงเข้ามาจัดการ"
ตะวันมองเห็นสีหน้าผ่อนคลายจากชาวบ้านแล้วก็อดทึ่งในแิของรัฐหลวงในโลกนี้ไม่ได้ ชาวบ้านยังไม่ได้มีชื่อในทะเบียนบ้านกันด้วยซ้ำ แต่สามารถให้มีการจัดการเลือกตั้ง เก็บภาษีกันได้แล้ว แถมยังไม่มีการหมอบคลานเคารพผู้นำที่สามารถสั่งฆ่าคนตามใจชอบได้ตลอดเวลา
ความหวาดกลัวในจิตใจของตะวันคล้ายกับจะเบาบางลง การย้อนกลับมาใช้ชีวิตในยุคโบราณ แน่นอนว่าในหัวต้องมีคำว่าบ้านป่าเมืองเถื่อนให้นึกผวา อย่างน้อยที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นึกกลัว
"เอาล่ะทุกคน ตามที่ท่านผู้นำเขตได้พูดให้ฟัง ให้เวลาปรึกษากันสักพัก ใครที่สะดวกแจ้งข้อมูลลงชื่อทำทะเบียนราษฏร์ก็เดินมาลงชื่อตรงนี้ แล้วค่อยดูเทียบจำนวนกับคนที่ไม่ยอมลงชื่อ ถ้าคนคนลงทะเบียนมีมากกว่า คนน้อยกว่าต้องย้ายออกไป แต่ถ้าคนลงทะเบียนน้อยกว่าคนไม่ลง ก็จะต้องเป็ฝ่ายย้ายออกไปรวมกับหมู่บ้านอื่นเพื่อตั้งเป็เมืองใหม่ต่อไป คนที่เหลือก็อยู่กันเองแบบนี้แหละ"
ลุงเธียรพูดอย่างใจเย็นสีหน้ายิ้มๆ แต่ตะวันฟังดูเหมือนกำลังขู่อยู่อย่างนั้น ไม่นาน ชาวบ้านก็เริ่มต่อแถวกันลงทะเบียน โรมกวักมือเรียกเด็กหนุ่มให้เข้ามาหา
"เธอเขียนหนังสือได้ใช่ไหม ช่วยกรอกข้อมูลของชาวบ้านทีละคน ค่อยๆ ทำ อย่าให้ผิดละ" ตะวันถูกดึงให้นั่งลงบนเก้าอี้ข้างโรม บนโต๊ะสี่เหลี่ยมมีสมุดเล่มใหญ่ พอเปิดไปหน้าแรกก็เจอฟอร์มที่ระบุข้อมูลที่จำเป็ต้องทราบไว้ให้แล้ว เช่น ชื่อ นามสกุล เพศ อายุ
"น้ำหนัก ส่วนสูง ที่อยู่เป็เลขที่บ้านชาวบ้านจะรู้ได้ยังไงพี่โรม" ตะวันหันไปถาม
โรม "ข้อมูลจำเพาะว่างไว้ก่อน ต้องรังวัดที่ดินให้เสร็จค่อยเรียกชาวบ้านมารับแจ้งอีกที"
ตะวันพยักหน้ารับทราบ
"ถ้าใครจะลงทะเบียนให้มากันเป็ครอบครัวก่อนนะ ต้องมีคนหนึ่งเป็เ้าบ้าน ที่เหลือเป็ผู้อาศัยจะได้ระบุความสัมพันธ์ได้"
จากนั้นก็มีครอบครัวพ่อแม่ลูกสาววัยสี่ขวบเข้ามาก่อน ตะวันส่งยิ้มทักทาย
"สวัสดีครับหนูน้อย ชื่ออะไรเอ่ย"
"ชื่อแสงดาวค่ะ" เด็กน้อยตอบท่าทางเอียงอาย แก้มใสป่องเป็สีระเรื่อ ดูน่ารักน่าชังเหลือเกิน
"ท่านภรรยาผู้นำครับ คือผมไม่ได้มีนามสกุล จะเป็อะไรไหมครับ" คนเป็พ่อมีสีหน้ากังวล ตะวันรู้สึกทะแม่งกับคำเรียกภรรยาท่านผู้นำอย่างยิ่ง แต่เื่นี้เอาไว้ก่อน เขาหันไปสะกิดถามโรม
"จำเป็ต้องมี" คำตอบของชายหนุ่มทำเอาตะวันเครียดไปด้วย หันมาบอกพ่อเด็กอย่างตรงไปตรงมา
"พอจะนึกออกสักชื่อไหมฮะ ที่ไม่ซ้ำกับคนในหมู่บ้าน แต่ยังไงก็เป็นามสกุลที่ต้องใช้ต่อไปถึงรุ่นลูกหลาน ลองคิดให้ดีก่อนก็ได้ครับ"
"ถ้าอย่างนั้นพวกผมจะมาลงชื่อใหม่นะ"
"ได้เลยครับ" ตะวันตอบรับด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นคนก็ทยอยมาลงชื่อกันเรื่อยๆ ตะวันเขียนจนมือหงิก แต่แบ่งกับโรม ชาวบ้านคนละร้อยกว่าๆ ก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง โชคดีที่ตัวอักษรของโลกนี้เหมือนกับปัจจุบันเปี๊ยบเลย ตัวเลขยังเป็อารบิก และดินสอที่ใช้เขียนก็เป็แท่งคล้ายกับปัจจุบันมาก แต่อาจจะไม่ได้ประณีตสวยงามเท่าไหร่นัก
ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง คนสุดท้ายที่ลงทะเบียนก็เสร็จสิ้นครบถ้วน โรมลุกไปยืนตรงหน้าลานที่เดิม พวกชาวบ้านเห็นดังนั้นก็ขยับเข้ามานั่งฟังโดยไม่ต้องให้เรียกเป็ครั้งสอง
"วันนี้ขอบคุณทุกคนมากที่ให้ความร่วมมือ ต่อไปทุกเจ็ดวันจะขอให้แต่ละครอบครัวส่งตัวแทนมาร่วมประชุมเื่การรังวัดที่ดินและจัดสรรที่นา วันเวลาจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง เชิญทุกคนตามสบาย"
"ขอบคุณท่านผู้นำเขต" ชาวบ้านกล่าวออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน แล้วแยกย้ายกันไป ลุงเธียรพาน้าธารและเด็กชายธูปมาสมทบ
"งานทะเบียนอาจจะต้องใช้คนที่พอรู้หนังสือมาช่วยสักสองสามคน ที่หมู่บ้านไม่แน่ใจว่าพอมีให้มาช่วยงานบ้างไหมครับ" โรมเอ่ยถาม ตามจริงเขาต้องมีคนติดตามมาช่วยงานอยู่แล้ว แต่เนื่องจากโรมมองว่าที่นี่เป็หมู่บ้านขนาดเล็ก การพาคนเข้ามาอย่างเอิกเกริกจะทำให้เกิดความขัดแย้งกับชาวบ้านได้ง่าย จึงไม่ได้ให้คนติดตามมาด้วย
"ลุงก็พออ่านออกเขียนได้ แต่ว่าแก่แล้วสายตาฝ้าฟาง ก็มีเ้าธารนี่แหละที่พอจะช่วยพวกคุณได้บ้าง ส่วนคนอื่นเกรงว่าจะลำบาก"
"ผมพอได้ตัวหนังสือนิดหน่อย แต่ไม่ค่อยได้ใช้เลยไม่ค่อยมั่นใจ" น้าธารเป็คนรูปร่างผอมสูง ไว้หนวดแต่ดูท่าทางใจดีมาก
"ไม่เป็ไรครับ ยังไงก็ช่วยงานได้มาก ผมตกลงจ้างงานจ่ายเป็เงินเดือนให้ทำหน้าที่เป็ผู้ช่วย มีวันหยุดสัปดาห์ละสองวัน หรือถ้ามีนอกเวลาก็จะให้เงินพิเศษ ตกลงตามนี้นะครับ"
"ยินดีเลยครับ" น้าธารรีบตอบรับโดยเร็ว มีเงินประจำเป็ใครจะปัดโอกาสทิ้ง และทางโรมเองก็ได้ประโยชน์จากการจ้างงานน้าธารไว้มากโดยอาศัยเส้นสายของลุงเธียรซึ่งเป็บุคคลที่ชาวบ้านละแวกนี้นับถือและเชื่อฟัง
หลังจากพูดคุยนัดแนะกันบางส่วนแล้ว ครอบครัวลุงเธียรก็ขอตัวจากไป โดยที่สองสามีภรรยาไม่ลืมคืนกล่องอาหารและเอ่ยขอบคุณไป โรมมองเห็นภรรยาตัวเองเปิดสมุดเล่มที่เขาเป็คนเขียนเพื่อทำความรู้จักชื่อชาวบ้าน คนตัวสูงหยิบสมุดทะเบียนมาเปิดไปหน้าท้ายที่ยังเป็ฟอร์มว่างเปล่า
ตะวันเงยหน้ามอง
"อย่าลืมลงทะเบียนชื่อตัวเอง"
ไม่ใช่ว่าโลกนี้มีความคิดสมัยใหม่เทียบเท่าปัจจุบัน แต่กลายเป็ว่ามีแิการปกครองล้ำกว่ายุคปัจจุบันเสียอีก ผู้ชายแต่งงานกัน แถมยังสามารถลงทะเบียนระบุในทะเบียนราษฏร์ได้อีกด้วย นี่ไม่เท่ากับว่าเป็การสมรสเท่าเทียมหรอกเหรอ
ตะวันมองชื่อตัวเองที่ถูกเขียนลงไป
"ตะวัน ฐานทัต แต่งเข้าบ้านเป็ภรรยาของนายโรม ฐานทัต
21 เดือน 3 ปี 852"
...
จบตอน
สิสิร•