เช้าวันต่อมา ริวมาโรงเรียนตามปกติ กิจกรรมหน้าเสาธงของโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์ก็ยังคงดำเนินไปเหมือนทุกวันเสียงครู เสียงนักเรียนพูดคุยกันเบาๆ ทุกอย่างดูเป็ระเบียบเรียบร้อย หลังจากเข้าแถวเสร็จริวเดินขึ้นห้องเรียน
ณ ห้องม.5/1
ริวเดินเข้าห้องไป เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำที่ด้านหลังสุดของแถวติดหน้าต่างอย่างเงียบๆเหมือนครั้งก่อนๆไม่นานครูก็เดินเข้าห้องมา และคาบเรียนแรกเริ่มต้นขึ้น
ตลอด่คาบเช้าสติของเขากลับไม่ได้อยู่กับกระดานหรือเสียงครูเลยสักนิด มันถูกรบกวนโดยภาพเหตุการ์ที่ในครั้งนั้นที่ผุดหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนลูบอยู่แบบนั้น จนมาถึงตอนที่เขาเจอแนนโน๊ะที่ยืนมองฟ้าอยู่ทางตรงเดิน
“อึก!” ริวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบก้มหน้าลงมือที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ขณะนั้นความคิดมากมายตีกันยุ่งเหยิงในหัวริวก็พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็ปกติ ทำตัวให้เหมือนนักเรียนคนอื่นๆให้มากที่สุด
ช่างเถอะ! มันผ่านไปแล้ว หยุดคิดมากซะที ริวบอกตัวเองในใจตอนนี้ยังอยู่ในห้องเรียน ยังมีคนอยู่รอบตัว
บรรยากาศในห้องยังคงราบรื่นตามปกติ ในวิชาสุดท้ายของคาบเช้าเป็วิชาภาษาไทย ครูอุสา ครูประจำวิชาใช้เวลาแนะนำตัวและพูดถึงวรรณกรรมเก่าๆ สายลมอ่อนๆพัดเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดไว้เส้นผมสีดำที่ยาวปรกหน้าผากของริวไหวตามแรงลม อากาศเย็นสบาย ชวนให้นักเรียนบางคนเผลอหลับแต่ริวหลับไม่ลง สารสอนใช้เวลาไม่นานนัก ครูอุสาก็ได้ปล่อยให้นักเรียนจัดการธุระของตัวเอง
ริวนั่งนิ่งความคิดวกวนกลับไปที่คำพูดของยูริเมื่อคืนก่อน ที่บอกว่า ถ้าเจออีกครั้งในโรงเรียนโดยที่ไม่มีแนนโน๊ะอยู่ด้วย เธอจะฆ่าเขา ริวไม่รู้ว่าประโยคนั้นเป็การพูดแล้วทำจริงหรือเป็เพียงการพูดขู่เล่นแต่ภาพในตอนที่เธอใช้ขวานสับลงไปบนร่างของนักเรียนคนหนึ่งในวันนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาเชื่อว่า นักเรียนหญิงคนนั้น ไม่ได้พูดเล่น
ถ้าเอาเื่นี้ไปบอกครูฝ่ายปกครอง แต่… ครูฝ่ายปกครองจะเชื่อผมไหมนะ
แต่นั่นก็ไม่ได้รับประกันว่าจะปลอดภัยและครูฝ่ายปกครองก็อาจจะสืบไปถึงเหตุการณ์นั้นด้วยทำให้ริวที่มีส่วนรู้เห็นได้เื่เพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ริวยังไม่อยากตายตอนนี้และถ้าเขาอยากอยู่เงียบๆต่อไปในโรงเรียนแห่งนี้ ก็คงต้องอยู่กับแนนโน๊ะ
แล้วทำไมต้องเป็แนนโน๊ะด้วยล่ะครับ… คำถามนั้นผุดขึ้นมาในหัวของเขา
ริวไม่รู้ว่านักเรียนหญิงคนที่เขาเจอนั้นเป็ใครหรือเธอ้าอะไร และแนนโน๊ะรู้จักเธอได้ยังไง แต่เพื่อที่จะให้ตัวเองรอด ก็คงไม่มีทางเลือกอื่นเขาต้องสนิทกับแนนโน๊ะให้มากกว่านี้ มากพอที่จะเดินไปไหนมาไหนด้วยกันได้
ซึ่งการที่ต้องเป็ฝ่ายเข้าหาก่อน สำหรับริว…ไม่ใช่เื่ง่ายเลย แนนโน๊ะมีเพื่อนในห้องเยอะ มีคนเดินมาคุยด้วยไม่ขาดสาย ริวฟุบหน้าลงกับโต๊ะชั่วครู่ทำเหมือนจะงีบ แต่จริงๆแล้วเป็เพียงการปิดมุมมองของตัวเองให้แคบลงเพื่อไม่ต้องสนใจสิ่งรอบข้างก็เท่านั้น แล้วรอจนกลุ่มเพื่อนของแนนโน๊ะทยอยแยกย้ายไป
เมื่อเห็นว่าเธอนั่งอยู่คนเดียวริวจึงสูดหายใจลึกๆเพื่อรวบรวมสติ แล้วลุกจากที่นั่ง เดินไปหาเธอ แนนโน๊ะเงยหน้าขึ้นมาแววตาใสๆนั้นฉายแววแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ
“หืม… ริวมีอะไรเหรอคะ”
เขาชะงักไปนิดหนึ่ง คำพูดที่เตรียมไว้เหมือนจะหายไปหมดในชั่วพริบตาสุดท้ายเขาก็เลือกประโยคง่ายที่สุด
“…เอ่อ เมื่อวาน… คุณเป็ยังไงบ้างครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้าเล็กน้อย “แนนโน๊ะก็ปกติดีนะคะ”
น้ำเสียงเรียบ ไม่มีร่องรอยของความกลัวหรือเื่ค้างคา ริวพยักหน้าตอบ พยายามชวนคุยต่อเื่เรียนและเื่อื่นทั่วไปคำถามง่ายๆที่ไม่ต้องคิดมาก แนนโน๊ะตอบตามปกติ ระหว่างบทสนทนาภาพของยูริกลับแทรกขึ้นมาอีกครั้ง จนริวเผลอหลุดปาก
“นักเรียนผู้หญิงคนนั้น… ที่…ที่คุณรู้จัก”
แนนโน๊ะนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบอย่างไม่รีบร้อน “อ๋อ ยูริน่ะเหรอคะ แนนโน๊ะเคยรู้จักค่ะ”
“ยูริ…”
ยังไม่ทันที่ริวจะถามอะไรต่อเสียงออดหมดคาบก็ดังขึ้นพอดี ริวเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะประจำ แล้วหัวหน้าห้องลุกขึ้นสั่งทำความเคารพครูอุสาเก็บของแล้วเดินออกจากห้องไป
เสียงเก้าอี้ถูกเลื่อนดังแ่ๆไปทั่วห้องเรียนหลังจากครูออกจากห้องไป นักเรียนในห้องก็เริ่มทยอยเก็บของ บางคนคุยเสียงดังบางคนหัวเราะ บางคนชวนกันไปกินข้าวเป็กลุ่มๆ บรรยากาศคึกคักแบบที่ริวคุ้นเคย แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่าเป็ส่วนหนึ่งของมัน
เขาเก็บสมุดลงกระเป๋า ปล่อยให้คนอื่นออกไปก่อนตามนิสัยเดิมและแนนโน๊ะก็เดินออกไปเช่นกัน และเมื่อแผ่นหลังของเธอพ้นออกจากสายตาเขา ความกังวลแล่นวาบขึ้นมาทันทีแต่อีกใจหนึ่ง เขาก็คิดว่าแนนโน๊ะก็น่าจะรู้ว่ายูริไม่น่าอยู่แถวนี้ จึงเดินออกไปแบบนั้น
ช่างเถอะ ยูริคงไม่วิ่งไล่ฆ่าใครกลางวันแสกๆแบบนี้หรอกมั้งครับ ริวปลอบใจตัวเอง เขายังคงนั่งรออยู่ที่โต๊ะประจำมองดูเพื่อนๆที่ทยอยออกจากห้องไป จนในห้องเหลือเพียงไม่กี่คน จากนั้นริวถึงลุกขึ้นเดินออกจากห้องเรียนไปตามทางเดินยาวที่ทอดไปสู่โรงอาหาร
ณ โรงอาหาร
เวลา 11:39 น.
โรงอาหารใน่พักเที่ยงยังคงเหมือนเดิมกลิ่นอาหารลอยปะปนกันไปหมด ริวที่ไม่อยากยืนต่อแถว เขาจึงเดินเข้าไปในสหกรณ์ซื้อขนมปังหนึ่งชิ้นกับน้ำเปล่า พนักงานยื่นของให้ เขารับมาพยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงขอบคุณ ก่อนจะเดินออกมานอกโรงอาหารไปนั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่
เสียงนักเรียนพูดคุยหัวเราะดังสลับกันเป็ระยะโต๊ะม้าหินอ่อนรอบๆมีคนจับกลุ่มกันนั่ง แต่โต๊ะที่ริวเลือกนั่งมีเพียงเขาคนเดียว แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจนักแล้วแกะขนมปังออกแล้วกัดคำเล็กๆ ั์ตามสีเข้มมองไปยังทางเดินหน้าโรงอาหารเห็นนักเรียนหลายกลุ่มเดินผ่านไปมา บางกลุ่มมีเสียงหัวเราะ บางกลุ่มเดินชิดกันใกล้บางคนหยอกล้อกันอย่างสนิทสนมกัน
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว ทำให้มือของริวที่ถือขนมปังชะงักไปเล็กน้อยภาพในหัวซ้อนทับขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ เป็่เวลาที่เขาในวัยเด็กได้อยู่กับพ่อแม่ตอนที่เดินจูงมือกันไปในสวนสาธารณะ แสงแดดอ่อนๆพร้อมกับสายลมพัดเบาๆเหมือนกับเวลานี้ริวกัดขนมปังอีกครั้งและเคี้ยวช้าๆ แต่ครั้งนี้รสชาติกลับจืดชืดจนแทบไม่รู้สึก
ริวหลบสายตาลง มองขวดน้ำในมือแทน ในใจเขารู้ดีว่าต่อให้สามารถแค้นได้สำเร็จแต่พ่อกับแม่ที่เขารักก็ไม่มีวันกลับมา แค่พยายามไม่คิดเื่นั้นให้มันบ่อยนัก เขาสูดลมหายใจเข้าเงียบๆก่อนจะดื่มน้ำอึกหนึ่งแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะม้าหินอ่อน ทิ้งขยะลงถังข้างทาง
จากนั้นจึงเดินกลับเข้าไปในอาคารเรียนพร้อมกับเสียงจอแจของนักเรียนที่ยังคงดังไม่ขาดสายรอบตัว เสียงฝีเท้านักเรียนดังสะท้อนกับพื้นกระเบื้องดังเบาๆแสงแดดจากด้านนอกสาดเข้ามาเป็่ๆ ผ่านช่องหน้าต่างทำให้เงาของผู้คนทอดยาวบนพื้นทางเดิน
แต่ก่อนจะถึงบันไดขึ้นชั้นเรียนเขาชะลอฝีเท้าเล็กน้อย ตรงมุมหนึ่งของทางเดิน ใกล้ตู้เก็บรองเท้าริวเห็นกลุ่มนักเรียนหญิงยืนรวมกันอยู่เสียงหัวเราะคิกคักปะปนกับน้ำเสียงกระซิบกระซาบของกลุ่มสาวฮอตของโรงเรียน มาเบล ลิตาเกรซ และอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้วยกัน นั่นคือจุนโกะ
ริวหยุดมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่เขาไม่คิดว่าจะเห็นจุนโกะอยู่กับพวกเธอได้
“นี่ๆ เขาว่ากันว่า หายไปทั้งคนเลยนะ ฮ่าๆ” เสียงลิตาพูดขึ้นน้ำเสียงเหมือนพูดเล่น แต่แฝงความตื่นเต้น
“อืม... ก็เื่ปกติไหมล่ะ ข่าวแบบนี้ก็มีมาทุกปี อย่าไปใส่ใจเลย เอาเวลาไปหาผู้ชายดีกว่า”เกรซพูดเสริมขึ้นมา
“อะไรเนี่ยเกรซ… นี่วันๆแกไม่สนใจอย่างอื่นมั่งเหรอ นอกจากเื่ผู้ชายน่ะ”
“อยู่แล้ว!”
ริวได้ยินทุกคำ และเขาก็รู้ดีว่าข่าวนักเรียนหายเป็แค่ข่าวลือที่ปล่อยออกมาบังหน้าไว้เท่านั้น และพวกเธอก็มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่พวกเธอก็ยังทำตัวเหมือนไม่รู้เื่ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจถึงอย่างนั้นขายังพูดอะไรไม่ได้
ขณะที่เขาเดินผ่านกลุ่มนั้น เขาเหลือบไปมองเพียงแวบเดียวและในจังหวะเดียวกันนั้นเอง จุนโกะก็หันมามองเขาพอดี สายตาของทั้งคู่ประสานกันเพียงเสี้ยววินาทีความรู้สึกที่ไม่ชอบมาพากลแล่นขึ้นมา ริวรีบหลบสายตาลงแล้วเดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไร ไม่หันกลับไปมอง ไม่แสดงท่าทีใดๆ แล้วเดินตามทางเดินกลับมายังห้องเรียน
ณ ห้อง ม.5/1
ริวผลักประตูห้องเรียนเข้าไปเห็นว่าภายในห้องยังว่างเปล่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่กลับมาจากโรงอาหาร เขาจึงเดินไปยังโต๊ะประจำของตัวเองที่มุมห้องแล้วจะนั่งลงอย่างเงียบงัน ั์ตาสีเข้มทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามบ่ายเปิดกว้างกว่าทุกวัน
เมฆบางๆลอยผ่านอย่างเชื่องช้าฝูงนกกลุ่มหนึ่งโบยบินตัดผ่านผืนฟ้า ราวกับไม่ต้องยึดติดกับอะไรเลย ริวเผลอมองมันอยู่นานในแววตานั้นมีความคิดหนึ่งซ่อนอยู่
ถ้าวันหนึ่งทุกอย่างจบลง ผมจะได้เป็อิสระเหมือนนกพวกนั้นบ้างไหมนะ
ริวคิดในใจแต่ความคิดนั้นจางหายไปอย่างรวดเร็ว เหมือนเขารู้ดีว่า… มันยังเป็เื่ไกลตัวเกินไป
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าของนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ไม่นานพวกเธอก็เดินเข้ามาในห้อง เสียงพูดคุยคละเคล้ากันอย่างออกรส ริวเหลือบมองเพียงครู่เดียวไม่ใช่เพราะสนใจ แต่เพราะเสียงเ่าั้ฉีกบรรยากาศสงบที่เพิ่งก่อตัวขึ้น
เขาหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้งตั้งใจจะปล่อยทุกอย่างผ่านไปเหมือนเดิม แต่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ชัดเกินกว่าจะเมินได้
“เฮ้ยๆพวกแกได้ยินไหมอ่ะ ว่าน้อง ม.4 หายอีกแล้วนะ”
“อ้าวไม่ใช่แค่ไม่มาเรียนเหรอ”
“เห็นบอกว่ามาเรียนั้แ่วันแรกอ่ะ แต่อยู่ๆก็ไม่มาผู้ปกครองกับครูที่ปรึกษาก็ติดต่อไม่ได้เลยนะ”
“หึ้ยจริงดิ!”
“จริงสิฉันจะโกหกแกทำไมล่ะ”
บทสนทนาเ่าั้ดังต่อเนื่องน้ำเสียงตื่นเต้นปนอยากรู้อยากเห็น เหมือนเป็แค่เื่เล่าอีกเื่หนึ่งในโรงเรียนริวยืนฟังเงียบๆ แต่หัวใจเขาหนักอึ้งขึ้นทุกคำพูด ที่บอกว่ามันเป็เพียงข่าวลือ
ทำไมถึงแพร่ไปได้ทั่วขนาดนี้และถ้ามันเป็เื่ใหญ่จริง ทำไมทุกคนถึงพูดเหมือนมันเป็เื่ปกติ
ในขณะที่เขายังจมอยู่กับความคิดนั้นเสียงหนึ่งที่คุ้นหูก็ดังขึ้น แทรกเข้ามาอย่างเรียบง่าย ราวกับได้ยินความคิดของเขา
“มันเป็ข่าวลือไม่ใช่เหรอคะ”
ริวหันมองไปตามเสียงทันทีเห็นว่าแนนโน๊ะยืนอยู่ที่ประตูห้อง พร้อมกับรอยยิ้มบางๆประดับอยู่บนใบหน้าเหมือนทุกวัน แล้วเดินเข้ามาอย่างใจเย็น
“แนโน๊ะว่า… ข่าวลือจะอยู่ได้ไม่นานหรอกค่ะ ถ้าไม่มีใครตั้งใจทำให้มันดังใช่มั้ยค่ะ…”
“โรงเรียนเราก็เป็แบบนี้มาตลอดนี่คะเื่ที่ไม่มีคำอธิบาย… มักจะหายไปเอง”
ประโยคนั้นไม่ดังมากแต่กลับทำให้บทสนทนาทั้งกลุ่มเงียบลงอย่างประหลาด ไม่มีใครเถียง ไม่มีใครเสริม เพราะมันคือสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคยดี
จากนั้นแนนโน๊ะเดินไปนั่งยังโต๊ะประจำของเธอที่แถวติดหน้าต่างที่ด้านหน้าสุดด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนไม่ได้ใส่ใจกับเื่ที่เพิ่งพูดไปเลย ริวมองตามแผ่นหลังของเธออย่างเงียบงันในใจเขากลับมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ เขาเชื่อว่าแนนโน๊ะไม่ใช่แค่ได้ยินข่าว และเธอเองก็ไม่ได้พูดไปเพราะไม่รู้แต่จริงๆแล้วเธอน่าจะรู้ไม่ต่างจากเขา หรือไม่ก็มากกว่า… อย่างหนึ่งที่แน่ชัดคือ เธอเลือกที่จะไม่พูดเหมือนกัน ซึ่งริวก็ไม่สามารถคาดเดาด้เลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ หรือมีแผนจะทำอะไรกันแน่
หรือว่าแนนโน๊ะอาจจะเป็พวกเดียวกันกับยูริ… เสียงนั้นดังขึ้นในหัวนั่นคือสิ่งที่เขาสงสัย แต่ก็ไม่น่าใช่ เหมือนว่าพวกเธออาจจะเคยเป็เพื่อนกันมาก่อนอย่างที่ยูริพูดจริงๆ นั่นอาจจะเป็เหตุผลที่ยูริไม่ทำร้ายแนนโน๊ะ...ทว่ากลับมีอีกความคิดหนึ่งที่แย้งขึ้นมา ใช่เหรอครับ…
ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรเพิ่ม เสียงออดดังขึ้นตัดความคิดเมื่อครู่ไปในทันที ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของนักเรียนที่กรู่กันเข้ามาในห้องคาบเรียน่บ่ายเริ่มต้นขึ้นตามปกติ ริวนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมห้องเงียบงันเหมือนเดิม แม้รอบข้างจะเต็มไปด้วยเสียงพลิกหนังสือ เสียงลากเก้าอี้และเสียงพูดคุยแ่เบา แต่ทั้งหมดกลับไม่อาจดึงความสนใจของเขาได้เลย
ในคาบสุดท้ายของ่บ่ายครูประจำวิชาจำเป็ต้องไปประชุมด่วนทำให้ในชั่วโมงนี้ กลายเป็ชั่วโมงว่างทันที บรรยากาศเริ่มคลายตัวนักเรียนบางคนลุกเดินไปมาพูดคุยกัน บางกลุ่มมารวมตัวกันแถวโต๊ะของแนนโน๊ะเสียงหัวเราะเบาๆดังเป็ระยะ
ทั้งหมดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ริว้า เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิมสายตาค่อยๆเคลื่อนไปยังหน้าต่างบานใหญ่ด้านข้างมองลงไปยังสนามฟุตบอลที่อยู่เบื้องล่าง ลมยามบ่ายพัดให้ผืนหญ้าไหวเอนเบล็กน้อย แต่แล้วสายตาของเขาก็หยุดนิ่งที่ลู่รอบสนาม ร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งยืนอยู่เพียงลำพัง
ผมหางม้าถูกรวบตึง ผูกด้วยโบว์สีแดงชุดนักเรียนที่เธอสวมดูไม่ต่างจากนักเรียนทั่วไปที่เดินผ่านไปมาในโรงเรียนแห่งนี้ แม้จะอยู่ไกลแต่ริวก็รู้ได้ทันทีว่าเธอคือ ยูริ…
เมื่อรู้แบบนั้นแล้ว พยายามบอกตัวเองว่ามันก็เป็เื่ปกติยูริเองก็เป็นักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้การจะพบเธอใน่เวลากลางวันจึงไม่ใช่เื่แปลกอะไร แต่ยูริในตอนนี้ดูแตกต่างจากทุกครั้งที่เขาเคยพบเธอยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสงบ ราวกับเป็เพียงนักเรียนธรรมดาคนหนึ่ง และนั่นเอง…ที่ทำให้มันน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
ทันใดนั้น ยูริก็เงยหน้าขึ้น สายตาของเธอเคลื่อนมาทางอาคารเรียนอย่างไม่เร่งรีบก่อนจะหยุดลงตรงหน้าต่างบานที่ริวมองออกไป เพียงเสี้ยววินาที ริวรีบหันหน้ากลับเข้ามาให้ห้องทันทีหัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่อาจควบคุมได้ เขาก้มหน้าลงมองโต๊ะเรียนของตัวเองราวกับว่าการซ่อนสายตาเช่นนั้นจะช่วยให้ทุกอย่างปลอดภัยขึ้น และริวไม่รู้เลยว่า ใน่เวลาสั้นๆนั้นเองสายตาของแนนโน๊ะได้หันมามองเขาอยู่เงียบๆ
เธอไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ถามว่าเขาเห็นอะไรและไม่ได้หันไปมองนอกหน้าต่างตาม เพียงแค่มองราวกับว่าเธอรู้อยู่แก่ใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นบรรยากาศในห้องเรียนยังคงดำเนินไปตามปกติ เสียงหัวเราะ เสียงเก้าอี้ขยับเสียงรองเท้ากระทบพื้นดังสลับกันไม่ขาด เพื่อนบางคนยังคุยกันต่อบางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา ส่วนริว ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่มุมห้อง เขาไม่ได้หันไปมองสนามฟุตบอลอีกแต่ภาพของยูริเมื่อครู่ยังคงติดอยู่ในหัว ไม่จางหายไปง่ายๆ
จนกระทั่ง เสียงออดดังขึ้นอีกครั้ง เสียงยาวต่อเนื่องบ่งบอกว่าเวลา 15:30 น. ได้มาถึง คาบเรียนสุดท้ายของวันสิ้นสุดลง นักเรียนในห้องลุกขึ้นเกือบพร้อมกันเสียงพูดคุยดังขึ้นทันที ราวกับทุกคนรอจังหวะนี้มานาน
ริวหยิบกระเป๋า สะพายขึ้นหลังอย่างเงียบๆเขาไม่รีบลุก ไม่รีบเดิน ไม่ใช่เพราะไม่มีที่ไป แต่เพราะไม่อยากไปออกับเพื่อนๆที่หน้าประตูเขานั่งรอที่โต๊ะและมองดูเพื่อนๆทยอยออกจากห้อง ผ่านประตูไปทีละกลุ่ม จนกระทั่งในห้องเหลือคนเพียงไม่กี่คน
เมื่อเห็นว่าทางเดินเริ่มโล่งลงริวลุกขึ้นและเดินออกไปตามหลัง ทางเดินยามเลิกเรียนเต็มไปด้วยนักเรียนที่เร่งรีบ เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะ เสียงฝีเท้าดังก้องไปทั่วอาคาร ริวเดินไปท่ามกลางผู้คน แต่ความคิดเื่ข่าวลือนักเรียนหายก็ยังวนเวียนอยู่ในหัวเขา
ริวรู้ดีว่าความจริงคืออะไร แต่สิ่งที่เขาไม่เข้าใจคือทำไมทุกครั้ง ข่าวเ่าั้ถึงเงียบหายไปในเวลาไม่นาน ไม่มีใครพูดต่อ และไม่มีใครออกมาพูดเลยว่าเจอตัวนักเรียนไหมหรือมีนักเรียนคนอื่น ที่มีส่วนรู้เห็นแต่เงียบ เหมือนเขากับแนนโน๊ะอีกไหม
ถ้านักเรียนทั่วโรงเรียนพูดกันขนาดนี้ มีเหรอครับที่ครูฝ่ายปกครองจะไม่รู้เื่นี้ มันก็เป็ไปไม่ได้…
หลังจากที่ความคิดนั้นทำให้เขานึกถึงสถานที่หนึ่งขึ้นมาเขาจึงคิดว่าจะกลับไปที่ห้องเก็บเอกสารอีกครั้ง
บางที…อาจจะยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอะไรให้บ้าง
แต่ขณะที่เขากำลังจะเลี้ยวลงบันไดไปชั้นล่างสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างหนึ่งที่อยู่ด้านหน้า นั่นคือแนนโน๊ะ เธอเดินอยู่ท่ามกลางนักเรียนคนอื่นๆอย่างไม่เร่งรีบภาพนั้นทำให้ริวชะลอฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
แล้วถ้า… ตอนนั้นยูริมากอีกล่ะ ยิ่งเป็เวลาเลิกเรียนอยู่ด้วย
หัวใจของริวเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แต่เขาสูดลมหายใจเข้ารวบรวมความกล้า แล้วก้าวเดินเข้าไปหา
“แนนโน๊ะครับ”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น แนนโน๊ะหยุดเดินและหันกลับมามอง แววตานั้นยังคงนิ่งสงบเหมือนเคย
“ค่ะ” เสียงตอบรับสั้นๆแต่ชัดเจน
ริวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามออกไป “คุณ… รีบกลับบ้านไหมครับ”
คำถามนั้นออกมาพร้อมน้ำเสียงที่ยังไม่มั่นใจนักแต่แนนโน๊ะกลับยิ้มให้เขาอย่างเป็ธรรมชาติ
“แนนโน๊ะไม่ค่ะ ริวมีอะไรหรือเปล่าคะ”
ริวกลืนน้ำลาย แล้วพูดต่ออย่างช้าๆ “ผมก็…เหมือนกันครับเลยว่าจะชวนคุณ…ไปนั่งเล่นที่ห้องสมุดด้วยครับ…”
แนนโน๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ“อื้ม…ไปค่ะ”
จากนั้นทั้งสองก็เดินไปที่ห้องสมุดด้วยกัน ริวเดินนำไปถึงหน้าห้องสมุด เขาชะลอฝีเท้าแล้วเอื้อมมือไปเปิดประตูค้างไว้
“เข้าไปก่อนเลยครับ”
แนนโน๊ะพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน ประตูปิดลงอย่างเบามือ ภายในห้องสมุดยังคงเงียบสงบ ไม่มีนักเรียนคนอื่นอยู่เหมือนทุกครั้ง
มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนช้าๆส่งเสียงหึ่งเบาๆคล้ายกล่อมให้ความคิดนิ่งลง ริวเดินไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่งในห้อง ส่วนแนนโน๊ะเดินไปที่ชั้นหนังสือใกล้ๆ ปลายนิ้วของเธอไล่ไปตามสันหนังสืออย่างไม่เร่งรีบราวกับไม่มีจุดหมายตายตัว ไม่นานนัก เธอก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา แล้วเดินกลับมานั่งตรงข้ามริวเธอวางหนังสือลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ริวไม่ไปหาหนังสือมาอ่านเหรอค่ะ”
ริวส่ายหน้าเบาๆ“ไม่ครับ…”
แนนโน๊ะพยักหน้ารับรอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก “อ๋อค่ะ แนนโน๊ะนึกว่าริวชวนมาเพราะอยากอ่านหนังสือซะอีก”เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเดิม “แต่… ไม่อ่านก็ไม่เป็ไรค่ะ”
พูดจบแนนโน๊ะก็ยกมือข้างหนึ่งของเธอยกขึ้นเท้าคางท่าทางดูสบายๆ ไม่กดดัน ดวงตาสีเข้มก้มลงอ่านตัวอักษรในหนังสืออย่างตั้งใจ
ริวนั่งนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสายตาของเขาไม่ได้จ้องหนังสือ แต่ความคิดกลับวนเวียนอยู่กับเื่เดิม ข่าวลือนักเรียนหายและแฟ้มข้อมูลที่เขาเจอในห้องเก็บเอกสารวันนั้น สายตานิ่งสงบของคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขากำมือแน่นแล้วสูดลมหายใจเข้า ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา
“แนนโน๊ะครับ...”
แนนโน๊ะเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่นั้นสบกับเขาโดยตรง “ค่ะ”
“คือ… ผมมีเื่อยากเล่าให้คุณฟังครับ”