“เ้าผลักข้าทำไม”
“ก็เ้าบอกเองว่าขอเป็คนลงมือ ให้ข้าอยู่เฉยๆไง”
“ก็ไม่เห็นต้องผลักเข้าเลย ข้ายังไม่ทันได้เตรียมตัว”
“ที่นี่น่าจะมีเขตแดนของสัตว์อสูรกั้นอยู่ พวกเราคงต้องดูก่อนว่าเป็เขตแดนของสัตว์อสูรตนใดกันแน่”
“ปิงฉีที่นี่มีน้ำมาก เ้าลองดูสิว่าพอจะแยกแยะได้หรือไม่ว่าเป็สัตว์อสูรระดับใด”
หลังจากหันมาต่อว่าฟ่านหงอี้เรียบร้อย เขาก็หันไปสั่งเหวินปิงฉีแก้เก้อที่ล้มลงอย่างไม่เป็ท่า อีกฝ่ายไม่ใส่ใจกับสิ่งใดอยู่แล้วก็เริ่มตรวจสอบ ระหว่างนั้นเ้าอ้วนก็นั่งยองลงกับพื้นมือคุ้ยหาของในห่อผ้ามองดูวุ่นวายจนฟ่านหงอี้ขยับเข้าไปหา
“หยุด เลยห้ามแอบดู นี่เป็ของลับของข้าเอาไว้จัดการกับสัตว์อสูร ถอยไปๆ”
“ขอโทษด้วย ข้าไม่คิดว่าเป็ความลับ แค่นึกว่าเ้าหาของไม่เจอก็เท่านั้น”
“เจอแล้ว ฮ่าฮ่าๆ”
หนิงหลงหลังจากหยุดหัวเราะก็มองดูบุรุษทั้งสามคนว่าจะทำกันอย่างไรจึงจะได้เจออสูรเขี้ยวแก้วที่ยามนี้ดูเหมือนไม่ง่ายสำหรับทั้งสามคน นางะโขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้ขนาดใหญ่พิงลำตนจับปลายผมขึ้นมาเล่นไปพลาง
เ้าอ้วนไม่พูดจาอะไรก็วิ่งเข้าหาเขตแดนอีกครั้งก่อนจะยื่นมือเข้าไปพร้อมกับยันต์ในมือ
“อย่า”
“ทำลาย”
เหวินปิงฉีที่ะโห้ามออกมาแต่ว่าก็ไม่สามารถหยุดเ้าอ้วนที่พุ่งเข้าไปราวกับลูกธนูได้ เขตแดนที่มองไม่เห็นได้รับผลจากยันต์ของเ้าอ้วนทำให้มองเห็นเป็วงแหวนน้ำกระจายตัวออกก่อนจะรวมตัวกลับเข้ามาแล้วก็จางลงจนมองไม่เห็นอีก เมื่อหลีเหยียนจือลองเอื้อมมือไปข้างหน้าอีกครั้งก็ผลักเจอเขตแดนนั้นเช่นเดิม หันมามองด้วยคำถามเขาไม่เข้าใจเห็นอยู่ว่ายันต์สัมฤทธิ์ผลเหตุใดเขตแดนยังอยู่ ก่อนที่ทุกคนจะทันได้ทำอะไรจู่ๆ ก็คล้ายมีมือที่มองไม่เห็นจับหลีเหยียนจือแล้วดึงเข้าไปในเขตแดน
“ถอยออก…”
ฟ่านหงอี้ที่ััได้ถึงพลังบางอย่างที่เคลื่อนไหวกระโจนเข้าไปหาเ้าอ้วนแต่ก็ไม่ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มือที่ยื่นออกไปคว้าร่างอ้วนท้วนไว้ไม่ทัน
“เขตแดนนี้เป็พลังของสัตว์อสูรที่มีพลังระดับหก ไม่ใช่ยันต์ธรรมดาจะธรรมดา ข้าห้ามเขาไว้ไม่ทันนั่นกับเป็การกระตุ้นให้สัตว์อสูรรับรู้ได้ว่ามีผู้บุกรุกเขตแดน ตอนนี้พวกเราเอาอย่างไรดี”
“เ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าเป็สัตว์อสูรชนิดใด”
“ไม่รู้ ข้าสามารถรู้ระดับได้ แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็ชนิดใด แต่น่าจะใช้พลังธาตุน้ำ”
หากไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็สัตว์อสูรชนิดใดจะจัดการได้อย่างไร ทั้งสองกำลังวิตกกับระดับพลังของศัตรูอีกทั้งเ้าอ้วนยังถูกจับเข้าไปอีก ให้มันได้อย่างนี้สิช่วยไม่ได้แถมยังเป็ภาระอีกครั้ง
“พวกเราสองคนร่วมมือกันลองทำลายเขตแดนดีหรือไม่”
“ในเมื่อไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้ ก็เอาเช่นนั้นเถอะ”
ตกลงกันได้ก็หันหน้าหน้าเข้าหาธารน้ำเบื้องน้ำ จู่ๆ ก็เกิดวงแหวนที่เขตแดนกระเพื่อมไหว ก่อนที่ร่างของหลีเหยียนจือจะลอยกระเด็นออกมาราวกับถูกสลัดออกมาอย่างแรงจนลอยปลิวไปกระแทกกับโคนต้นไม้ที่หนิงหลงนั่งห้อยขาอยู่้า หึหึ เป็เสียงที่ดังเบาๆของหนิงหลงแต่อีกสองคนที่ยืนอยู่กลับได้ยินชัดเจน นางกำลังหัวเราะเยาะเ้าอ้วน
“สกปรกนัก”
เสียงบ่นด่าออกมาก่อนที่จะค่อยมีร่างปรากฎออกมาให้เห็นเป็รูปร่างงูสีขาวตัวใหญ่ใต้คางยังมีหนวดสั้นๆงอกออกมาสองเส้น หัวขนาดใหญ่ตั้งขึ้นสูงเกินหัวของพวกเข้าสองสามฉื่อ ลิ้นสีแดงแลบออกมา เกล็ดขาวตลอดทั้งตัวมีความมันวาวเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบยิ่งทำให้ดูเรืองวาววับคล้ายกับมีวงแหวนรอบตัว มันใช้ตาที่มองดูคมกล้าน่ากลัวจ้องมายังบุรุษสองคนที่ยืนอยู่
“อืม เ้าสองคนใช้ได้ปราณิญญาบนร่างกายมีไอบริสุทธิ์ มากับข้า”
งูขาวเคลื่อนวูบเดียวก็มาอยู่เบื้องหน้าทั้งสองคนหางสะบัดรวบรัดร่างคนทั้งสองไว้ด้วยกันก่อนจะเลื้อยกลับลงลำธารหายไปต่อหน้าต่อตา เ้าอ้วนที่หายจุกลุกขึ้นมาเดินโขยกเขยกมาที่ริมลำธารก่อนจะนั่งลงอย่างปลงๆ เขาไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ ทั้งสองคนก็ถูกจับเข้าไปจะช่วยอย่างไรดี ก่อนจะหันหน้าไปหาหนิงหลง
“เอ่อ แม่นางท่านจะไม่ช่วยสองคนนั้นหรือ ข้า.. ข้าเข้าไปไม่ได้”
นางเหลือบมองเขาอย่างรำคาญใจก่อนจะตอบกลับมาให้เขาไม่รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด
“ไม่จำเป็ นี่ไม่ใช่งานของข้า พวกเ้าทำกันเองสิ”
เขารู้ดีว่าฟ่านหงอี้มีฝีมือและพลังิญญาที่สูงกว่าเขา แต่เมื่อครู่ถูกจับไปอย่างง่ายดายดูเหมือนจะตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว แต่เขาเองก็ยังไม่ละความพยายามก้มหน้าควานหาสิ่งของในห่อผ้าต่อไปดูว่ามีสิ่งใดที่ใช้ได้บ้าง
“เชือกิญญา น้ำเต้า์ กริชนพเก้า ใช้ไม่ได้พวกนี้ใช้การไม่ได้สักอย่าง ข้าเอาอะไรมากันเนี่ยไม่มีประโยชน์สักอย่าง ฟ่านหงอี้ เหวินปิงฉีพวกเ้าเป็อย่างไรบ้างนะ”
ในถ้ำใต้น้ำตก ที่อาศัยอยู่ของงูขาวระดับหกย่อมไม่เกรงกลัวมนุษย์ที่ตนจับมาสักนิด เมื่อเข้ามาถึงก็ปล่อยคนทั้งสองก่อนจะเลื้อยไปที่แท่นหินค่อยๆกลายเปลี่ยนเป็ร่างแปลงมนุษย์ สตรีในชุดสีขาวเนื้อผ้าบางเบาแนบเนื้อไปตามเรือนร่างที่ทรวดทรงงดงามยั่วยวน ยามนางขยับกายผ้าด้านหน้าขาแหวกไหวมองเห็นเรียวขาวขาวผ่อง เรือนผมสีขาวผิวขาวริมฝีปากซีดจางเรียกได้ว่าขาวทั้งกาย ดวงตาสีเขียวของงูยังปรากฎชัดเจน
“พวกเ้าเข้ามาในเขตแดนของข้า พวกเ้าต้องชดใช้”
“ท่านเป็ใคร”
“หึ เ้ามนุษย์ ข้าคือไป๋ฉาง ข้าอยู่ที่นี่ พวกเ้าเจตนารุกล้ำต้องตายทั้งหมด”
“พวกข้ไม่ได้เจตนาร้าย พวกเราเพียงแต่มาตามหาอสูรเขี้ยวแก้วก็เพียงเท่านั้น”
เหมือนพวกเขาจะเห็นนางเลิกคิ้วขึ้น(บนใบหน้านางไม่มีคิ้วสักเส้น) นางเหลือบตามองไปยังด้านข้างก่อนที่จะยกมือขาวชี้นิ้วไปทางด้านนั้น
“พวกเ้าหาเ้านั่นอยู่หรือ”
ทั้งสองคนหันตามไปดูด้านข้างเป็กรงน้ำ(พวกเขาเห็นน้ำที่กลายเป็กรงขัง) ด้านในมีร่างอสูรนอนขดเป็ก้อนกลมไว้ตนหนึ่ง พวกเขาจึงหันไปมองอย่างตั้งใจ ร่างที่ขดอยู่มีเกล็ดเป็สีฟ้าอมน้ำเงินขนาดตัวน่าจะไม่ใหญ่มากนัก เหวินปิงฉีขยับก้าวไปหาได้สองก้าวก็หยุดยืนนิ่งเขาไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้กรงน้ำมากนัก อาจจะไปกระตุ้นให้อสูรไป๋ฉางออกอาการโกรธเกรี้ยวขึ้นพวกเขาอาจได้รับอันตรายได้
“เหตุใดท่านต้องขังอสูรเขี้ยวแก้วไว้เช่นนี้”
“เหตุใดข้าต้องบอกเ้า อ่อ คงไม่สบายใจสินะ ข้าบอกเ้าก็ได้ในเมื่ออีกไม่นานพวกเ้าสองคนก็ต้องล่วงหน้าไปก่อนแล้ว แต่อีกไม่นานเ้านั่นก็จะตามเ้าไปด้วยเช่นกัน”
“ข้าต้องใช้มุกน้ำของเ้านั่นในการขยับระดับขึ้นไป ในรอบขุนเขานี้มีเพียงเ้านั่นเท่านั้นที่มีมุกน้ำที่จำเป็สำหรับข้า”
“ท่านทำอันใดกับอสูรเขี้ยวแก้ว เหตุใดดูเหมือนใกล้จะสิ้นลมเช่นนั้น”
“ก็แค่ดูดเืไปไม่กี่ที หึหึ รู้แล้วก็เตรียมตัวตายได้แล้ว”
ร่างสาวงามกลายร่างกลับเป็งูสีขาวขนาดใหญ่จ้องมองทั้งสองก่อนจะฉกเข้าหาโดยไม่มีสัญญาณใดๆทั้งสิ้น
เหวินปิงฉีหันกลับมายืนข้างฟ่านหงอี้ ก่อนที่งูขาวจะเข้าถึงตัวสองคนใช้พลังพร้อมกันคนหนึ่งใช้เพลิงโลกันตร์ คนหนึ่งสายฟ้าผ่าปฐี ด้วยพลังิญญาเพียงคนเดียวอาจสู้ไม่ได้แต่เมื่อสองคนลงมือพร้อมกันระดับพลังมีความใกล้เคียงกัน ทำให้งูขาวมีความเกรี้ยวกราดมากขึ้นพุ่งเข้ากระแทกทั้งสองโดยตรง ระหว่างร่างที่แข็งแกร่งกับร่างเนื้อของมนุษย์ มันย่อมไม่เห็นทั้งสองอยู่ในสายตาพุ่งใส่สุดแรง สองคนแยกออกคนละทางเฉียดเพียงนิดเท่านั้น งูขาวหันกลับมาพุ่งเข้าใส่เหวินปิงฉีที่มีพลังิญญาต่ำกว่ามากทันที
“ปิงฉี หลบ”
เหวินปิงฉีกลิ้งไปกับพื้นก่อนจะพุ่งตัวไปรวมกับฟ่านหงอี้ที่ใช้กระบี่รวมพลังฟาดสายฟ้าเข้าหาดวงตาของงูขาว มันหลบได้ทันก่อนที่จะอ้อมไปด้านหลังใช้หางฟาดทั้งสองอีกครั้ง ครานี้เหวิงปิงฉีที่มีเวลาพอจะร่ายเวทย์ใช้พลังเพลิงให้ดาบร้อนแรงมากยิ่งขึ้นฟันลงไปยังหางของงูขาวเต็มแรง เืสีเขียวไหลพุ่งออกมาปากแผลมีรอยไหม้อย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองตั้งหลักใหม่อีกครั้ง งูขาวเมื่อได้รับาเ็ยิ่งทวีความเกรี้ยวกราด พุ่งชนไม่ยั้งก้อนหินกระเด็นปลิวไปมาตามแรงปะทะยิ่งทำให้สภาพภายในถ้ำรุนแรงมากขึ้น กรงน้ำก็ได้รับผลกระทบเช่นกันมีก้อนหินจำนวนไม่น้อยที่ปลิวไปทางนั้นลอยผ่านเข้าไปภายในตกกระแทกร่างที่นอนคุดคู้อยู่
“ช่วย…ข้าด้วย”
เสียงของอสูรเขี้ยวแก้วที่แ่เบากลับดึงสติของฟ่านหงอี้และเหวินปิงฉีให้สงบลง พวกเขามาช่วยอสูรที่ถูกขังในกรงไม่ใช่มาเข่นฆ่าทำลายล้าง
“กรงเป็เวทย์น้ำ เ้าไปจัดการช่วยอสูรเขี้ยวแก้วออกมาแล้วพาออกไป ส่วนงูขาวข้าจัดการเอง”
“ได้”
เหวินปิงฉีรู้ดีว่าตนเองมีพลังน้อยกว่างูขาวหากดึงดันจะอยู่ช่วยย่อมไม่เกิดประโยชน์ เขาสมควรไปช่วยอสูรเขี้ยวแก้วออกไปจะได้จบสิ้นภารกิจโดยไว เมื่อเดินไปที่กรงน้ำก็หาจุดที่เหมาะสมเพื่อทำลายเวทย์ของงูขาว
“อสูรเขี้ยวแก้วเ้าฟื้นแล้วใช่หรือไม่ เ้าพอจะขยับถอยไปให้ชิดฝั่งนั้นได้ไหม ข้าจะใช้พลังเพลิงทำลายอาคมของงูขาว อาจจะร้อนสักหน่อย”
ร่างสีฟ้าค่อยๆ ขยับถอยไปที่ละนิด เหวินปิงฉีทุ่มเทสมาธิทั้งหมดในการร่ายเวทย์สร้างพลังเพลิงเพื่อทำลายอาคมกรงน้ำของงูขาว ฟ่านหงอี้เองก็พยายามรั้งงูขาวไว้เมื่อกรงน้ำสั่นไหวงูขาวก็ละความสนใจจากเขาหันไปพ่นน้ำใส่เหวินปิงฉีอย่างรุนแรง เื้ัของเหวินปิงฉีคือ ฟ่างหงอี้ที่ร่ายเวทย์กั้นสายน้ำจากงูขาว
“อีกนานไหม”
“ใกล้แล้ว”
ฟุบ กรงน้ำละลายจางหายไปเหวินปีฉีรีบก้าวลงไปดูสภาพของอสูรเขี้ยวแก้ว มันดูสภาพอ่อนแอเต็มที่ร่างกายไร้เรี่ยวแรง แต่น้ำหนักตัวก็ไม่ใช่น้อยลำพังเขาคนเดียวดูเหมือนจะไม่สามารถนำอสูรเขี้ยวแก้วหนีออกจากถ้ำไปได้
“หงอี้ ข้ายกคนเดียวไม่ไหว เขาลุกไม่ขึ้นลำพังจะลืมตายังไม่ไหวเลย ฟ่านหงอี้ได้ยินก็กลั้นใจฟาดสุดกำลังใส่งูขาวอีกครั้ง ทำให้มันหยุดชะงักเพราะแสงจากสายฟ้าจากิญญากระบี่ที่แผ่ออกไป จังหวะนั้นเขาเอามือมาคว้าร่างของอสูรเขี้ยวแก้วสองคนช่วยกันยกร่างขนาดใหญ่ขึ้นเพียงเล็กน้อยคงต้องลากออกไปแล้ว