ตอนที่ 16 : ผู้เบิกเนตรระดับ 9
สายฟ้านี้
ไม่ใช่แค่ทำให้แรงกดดันจากสถานศักดิ์สิทธิ์เบาลง แต่ยังทำให้จางเชิงฉายที่คุกเข่าอยู่นั้นหวาดกลัวจนแทบขาดใจตาย
ตอนนั้นเขาค่อย ๆ หมดแรงและตายไป
ซุนเหวินเยี่ยนเองก็พบจุดจบที่ย่ำแย่ หลังจากที่หลินอี้ท่องข้อความจาก ‘ลำนำปณิธาน’ เขาก็อ้าปากพร้อมกับกระอักเืออกมา
คลื่นพลังนั้นอ่อนแอลงด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
“จางเชิงฉายถูกฆ่าโดยความชอบธรรม....ซุนเหวินเยี่ยนยังรอดชีวิต แต่จิติญญาขุนนางของเขาได้หายไปเขาไม่มีสิทธิ์รับหน้าที่หัวหน้าเขตอีก ! ” เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่จางเชิงฉายและซุนเหวินเยี่ยน เขาเห็นชะตาของทั้งสอง
ในเวลาเดียวกันเขาก็มองไปที่หลินอี้ด้วยตาที่เป็ประกาย
หลินอี้ใช้คำพูดประโยคนี้เพื่อตอบคำถามของสถานศักดิ์สิทธิ์ มันคือเื่ที่วิเศษ มันเหนือความคาดหมายของเขาไปมาก
สายฟ้าถูกปลุกขึ้นมาโดยความชอบธรรม มันได้กันแรงกดดันจากสถานศักดิ์สิทธิ์ ทำให้มองออกว่า...กวีบทนี้มีคุณค่ามากเพียงใด
“ไม่แปลกเลยที่เขาจะเป็หนึ่งเดียวกับความชอบธรรมแห่งห้าวหลานได้กลับเป็ความชอบธรรมนั้นอยู่ในใจเขาแต่แรกอยู่แล้ว...ไม่งั้นแล้วเขาคงไม่อาจจะเขียนกวีบทนี้ขึ้นมาได้! ”
เฉินจิ้นเป่ยตื่นเต้นซะจนอยากะโโลดเต้นแต่โชคดีที่เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองเอาไว้อยู่
เขากวาดตามองไปยังเหล่าเ้าหน้าที่ที่ยังไม่ได้สติกลับมา ก่อนจะยิ้มออกมาที่มุมปาก
นี่คือเกียรติของผู้ฟัง
...
“โลกมีพลังแห่งความชอบธรรม มันปะปนอยู่กับทุกสิ่ง...”
ที่หอสังเกตการณ์ของสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น พลังวรรณกรรมตรงหน้าชายชราได้ะเิออกเขาได้เพ่งสมาธิไปกับคำตอบเมื่อสักครู่ของหลินอี้
สักพักลมก็พัดเข้ามา ทำให้ผมของเขาปลิวไปตามลม จากนั้นเขาก็ยิ้มออกมา“ไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้วที่ข้าไม่ได้พบเจอกับคนที่น่าสนใจเช่นนี้... ”
“ข้าหวังว่าสักวันเขาจะเข้าร่วมสถานศักดิ์สิทธิ์ ! ”
....
ที่สำนักศึกษาผิงโจวในจินโจว
“กวีนั้นน่าตกตะลึงแต่ไม่อาจจะสลักในสถานศักดิ์สิทธิ์ได้นี่คือยอดฝีมือของโลกที่แท้จริง ! ”
คณบดีได้กลับไปยังห้องของตนแล้วเอาชุดบัณฑิตตอนที่ยังเยาว์ออกมาจากตู้เขาสวมมันก่อนจะเดินออกจากห้องมา
“คณบดี เหตุใดท่านถึงได้นำชุดนี้มาใส่ ? ” อาจารย์หน้าขาวไร้หนวดมองไปที่คณบดีด้วยความแปลกใจเขาถึงกับหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย
“ต่อหน้าผู้าุโท่านนั้นแล้ว ข้ายังถือว่าเป็ศิษย์อยู่.... ”หลังจากที่คณบดีพูดจบ เขาก็ได้ออกจากสำนักศึกษาไป
อาจารย์คนนั้นถึงกับตัวสั่นไปตาม
คณบดีเรียกตัวเองว่าศิษย์ เขาจะไปพบใครกัน ?
คณบดีเอาม้าออกมาจากคอกม้าที่ตีนเขาก่อนจะพูดขึ้น “ม้าข้ามีแปดขา ! ”
พูดไปได้ !
ฮี่....ม้ายกเท้าของมันขึ้นมา ขาของมันถูกพลังวรรณกรรมปกคลุม ก่อนจะมีขางอกออกมาจากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ปึก ปึก...จากนั้นม้า 8 ขาก็ได้วิ่งออกไปด้วยความเร็วที่ราวกับสายลม
...
ที่จังหวัดหนานเซียง
ที่สำนักศึกษาฉิงปิงในหยุนโจว
“มีผู้าุโที่ปลุกความชอบธรรมแห่งห้าวหลานขึ้นมาได้ แม้แต่คณบดีสถานศักดิ์สิทธิ์ก็ยังถามคำถามเขาด้วยตัวเองข้าควรจะไปพบกับผู้าุโท่านนี้.... ”
คณบดีสำนักศึกษาฉิงปิงได้ออกจากสำนักศึกษาโดยไม่ลังเล
ในเวลาเดียวกัน
คณบดีสำนักศึกษาจวินจี๋รีบเปลี่ยนชุด หลังจากที่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจินโจว
เขาเอาชุดบัณฑิตขึ้นมาใส่และมุ่งหน้าไปที่อันหยางทันที
มันมีคลื่นพลังแห่งความชอบธรรมในโลก ในสายตาพวกเขาแล้ว มันเหมือนกับแสงไฟนำทาง....
ทั้งสว่างไสวและดูเหินห่าง
.....
ที่ทำการเขตอันหยาง
หลินอี้หลับตาลง ตอนนี้เขายังถูกอาบด้วยแสงสีทอง
เขาไม่รู้เลยว่าคณบดีทั้งสามน่ะกำลังมุ่งหน้ามาหาเขา
เขาไม่รู้ถึงตัวตนอันสูงส่งของสถานศักดิ์สิทธิ์...ที่ได้ละสายตาจากดวงดาวมองมายังโลก
“ ‘ลำนำปณิธาน’ นี่น่ากลัวจริง ๆหากเขียนมันออกมา..ผลของมันอาจจะน่ากลัวยิ่งกว่านี้ ! ”
“ตอนนี้ข้าน่าจะหลอมรวมกับความชอบธรรมแห่งห้าวหลาน ข้าไม่รู้ว่าจางเชิงฉายกับซุนเหวินเยี่ยนจะได้รับผลกระทบเช่นใด”
“จางเชิงฉายขโมยอาคมลัทธิเต๋าและโยนความผิดให้ข้า ข้าต้องฆ่าเขา ! ”
“เพื่อที่จะปัดความรับผิดชอบในเื่ขโมยอาคมลัทธิเต๋าแล้วซุนเหวินเยี่ยนก็ได้เนรเทศข้า คนเช่นนี่ไม่คู่ควรที่จะเป็ขุนนาง... ”
มีความคิดมากมายโผล่มาในหัวหลินอี้
จากนั้นเขาก็พบว่าถึงเขาหลับตาอยู่ แต่เขาก็ยังรับรู้ได้ถึงทุกสิ่งในศาลาว่าการเขต
ลมหายใจของทุกคน
เสียงของลมที่พัดผ่าน
เสียงแมลงที่ไต่ไปตามพื้น
เสียงกระซิบ
ทั้งหมดเหมือนกับดังอยู่ข้างหูเขา
....
“ในตำราวรรณกรรม ภาวะนี้ถูกอธิบายเอาไว้ มันน่าจะเป็ผู้เบิกเนตรระดับ 9 .... ” หลินอี้ลืมตาขึ้นมา
เสียงทั้งหมดและการเคลื่อนไหวที่เขารับรู้ได้เมื่อสักครู่หายไปทันที
แต่การมองเห็นกับการได้ยินของเขาพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก
นอกจากนี้หลินอี้ยังพบว่าการรับรู้ต่อโลกที่เขามีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างวิเศษ
มันราวกับว่าโลกมี ‘ชั้นกรอง’ ถูกเพิ่มเข้ามา
เขามองเห็นพลังที่ลอยอยู่รอบตัวได้
แน่นอนว่า ‘การมองเห็น’ นี้ไม่ใช่สิ่งที่ตาเห็นแต่เป็หัวใจต่างหาก
ว่ากันว่าหลังจากที่ปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมขึ้นมาได้ เขาจะสามารถรับรู้ได้ถึงพลังแห่งวรรณกรรม
ตอนนี้เมื่อเขาได้ความชอบธรรมแห่งห้าวหลานมาเขาก็รู้สึกว่าพลังเ่าั้เต็มไปด้วยพลังชีวิตและแผ่ความอบอุ่นออกมา
ในเวลาเดียวกันเขากับพลังวรรณกรรมก็สั่นพ้องร่วมกันตลอดเวลา
น่ายินดีอย่างมาก
เฉินจิ้นเป่ยเดินเข้าไปหาหลินอี้ เขายิ้มและคำนับให้ก่อนจะพูดขึ้น “หลินอี้ยินดีด้วย เมื่อเ้าขึ้นสู่ระดับ 9เ้าจะอยู่คู่กับความชอบธรรม อนาคตเ้าจะไร้ขีดจำกัด ! ”
“ขอบคุณอาจารย์เฉิน ! ”หลินอี้เองก็ขอบคุณอีกฝ่าย เขาอารมณ์ดีอย่างมาก
สุดท้ายวิกฤตครั้งนี้ก็ผ่านพ้นไปเสียที
นอกจากความชอบธรรมแล้ว เส้นทางบ่มเพาะวรรณกรรมนั้นไม่ต้องเดาเลยว่าจะราบรื่นขึ้นอย่างมาก
หนึ่งสิ่งที่เขาคาดหวังในโลกนี้คือ เขาจะได้เห็นกวีจากโลกเก่าที่สามารถแสดงพลังในรูปแบบต่างๆ ออกมา และจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
“ฮี่ฮี่ ! ” เฉินจิ้นเป่ยลูบหนวดและยิ้มออกมา “ในเมื่อเ้าลบล้างความบาดหมางความแค้นเคืองใจ เป็หนึ่งกับความชอบธรรม และก้าวขึ้นไปถึงระดับ 9 แล้ว ต่อไปเ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ ? ”
หลินอี้เงียบไป
แผนสำหรับอนาคตรึ ?
เขายังไม่คิดเื่นี้
“จางเชิงฉายขโมยอาคมลัทธิเต๋าไปและป้ายความผิดให้กับข้า เขากับหัวหน้าเขตซุนยังไม่ได้รับโทษที่สมควรได้รับข้าอยากจัดการเื่นี้ก่อนที่จะวางแผนต่อ.... ”
หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาจะเข้าร่วมกับสำนักศึกษาเพื่อฝึกฝนต่อ
จากนั้นเขาจะหาเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อเลี้ยงดูพ่อบุญธรรมของเขา ซูหวายจื้อจะได้มีชีวิตเป็อยู่ที่ดีขึ้น
มันคงดีหากเขาจะมีคนรัก
ในความทรงจำของเขา พ่อบุญธรรมเขา ซูหวายจื้อ นั้นไม่ได้มีคู่ครองมากว่า 10 ปีเพื่อที่จะเลี้ยงดูเขา ชีวิตของซูหวายจื้อนั้นลำบากอย่างมาก
เมื่อเขากลายเป็บัณฑิตแล้ว โชคชะตาของเขาก็เปลี่ยนไปมันได้เวลาที่ซูหวายจื้อจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตน้าแล้ว
“จางเชิงฉายใจนตายภายใต้พลังของความชอบธรรมแห่งห้าวหลาน ! ” เฉินจิ้นเป่ยมองไปที่จางเชิงฉายที่ตายอย่างน่าอนาถ ก่อนจะมองไปที่ซุนเหวินเยี่ยนแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
“หัวหน้าซุนเองก็ได้รับโทษที่สมควรแล้วจิตใจใฝ่วรรณกรรมของเขาถูกทำลาย จิติญญาขุนนางสลายไป แค่มีชีวิตรอดก็ยากแล้ว...”
“กลัวจนตายรึ ? ” หลินอี้แปลกใจนิด ๆ
เขามองไปที่จางเชิงฉายที่นอนอยู่ที่พื้นและพบว่าอีกฝ่ายน่ะหมดพลังชีวิตไปแล้วเขาได้แลกชีวิตกับการกระทำของตัวเอง