บทที่ 5
HBD...สามที่รัก
หลังจากมื้ออาหารเย็นในวันนั้น เธอก็กลับมาอาศัยอยู่ที่เรือนไผ่หยกตามเดิม สามีคนดีก็ไม่เคยโผล่หน้ามาหาอีกเลย จนกระทั่งถึงงานวันเกิดของอีกฝ่าย
ฟ่านซิงเยียนวางแผนเอาไว้ั้แ่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของตระกูลหยาง เธอจะไม่ยอมตายอย่างแน่นอน งานนี้ต้องเล่นละครฉากใหญ่จะได้สมจริง เธอไม่มีคนหนุนหลัง ต่อให้แข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ไม่สามารถประมาทได้ อำนาจตระกูลหยางเธอไม่คิดจะดูแคลน เพื่อความไม่ประมาทเธอเตรียมตัวและวางแผนรับมือมาเป็อย่างดี
เป้าหมายคือ ‘ออกจากตระกูลหยาง’
ฟ่างซิงเยียนอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสีแดงสดมีลวดลายสีเขียวเข้มอันเป็เอกลักษณ์ กระโปรงยาวสีเขียวเข้มตัดเข้ากับสีเสื้อที่ใส่อย่างลงตัว กระโปรงทำมาจากผ้าไหมอิตาลีอย่างดี ทำให้ใส่สบาย ยิ่งมาอยู่บนแบบที่ดูสวย ก็ยิ่งส่งเสริมกันอย่างลงตัว ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเนื้อส่งให้ใบหน้าดูสวย มีเสน่ห์ ชวนให้หลงใหลได้อย่างง่ายดาย
ฟ่านซิงเยียนมองตัวเองในกระจก แล้วยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ ชีวิตที่ผ่านมามีแฟนจริงๆ นับคนได้ แต่สุดท้ายก็เลิกรากันไป ยิ่งในวันสิ้นโลก เื่รักๆ ใคร่ๆ แทบไม่อยู่ในสมอง มีแอบแซ่บบ้างเป็บางครั้ง นานๆ ที แค่วันไนท์สแตนด์เท่านั้น จบแล้วก็แยกย้ายกันไป
เธอในตอนนี้ทั้งสวย ทั้งแซ่บ อีกทั้งอายุยังน้อย อนาคตต้องหาสามีที่หล่อโดนใจเลี้ยงดูเอาไว้สักคน ตอนนี้อายุแค่ 18 ย่าง 19 ฟ่านซิงเยียนไม่คิดรีบร้อน อีกทั้งมีสถานะเป็ภรรยาของคุณชายสี่ตระกูลหยาง ภรรยากอดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งที่ไม่ได้จัดการแต่งใหญ่โต แต่กลับได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง เพื่อปูทางให้ทายาทที่จะเกิดมาในอนาคตได้เป็บุตรภรรยาที่สมรสตามกฎหมายไม่ใช่บุตรนอกสมรส โดยชอบธรรมตามกฎของตระกูล ตระกูลหยางวางแผนเอาไว้หมดแล้ว
ฟ่านซิงเยียนเดินเดินทางกลับมาที่บ้านตระกูลหยาง โดยผู้ช่วยของพ่อบ้านิเป็คนไปรับ เธอมาร่วมงานในตำแหน่งสะใภ้สี่ผู้เป็ที่รักของปู่และพ่อสามี เมื่อเดินเข้ามาก็พบว่ามีแขกหลายคนนั่งพูดคุยกันอยู่ที่ห้องรับแขกใหญ่ของโถงบ้าน
“สะใภ้สี่” แม่สามีเอ่ยเรียกลูกสะใภ้คนเล็กด้วยน้ำเสียงหวาน สายตากวาดมองอีกฝ่ายั้แ่หัวจรดเท้า คนที่นั่งอยู่ก่อนก็เช่นกัน
“คุณแม่” ฟ่านซิงเยียนเอ่ยทักทายแม่สามี เพราะคนอื่นๆ ที่กำลังมองมาที่เธอ เธอไม่รู้จักหรือคุ้นหน้าเลยแม้แต่คนเดียว
“น้องซิงเยียน น้องมาแล้ว” หยางอี้เฉินเดินเข้าไปหาภรรยา เขามองเธอด้วยความพึงพอใจ ออกจะหลงใหลใบหน้าสวยงามแสนจะมีเสน่ห์ ยิ่งได้สบตาก็ยากที่ละสายตาได้
สวยมาก ฟ่านซิงเยียนสวยมาก อีกทั้งเขายังรับรู้ได้ถึงพลังหยินที่แข็งแกร่งแผ่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่ายในยามที่เขาเข้ามาชิดใกล้
“พาน้องมานั่งเถอะเ้าสี่” แม่สามีเอ่ยออกมา ฟ่านซิงเยียนค้อมศีรษะลงเป็การทักทายและขอโทษที่เธอมาช้า
“น้องสะใภ้สี่ซินะ” เสียงทุ้มเอ่ยทักทาย
“นี่คือพี่ชายรอง หยางอี้เฟย และพี่สะใภ้รองตู๋กูเหมย” หยางอี้เฉินแนะนำให้รู้จัก หยางอี้เฟยหรือคุณชายรองหยาง เป็นักการทูตประจำการอยู่รัสเซีย นานๆ จะกลับมาที่ปักกิ่ง ตอนนี้เขาได้พักเป็เวลาสองเดือน และพึ่งเดินทางกลับมาถึงปักกิ่งได้ไม่ถึงสามวัน ภรรยาของอย่างตู๋กูเหมยก็อาศัยอยู่กับเขาที่ต่างประเทศ ลูกชายฝาแฝดของทั้งคู่ก็เรียนที่ต่างประเทศ
“พี่ชายรอง พี่สะใภ้รอง”
“ส่วนนี่คือ พี่ชายสาม หยางอี้หลาง และพี่สะใภ้สามเหลียนเจียงหลี่” หยางอี้หลาง เป็นักเศรษฐศาสตร์ เป็ที่ปรึกษาให้กับรัฐบาล เขามีธุรกิจหลายอย่างในตัวเมืองปักกิ่ง อย่างโรงแรม ห้องเสื้อ และร่วมลงทุนกับบริษัทของชาวต่างชาติที่ต่างประเทศ ภรรยาของอย่างเหลียนเจียงหลี่ดูแลห้องเสื้อ มีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน
“พี่ชายสาม พี่สะใภ้สาม” ฟ่านซิงเยียนเอ่ยทักทายทั้งสี่คน ดูเหมือนว่าพี่น้องตระกูลหยางจะเบ้าหน้าดีทั้งบ้าน
“ส่วนพี่ชายใหญ่ติดภารกิจเลยไม่ได้มาในวันนี้” งานเลี้ยงวันนี้เป็งานเลี้ยงอาหารเย็นในครอบครัวเท่านั้น
จากนั้นบทสนทนาก็เป็ของพี่น้องตระกูลหยาง และสะใภ้สาม ส่วนสะใภ้รองเป็คนเงียบๆ มีเพียงเอ่ยตอบคำถามของคนอื่นๆ เท่านั้น
“ดูเหมือนสะใภ้สี่จะเป็ผู้ฝึกตน ดูไม่ออกเลยว่าอยู่ระดับไหน?” เหลียนเจียงหลี่เอ่ยถาม ตระกูลเหลียนไม่ได้เป็หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ แต่ก็เป็หนึ่งในสิบตระกูลรอง มีทรัพยากรในการฝึกตน อีกทั้งยังมีตำราฝึกตนที่บรรพบุรุษส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น แต่ถูกจำกัดแค่ทายาทชายเท่านั้น บุตรสาวหรือหลานสาวไม่มีสิทธิ์เข้าถึงการฝึกตน แม้ว่าเธอไม่ได้ฝึกตน แต่ก็ใกล้ชิดกับผู้ฝึกตนมาั้แ่จำความได้ สามีของเธอก็เป็ผู้ฝึกตน เธอย่อมรับรู้ถึงกลิ่นอายของสะใภ้สี่ว่าอีกฝ่ายต้องเป็ผู้ฝึกตนอย่างแน่นอน บรรยากาศรอบตัวคล้ายกลับสะใภ้รองเป็อย่างมาก
“ระดับห้า ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี น้องสะใภ้สี่มีพร์มากจริงๆ ไม่รู้ตระกูลหยางต้องเสียทรัพยากรมาแค่ไหน แต่ถ้าเทียบกับผลลัพธ์ก็ถือว่าคุ้มค่า” คุณชายสามเอ่ยออกมา เขาอยู่ระดับหกขั้นต้น สามารถรู้ระดับของผู้ฝึกตนที่ระดับต่ำกว่าได้ พลังหยินช่างแข็งแกร่ง น่าอิจฉาน้องเล็กจริงๆ ที่ได้อีกฝ่ายมาเป็ภรรยา ยิ่งถ้าได้บำเพ็ญคู่พลังของน้องเล็กก็จะยิ่งแข็งแกร่ง โอกาสที่จะขึ้นเป็ผู้นำตระกูลมีสูงมาก เมื่อเทียบกับตัวเขา ที่ภรรยาไม่ได้เป็ผู้ฝึกตน แม้ว่าตระกูลเหลียนจะสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ แต่การจะได้เป็ผู้นำตระกูลต้องได้รับการยอมรับจากผู้าุโในตระกูล พร์การฝึกตนเขาสู้น้องชายคนเล็กไม่ได้ ในบรรดาพี่น้องทั้งสี่คน เขาเป็คนที่อ่อนแอที่สุดแล้ว
“จริงหรือคะ น้องสะใภ้สี่ช่างมีความสามารถจริงๆ เป็สะใภ้ที่แต่งเข้ามาแต่ตระกูลหยางกลับสนับสนุน พี่สะใภ้รองคิดเหมือนฉันไหมคะ?” สะใภ้สามหันไปถามสะใภ้รองเพื่อขอความเห็น ไม่คิดว่าสะใภ้ที่พึ่งแต่งเข้ามาได้เพียงแต่ห้าเดือนจะเป็ผู้ฝึกตนระดับห้า ระดับห้าในเวลาห้าเดือน
หากสะใภ้สามรู้ว่า จริงๆ แล้วระดับห้าในสองเดือน ก็ไม่รู้ว่าจะใกว่าที่เป็อยู่ไหม?
แต่ตู๋กูเหมยไม่เอ่ยประโยคใดออกมา ทำเอาสะใภ้สามหน้าเสียไม่น้อย ได้แต่หันมาส่งยิ้มแห้งๆ ให้กับฟ่านซิงเยียน
“ต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อคุณแม่ที่เอ็นดูฉัน ฉันได้รับความเมตตาจากท่านทั้งสอง หากไม่ตั้งใจฝึกฝน เกรงว่าจะอกตัญญูต่อความเมตตาของท่านทั้งสอง” ฟ่านซิงเอ่ยออกประโยคที่ดูเหมือนจะถ่อมตน แต่มันไม่ใช่เลย มันคือประโยคที่อวดอ้าง ว่าเธอเป็ที่เมตตาของพ่อแม่สามีขนาดไหน ทรัพยากรดีๆ ไม่ว่าจะมีราคาแพง ตำราที่คนในตระกูลสามารถเข้าถึงได้ เธอได้รับโอกาสมาเต็มๆ เธออยากจะแหม ลากเสียงยาวๆ ความเมตตา เอ็นดู อะไร จอมปลอมทั้งนั้น พ่อแม่สามี ้าจะขุนเธอให้กับลูกชายอีกฝ่ายมากกว่า เหมือนแม่หมูที่เลี้ยงเอาไว้เชือด ไม่ได้เมตตาเอ็นดูอะไรเลย แค่้าประโยชน์จากตัวเธอก็เท่านั้น ทำไมความเมตตา ความเอ็นดูนี้ไม่ตกไปที่สะใภ้สาม เธอคงดีใจจนตัวสั่น
“แล้วน้องสะใภ้สี่สนใจด้านไหน?” เป็สะใภ้รอง ตู๋กูเหมยที่เอ่ยถาม ในสายตาของเธอสะใภ้สี่เป็คนมีความสามารถและพร์เป็อย่างมาก การฝึกตนใช่ว่าทุกคนจะฝึกได้ ทรัพยากรแต่ละอย่างล้วนหายากและมีจำกัด
“ฉันฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้เป็หลักค่ะ” นับว่าคนละด้านกับตัวเธอ แม้ว่าจะอยู่ต่างประเทศเป็หลัก แต่ตระกูลหยางก็ยังคงจัดสรรทรัพยากรการฝึกตนให้เธอกับสามี ไหนจะทรัพยากรจากตระกูลของตัวเองอีก
“เป็เคล็ดวิชาที่น่าสนใจ” สะใภ้รองเอ่ยออกมาเสียงเรียบ แม้ว่าเธอจะไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่เก่งกาจ แต่ตระกูลตู๋กูสืบทอดวิชาแพทย์เชี่ยวชาญเื่สมุนไพรทุกชนิด น่าเสียดายที่ตระกูลไม่มีเคล็ดวิชาต่อสู้ส่งต่อมาให้คนรุ่นหลัง ตระกูลตู๋กูไม่ใช่ตระกูลใหญ่ในปักกิ่ง เป็ตระกูลใหญ่ที่สุดที่มณฑลซิงไห่และซินเจียง
ตู๋กูเหมยจ้องมองสะใภ้สี่ด้วยแววตาอ่านไม่ออก แววตาเรียบเฉย เพราะอีกฝ่ายเป็คนนิ่งๆ ไม่แสดงท่าทีออกมาจนสังเกตได้เหมือนสะใภ้สาม แม้ว่าปากจะเอ่ยประโยคน่าฟังแต่สายตากลับแฝงไปด้วยความดูถูก ดูแคลน คงเพราะอีกฝ่ายไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่และไม่ได้มาจากตระกูลรองใดๆ เลย ตระกูลฟ่านแทบจะไม่เป็ที่รู้จักด้วยซ้ำ
ใบหน้าที่งดงาม รูปร่างดูดีจนเกินหน้าเกินตา เสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็เสื้อผ้าราคาแพง สินค้านำเข้าจากอิตาลี นำมาซึ่งความอิจฉาได้อย่างง่ายได้ ก็แค่หญิงสาวที่เกิดจากตระกูลเล็กๆ ในปักกิ่ง กลับโชคดีได้แต่งเข้าตระกูลหยาง พ่อแม่สามีรักและเอ็นดู อีกทั้งยังให้ทรัพยากรเพื่อให้อีกฝ่ายได้ฝึกตน แม้ไม่ได้จัดงานแต่งใหญ่โต มีเพียงพิธียกน้ำชาเท่านั้น ในขณะที่ตนเองมาจากสิบตระกูลรองในปักกิ่ง จัดงานแต่งใหญ่โต แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเลยแม้แต่น้อย
หากสามีของเธอได้ขึ้นเป็ผู้นำตระกูลหยาง ตระกูลเหลียนก็จะมีอิทธิพลเพิ่มขึ้น ดีไม่ดีอาจจะก้าวขึ้นมาเป็หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ก็เป็ได้ ในใจของสะใภ้สามมีความทะเยอทะยาน เธออยากจะเป็นายหญิงของตระกูลหยาง ตอนที่รู้กฎการเลือกผู้สืบทอดตระกูลหยางเหลียนเจียงหลี่ดีใจจนเนื้อเต้น แม้ว่าสามีของเธอจะเกิดมาเป็ลูกชายคนที่สาม แต่กลับมีโอกาสขึ้นมาเป็ผู้นำตระกูลหยาง
โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าความหวังของเธอเป็เพียงความหวังลมๆ แล้งๆ เท่านั้น
พูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาร่วมรับประทานอาหารมื้อเย็น ผู้าุโในวันนี้ก็คือ หยางเหวินฟงอดีตผู้นำตระกูลหยาง หยางเหวินโจว ผู้นายใหญ่ตระกูลหยาง ซ่งเจียอี้ นายหญิงใหญ่ เธอมาจากตระกูลซ่ง ซึ่งเป็หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเมืองปักกิ่ง
“นั่งเถอะ เ้ารองดูเหมือนจะก้าวหน้าขึ้น” ผู้ปู่เอ่ยปากชม
“ส่วนเ้าสาม คงต้องขยันมากขึ้นอีกหน่อย”
“ครับคุณปู่ ผมจะพยายามให้มากขึ้น” ความสามารถของเขาคงไปเลื่อนระดับได้ยาก แต่เขาจะไม่ยอมเป็ทายาทที่ไร้ประโยชน์ เขามีหัวด้านธุรกิจ อีกทั้งยังเป็ที่ปรึกษาระดับสูงของพรรค การนำมาซึ่งชื่อเสียงไม่ได้มีแค่การฝึกตนเสียหน่อย
“วันนี้เป็วันเกิดของเ้าสี่ ปีนี้ไม่ได้จัดงาน แต่จัดเลี้ยงภายในครอบครัว ปู่เตรียมของขวัญเอาไว้ให้หลานแล้ว”
“ขอบคุณครับคุณปู่” หยางอี้เฉินยกยิ้มด้วยความดีใจ ใช่ว่าหลานชายทุกคนจะได้ของขวัญจากคนเป็ปู่
“พ่อกับแม่ก็เตรียมของขวัญเอาไว้ให้ลูกแล้ว” ซ่งเจียอี้บอกกับลูกชาย สำหรับคนเป็พ่อแม่ พวกเขาจัดเตรียมของขวัญให้ลูกชายทุกคนในวันครบรอบวันเกิดแต่ละปี
“ขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่มากนะครับ”
“ทานข้าวกันเถอะ วันนี้ฉันให้พ่อครัวทำอาหารที่เ้ารองชอบมาหลายอย่าง มีของชอบเ้าสามกับเ้าสี่ด้วย” คนเป็ปู่เอ่ยออกมา หลานชายคนรองนานๆ จะได้กลับปักกิ่ง
เมื่อผู้าุโเริ่มคีบอาหาร ทุกคนก็ลงมือกินอาหารอย่างเงียบๆ ไม่มีเสียงพูดคุย หรือเอ่ยถามใดๆ ทุกคนต่างกินอาหารเงียบๆ ฟ่านซิงเยียนเองก็เช่นกัน เธอรู้มารยาทบนโต๊ะอาหารของตระกูลหยางเป็อย่างดี
จนกระทั่งเวลาผ่านไปราว ๆ ยี่สิบนาที ทุกคนก็เริ่มอิ่ม หยางเหวินฟงเอ่ยปากให้ทุกคนไปจิบชาพูดคุยกันที่ห้องโถงใหญ่ปีกขวาของตัวบ้าน
“พ่อได้เหล้าหมักโสมร้อยปีมา ถือโอกาสนี่ดื่มกันเถอะ” พ่อบ้านิ รินสุราใส่จอกให้กับทุกคน กลิ่นของสุราโสมหอมจนน่าลิ้มลอง แต่ทุกคนก็รอให้หยางเหวินฟง ยกจอกสุราขึ้นดื่ม ตามด้วยหยางเหวินโจว แล้วตามด้วยนายหญิงของบ้าน แล้วทุกคนที่เหลือก็ยกจอกสุราขึ้นดื่ม
“อื้ม สุราดี” หยางเหวินฟง
“สมกับเป็สุราโสมร้อยปี” หยางเหวินโจว
“จริงสิ สุราหม่อนถูกส่งมาจากผู้าุโสามจากลั่วหยาง เนื่องวันเกิดของลูกสี่ พ่อบ้านินำมาด้วยหรือไม่?” ซ่งเจียอี้เอ่ยถาม
“สักครู่นะครับ ผมจะจัดเตรียมให้” พ่อบ้านิรับคำ แล้วสั่งให้ผู้ช่วยไปเอาสุราลูกหม่อนมา เขารินใส่จอกแค่สี่จอกเท่านั้น
“สุราลูกหม่อน ดีกับหญิงสาว บำรุงร่างกาย ลองดื่มหน่อยดีกับสุภาพ” แม่สามีบอกกับลูกสะใภ้ทั้งสาม แน่นอนว่าเธอเองก็ดื่มเช่นกัน ฟ่านซิงเยียนยกจอกสุรามาดื่ม แล้วยกยิ้มในใจ
สุราของคนอื่นไม่มีปัญหา แต่ไม่ใช่ของเธอ ดูเหมือนว่าจอกสุราของเธอจะมีบางอย่างปะปนมาอย่างจงใจ ฟ่านซิงเยียนดื่มไปหลายจอก เพราะแม่สามีแสดงออกว่าเอ็นดูเธอกว่าสะใภ้คนอื่นๆ
ตอนที่เธอแม่สามีรินสุราให้กับเธอหลายจอก ทำเอาสะใภ้สามหน้าบึ้ง สายตาแสดงออกถึงความริษยาอย่างชัดเจน แต่สะใภ้รองมีสีหน้าเรียบเฉย
บทสนทนาของชายหญิงแบ่งฝั่งกันชัดเจน
“คุณแม่ยังมีอีกไหมคะ?”
“มีแค่ไหเดียว ผู้าุโสามส่งมาให้กับสะใภ้สี่” คำตอบของแม่สามีทำเอาสะใภ้สามหน้าตึงกว่าเดิม อะไรคือส่งมาให้สะใภ้สี่ ลำเอียงเกินไปแล้ว
“สะใภ้สี่โชคดีจริงๆ”
“สะใภ้สามเองก็ดื่มเพิ่มอีกหน่อย” ซ่งเจียอี้ บอกกับอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้รินเหล้าให้ที่ทำเหมือนสะใภ้สี่
เหลียนเจียงหลี่แม้จะน้อยใจแม่สามี แต่ก็ดื่มสุราลูกหม่อนไปอีกสามจอก
สุราดีจริงๆ แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ฝึกตน แต่ก็รู้ว่ามันต่างจากสุราทั่วไป กลิ่นหอม ดื่มแล้วร่างกายสดชื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก สุราไหนี้พิเศษมากจริงๆ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาราว ๆ หนึ่งชั่วโมงทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ฟ่านซิงเยียนรู้สึกว่าพลังหยินในร่างกายกำลังปะทุขึ้นอย่างช้าๆ คงเป็ผลมาจากสิ่งที่ปะปนมากับจอกสุราที่เธอดื่มมันลง
“ซิงเยียน นี่ก็ดึกมากแล้ว น้องค้างที่บ้านเถอะนะ” หยางอี้เฉินสบตาคนเป็แม่ของตนเอง ที่ช่วยประคองร่างของฟ่านซิงเยียน มายังเรือนพักทางด้านขวาของเรือนสี่ประสานหลังใหญ่ บ้านตระกูลหยางมีเนื้อที่ประมาณแปดสิบไร่ ติดกันก็คือบ้านของตระกูลหยางสายรองมีเนื้อที่สามสิบไร่ เป็ครอบครัวของปู่รองและปู่สาม
“ซิงเยียนตระกูลหยางเมตตาต่อเธอเป็อย่างมาก ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนตระกูลหยางแล้ว ให้กำเนิดทายาทของตระกูลหยางเป็เื่ที่สะใภ้สี่สมควรทำ” แม่สามีเอ่ยออกมา หล่อนจ้องมองสะใภ้สี่ด้วยสายตากดดัน
“เข้าใจแล้วค่ะ” ฟ่านซิงเยียนรับปากอย่างว่าง่าย
“คุณแม่ไปพักเถอะครับ ผมจะดูแลน้องเอง” หยางอี้เฉินบอกกับคนเป็แม่
ซ่งเจียอี้มองตามแผ่นหลังลูกชายคนเล็กที่เดินเคียงคู่กับสะใภ้สี่ด้วยแววตาเป็กังวลใจ ทั้งๆ ที่สะใภ้สี่ก็ดูเชื่อฟังและหัวอ่อน ง่ายต่อการสั่งสอน แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้เป็กังวล ลางสังหรณ์บางอย่างร้องเตือนคนเป็แม่อย่างเธอว่ากำลังจะสูญเสียสิ่งที่มีค่ามากที่สุดไป
ฟ่านซิงเยียนก็แค่สะใภ้ที่มาจากครอบครัวเล็กๆ ในปักกิ่ง ไม่ได้มีอำนาจ เงินทอง หรือคนหนุนหลังพอที่จะทำอะไรตระกูลหยางได้ แต่ไม่รู้ทำไมใจตอนที่มองแผ่นหลังของลูกชายและลูกสะใภ้เดินเข้าไปในห้องนอน กระทั่งประตูห้องนอนถูกปิดลง เธอก็ยังยื่นอยู่นานนับนาทีกว่าจะก้าวขาเดินออกไป
“เจียอี้ ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่” เสียงทุ้มของสามีเอ่ยถาม
“เรียบร้อยดีค่ะ ฉันส่งลูกสี่กับสะใภ้สี่ถึงห้อง” ซ่งเจียอี้บอกกับสามี แม้ว่าในใจของเธอส่วนหนึ่งจะมีความกังวลแต่เมื่อคิดว่าฟ่านซิงเยียน คือใคร เธอก็ปัดความกังวลในใจทิ้งไป
“ดีมาก น้องก็รู้ว่าพี่คาดหวังกับเื่นี้มากแค่ไหน?”
“น้องทราบดี ถึงได้จัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง” แม่สามีอย่างเธอถึงกับเตรียมเครื่องหอม เอาไว้ในห้องนอนของลูกชาย
“พี่เชื่อว่าเ้าสี่จะทำสำเร็จ” หยางเหวินโจวเชื่อในตัวลูกชายของตัวเอง ถ้าให้เลือกผู้สืบทอด เขามองว่าลูกชายคนโตเหมาะสม เขาเป็ทหาร มีความแข็งแกร่ง มีพร์การฝึกตนไม่แพ้ใคร เพียงแต่ไม่มีแก่นพลังหยางบริสุทธิ์ตามตำราเท่านั้นเอง แต่ไม่ว่าจะเป็ลูกชายคนโตหรือคนเล็ก ทั้งสองคนก็เป็ลูกชายของเขาอยู่ดี
หยางเหวินฟง มีลูกชายสองคน แต่ดูเหมือนว่าน้องชายของหยางเหวินโจวจะจากไปั้แ่อีกฝ่ายอายุยังไม่ถึง 15 ปี จากข่าวที่สืบมาได้ ทายาทที่ร่วมแข่งขันผู้สืบทอดตระกูลหยางมีหกคน เป็ลูกชายของปู่รอง สองคน ทายาทของปู่สาม สามคน รวมกับหยางเหวินโจว เป็หกคน
แน่นอนว่าหยางเหวินโจว สามารถเอาชนะลูกพี่ลูกน้องของตนเองทั้งห้าคนได้ มีความสามารถโดดเด่น จนเป็ที่ยอมรับ จึงได้รับตำแหน่งนายน้อยของตระกูลหยาง
หยางเหวินโจวย่อมไม่ยอมให้ทายาทสายรองได้มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็ผู้สืบทอดตระกูล หยางอี้เฉินจะต้องทำสำเร็จ เขาอยากให้อำนาจการปกครองตระกูลหยางอยู่ที่ลูกชายและหลานชายของตนเอง ผู้เป็พ่อของเขาก็เห็นชอบด้วย
แม้ว่าจะบอกกับคนในตระกูลว่าทำเพื่อตระกูลหยาง เพื่อความรุ่งเรือง เพื่ออำนาจและความยิ่งใหญ่ แต่ใครจะอยากส่งต่ออำนาจให้กับลูกชายของคนอื่น เมื่อลูกชายของเขาขึ้นมาเป็ผู้นำตระกูลหยาง เขาในฐานะพ่อก็จะเป็ผู้าุโสูงสุดในตระกูล
อำนาจที่เขาสร้างมาก็ยังคงอยู่ในการควบคุมของเขาเอง หากมีหนทางจะรักษามันเอาไว้ คนอย่างเขาก็ไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสเอาไว้อย่างแน่นอน
อำนาจเป็สิ่งที่หอมหวาน เมื่อได้ลิ้มลองแล้ว ก็ไม่อาจปล่อยวางได้
---TBC---