หลังจากหลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เอยจึงล้างหน้าล้างตาเพื่อลบร่องรอยความอ่อนแอ พยายามปรับสีหน้าให้กลับมาเป็ปกติเพื่อรอพบอาจารย์ตามนัดหมายเื่โปรเจกต์ละครเวที
“อลิสา... เื่งบประมาณและการจัดการรอบการแสดงสำหรับละครนิพนธ์ (Thesis Play) ของเธอ อาจารย์หาที่ปรึกษามาช่วยดูแลให้แล้วนะ”
เสียงของอาจารย์หัวหน้าภาควิชาดังขึ้นทำลายความเงียบ
เอยที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนขอบเวทีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบขานรับ
“ขอบคุณค่ะอาจารย์... ว่าแต่ ใครเหรอคะ?”
“ผมเองครับ” น้ำเสียงทุ้มที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจดังมาจากเงามืดด้านหลังแถวที่นั่งคนดู
ในฐานะนักศึกษาปริญญาโทคณะบริหารควบตำแหน่งทายาทธุรกิจหมื่นล้าน การที่เขาอาสาลงมาช่วยโปรเจกต์ละครเล็กๆ ของนักศึกษาปีสี่ จึงเป็เื่ที่น่าใเสียจนเอยเกือบจะเสียการทรงตัวตกเวที
"คุณวิน?"
"เรียกว่าที่ปรึกษาก็ได้ครับ ถ้าในเวลาทำงาน" วินยิ้มจางๆ
"ผมมองเห็นศักยภาพในบทละครของคุณ แต่มันยังขาด กลยุทธ์ ที่จะทำให้คนยอมเสียเงินซื้อตั๋วมาดูความเ็ปของผู้หญิงคนหนึ่ง"
อาจารย์ยิ้มอย่างพอใจก่อนจะขอตัวทิ้งให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพังในโรงละครที่เงียบสงัด วินเดินขึ้นมาบนเวที เขานั่งลงขอบเวทีเคียงข้างเธอ
"มาเริ่มกันที่เลยไหมครับ" วินเอ่ยพลางหยิบสคริปต์ละครในมือเอยขึ้นมาเปิดอ่าน
"ตัวละครเอกที่คุณเขียน... ผู้หญิงที่ยอมเป็เงาให้ผู้ชายที่เธอรัก เธอเป็ตัวเอกที่แย่มากนะ"
เอยขมวดคิ้ว "ทำไมคะ? เธอทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุข นั่นไม่ใช่ความรักเหรอ?"
วินวางสคริปต์ลงบนตักอย่างช้าๆ ก่อนจะหันมาสบตาเอยด้วยสายตาที่ว่างเปล่าจนน่าใจหาย
“ความรักที่ทำลายมูลค่าของตัวเอง ไม่เรียกความรักหรอกครับ... เขาเรียกว่าการกุศลที่ไม่มีใคร้า”
เอยนิ่งอึ้งไป คำพูดของเขาคมจนเธอรู้สึกเจ็บขึ้นมา
“ในโลกของธุรกิจ ถ้าคุณเอาสินค้าที่ดีที่สุดไปวางไว้ในที่ที่ไม่มีใครมองเห็น หรือแจกฟรีให้คนที่ไม่เห็นค่า สินค้านั้นก็จะกลายเป็ขยะทันที” วินใช้ปลายนิ้วเคาะที่กระดาษ
“นางเอกของคุณกำลังทำแบบนั้น เธอทุ่มเทจนตัวเองไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ศักดิ์ศรี... แล้วคุณคิดว่าคนดูจะ อินกับตัวละครที่รังแกตัวเองได้เหรอครับ?”
“แต่นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นกับหลายคนนะคะ...” เอยพยายามแย้ง เสียงของเธอสั่นเครือ
“บางครั้งเราก็แค่หวังว่าสักวัน... เขาจะหันมามอง” วินเตือนสติ
“การรอคอยโดยไม่มีกำหนด คือความล้มเหลวครับเอย” วินขยับตัวเข้ามาใกล้
“คุณเขียนบทนี้ด้วยน้ำตาผมดูออก แต่นับจากวันนี้ ผมจะสอนให้คุณแก้บทนี้ด้วยสมอง... คุณต้องทำให้นางเอกคนนี้มีค่าพอที่คนจะแย่งชิง ไม่ใช่รอให้ใครมาเวทนา”
วินโน้มตัวลงมาสบตาเอย ั์ตาของเขาคมราวกับมองทะลุเข้าไปในความคิดของเธอ
"ในชีวิตจริงของคุณตอนนี้... คุณกำลังเล่นบทอะไรอยู่ครับเอย? ตัวประกอบ หรือ ของตาย ที่ไม่มีชื่อในเครดิตท้ายเื่?"
คำถามนั้นเหมือนเข็มที่แทงทะลุหัวใจ เธอสั่นสะท้านไปทั้งตัว
"เอย... เอยแค่ทำตามสัญญา" เอยเอ่ยเสียงสั่นเครือ น้ำตาเหมือนจะแห้งเหือดไป เริ่มเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง
"สัญญาที่เขียนขึ้นฝ่ายเดียว คือสัญญาทาสครับ ไม่ใช่ความรัก" วินพูดอย่างตรงไปตรงมา
"เลิกสวมบทบาทที่คนอื่นเขียนให้ได้แล้ว เริ่มเขียนบทของตัวเองซะ... บทที่ผู้ชายอย่างผม หรือใครก็ตาม ต้องยอมศิโรราบเพื่อจะได้เป็พระเอกของคุณ"
ครืด... ครืด... ครืด...
โทรศัพท์ในกระเป๋าของเอยสั่นรัว ชื่อของ 'Pheem' กะพริบวาบบนหน้าจอไม่หยุด ภีมโทรมาเป็ครั้งที่ห้าแล้วในรอบสิบนาที
วินเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ของเธอแล้วเลิกคิ้วขึ้นถาม
"ไม่รับสายเหรอครับ?"
เอยมองโทรศัพท์ สลับกับมองหน้าวิน เธอรู้ดีว่าภีมโทรมาทำไม... คงเป็เื่บทสารภาพรักที่ภีมจะเอาไปขอน้ำหวานเป็แฟน หรือไม่ก็เื่ที่เขาอยากให้เธอไปช่วยจัดสถานที่สารภาพรักในวันพรุ่งนี้
"ไม่ค่ะ... ตอนนี้เอยกำลังประชุมกับที่ปรึกษาอยู่"
เอยตัดสินใจคว่ำหน้าจอลงบนพื้นเวที เป็ครั้งแรกในรอบสิบปีที่เธอเลือกที่จะเพิกเฉยต่อเสียงเรียกโทรศัพท์จากภีม
วินยิ้มกว้างขึ้น เป็รอยยิ้มที่ดูพึงพอใจอย่างที่สุด "ดีครับ... เริ่มต้นบทเรียนได้ดีมาก"
————————
อีกฟากหนึ่งของมหาวิทยาลัย...
ภีมเตะล้อรถ Ducati ของตัวเองด้วยความหงุดหงิด เขายืนถือโทรศัพท์ค้างไว้ แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและหัวเสีย
"เป็บ้าอะไรของมันวะ ปกติโทรสายเดียวก็รับแล้วนี่นา" ภีมสบถ
เขาเพิ่งจะเลือกแหวนให้น้ำหวานเสร็จ และ้าให้เอยช่วยดูว่ามันจะเหมาะกับน้ำหวานไหม หรือให้เอยช่วยถ่ายรูปแหวนลงสตอรี่แบบเก๋ๆ ให้หน่อย แต่เอยกลับหายเงียบไป
เขาเดินวนไปวนมาด้วยความรู้สึกหัวเสีย เพราะทุกครั้งที่เขามีปัญหา ทุกครั้งที่เขา้าความช่วยเหลือ เอยจะอยู่ที่นั่นเสมอ
"ติดประชุมกับใครวะ คณะนิเทศฯ มีประชุมอะไรตอนมืดๆ ค่ำๆ" ภีมบ่นกระปอดกระแปด
ใจหนึ่งเขาก็ห่วง ใจหนึ่งเขาก็โกรธที่ ของตาย ของเขาเริ่มมีความลับ และเริ่มทำตัว ไม่เหมือนเดิม
เขามองเข้าไปในแอปฯ ไลน์ เห็นข้อความล่าสุดของเอยที่ตอบกลับมาสั้นๆ ว่า
EUY: “ติดประชุมกับที่ปรึกษาอยู่ เื่ละครนิพนธ์ เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ”
"ที่ปรึกษาหรอ? เป็ใครกันว่ะ" ภีมขบกรามแน่น ความรู้สึกหวงก้างเริ่มทำงาน
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องรู้สึกร้อนรุ่มขนาดนี้ ทั้งที่เอยก็เป็แค่ เพื่อนรัก คนหนึ่งเท่านั้น
ภีมตัดสินใจคว้าหมวกกันน็อกขึ้นมาสวม เขาไม่สนว่านี่คือเวลาเลิกเรียนหรือเป็่เวลาส่วนตัวของใคร ในหัวของเขามีเพียงคำถามเดียวคือ ใคร ที่กล้ามาดึงความสนใจของเอยไปจากเขา
“เดี๋ยวได้รู้กันว่าที่ปรึกษาหน้าไหนมันสำคัญกว่าข้า”
เสียงเครื่องยนต์ Ducati คำรามลั่นก่อนจะทะยานออกจากลานจอดรถวิศวะ มุ่งหน้าสู่ตึกคณะนิเทศศาสตร์ด้วยความเร็วที่บ่งบอกถึงอารมณ์คุกกรุ่น
———————-
ณ โรงละคร คณะนิเทศศาสตร์
“คุณทำได้ดีกว่าที่ผมคิดนะอลิสา” วินเอ่ยพลางพลิกหน้าสคริปต์ที่เอยเพิ่งขีดฆ่าบทพูดเดิมๆ ทิ้งไป
“การตัดความลังเลออกไป คือก้าวแรกของการเป็ผู้กำกับ... ทั้งในละครและในชีวิตจริง”
“เอยแค่รู้สึกว่า... พอเลิกคาดหวังว่าใครจะมาดูละคร ทุกอย่างมันก็ดูง่ายขึ้นค่ะ” เอยตอบพลางสบตากับวิน รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าเธอเริ่มมีความมั่นใจเคลือบแฝงอยู่
ปัง!
เสียงประตูโรงละครถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงจนก้องไปทั่ว แสงไฟจากภายนอกสาดเข้ามาเห็นเงาของชายหนุ่มในชุดช็อปวิศวะที่ยืนหอบหายใจหนักๆ ภีมกวาดสายตามองฝ่าความสลัวเข้าไปจนเห็นร่างของหญิงสาวที่เขาตามหา...
“เอย! ทำไมไม่รับสายข้า!” ภีมะโก้อง เดินจ้ำอ้าวเข้ามาที่หน้าเวทีโดยไม่สนใจชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ข้างเธอ
“รู้ไหมว่าข้ารอแกดูเื่แหวนนานแค่ไหน แล้วนี่ใคร...”
ภีมหยุดกะทันหัน เมื่อวินะโจากขอบเวทีลงมายืนเต็มความสูง ใบหน้าคมคายและมาดนักธุรกิจของวิน ทำให้ภีมรู้สึกเหมือนถูกข่มด้วยรัศมีบางอย่าง
วินไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคือง เขาเพียงแค่จัดปกเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งที่ทำให้คนฟังรู้สึกตัวเล็กลงทันที
“ผมคือที่ปรึกษาของคุณอลิสาครับ... และตอนนี้เรากำลังอยู่ในเวลาทำงานที่ สำคัญ มาก รบกวนคุณช่วยลดเสียงลง หรือไม่ก็ช่วยรออยู่ข้างนอก จนกว่าเราจะประชุมกันเสร็จด้วยครับ”
ภีมขบกรามจนเป็สันนูน เขาหันไปมองเอย หวังจะให้เธอพูดอะไรสักอย่างเหมือนทุกครั้งที่เขามาตาม แต่เอยกลับนั่งนิ่ง เธอไม่ได้รีบร้อนลุกขึ้นมาเกาะแขนเขาหรือขอโทษอย่างที่เคยเป็
“เอย... นี่แกเห็นคนอื่นสำคัญกว่าข้าเหรอวะ?” ภีมถามเสียงสั่นด้วยความโมโห
“เอยไม่ได้เห็นใครสำคัญกว่าใครอ่ะภีม” เอยตอบด้วยเสียงนิ่งๆ
“เอยแค่เห็นว่า งานของเอย สำคัญกว่า เื่ส่วนตัวของภีม เท่านั้นเอง... ถ้าภีมรีบ ก็ไปจัดการเองก่อนได้เลยนะ เอยไม่ว่างจริงๆ”
ภีมยืนอึ้งเหมือนถูกตบหน้ากลางโรงละคร ภีมยืนกำหมัดแน่นจนสั่นสะท้านไปถึงหัวไหล่
“เออ! อยากทำงานนักก็เชิญ!” ภีมตะคอกใส่
ภีมสะบัดหน้าหนีแล้วเดินกระแทกส้นเท้าออกไปทางเดิม เสียงประตูบานใหญ่ถูกผลักออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
เอยถอนหายใจยาว ไหล่ที่เคยตั้งตึงค่อยๆ ลู่ลงด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก มันมีความเสียใจปนอยู่นิดๆ ตามสัญชาตญาณของคนที่ผูกพันมาสิบปี แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่ากลับเป็ความ โล่งใจ ที่เกิดขึ้น
"เป็ไงบ้างครับ?" วินที่นิ่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น
เอยเงยหน้าสบตากับเขา แววตาของเธอสั่นระริกแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด
"แปลกดีนะคุณวิน... เอยคิดมาตลอดว่าถ้าวันหนึ่งภีมโกรธเอยขนาดนี้ เอยคงจะขาดใจตายไปแล้ว"
"แล้วตอนนี้ล่ะ?" วินถามต่อ
"ตอนนี้... เอยรู้สึกเหมือนเพิ่งสอบวิชายากๆ ผ่านค่ะ" เอยยกยิ้ม
"ขอบคุณนะคะที่ช่วยยืนอยู่ข้างๆ เมื่อกี้"
วินไม่ได้ตอบเป็คำพูด แต่เขาเลื่อนแฟ้มงบประมาณมาตรงหน้าเธอ แล้วใช้นิ้วเคาะเบาๆ ที่กระดาษ
"งั้นก็ตั้งใจสิครับ อย่าให้การลงทุนครั้งนี้สูญเปล่า ความโกรธของคนอื่นไม่มีมูลค่าเท่ากับความสำเร็จของคุณหรอก"
เอยพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น เธอหยิบปากกาขึ้นมาจดรายละเอียดที่วินแนะนำต่อ….