ในยามเช้าของวันรุ่งขึ้น เหล่าศิษย์ทั้งหลายภายในสำนักพากันตื่นขึ้นมาเพื่อดำเนินชีวิตไปตามวันเวลาของตน ในขณะที่วันนี้เป็วันสำคัญของพวกเขา วันที่จะคัดเลือกผู้ที่จะได้รับตำราขั้นสูงสุดของสำนักเพื่อนำไปฝึก การทดสอบนั้นเป็ไปตามขั้นตอนก็คือ จำนวนศิษย์ภายในสำนักกว่าหกร้อยคนทั้งชายและหญิง จะต้องเข้าทดสอบสามอย่าง ในแต่ละอย่างจะคัดผู้เหลือรอดให้น้อยที่สุดด้วยกฎของการทดสอบที่เข้มข้น
แต่ถึงอย่างนั้น ดูเหมือนฟู่ถังจะไม่ได้สนใจเื่สำคัญภายในวันนี้เลยถึงแม้เขาเองจะต้องลงทดสอบด้วยก็ตามที จากที่เคยตั้งใจว่าจะทำมันให้สำเร็จ แต่ตอนนี้ฟู่ถังกลับตั้งความสำคัญใหม่นั้นก็คือการรีบๆเข้ารับการทดสอบและออกมาให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ไปสอนหลินเอ๋อให้อ่านหนังสือออก
“แม่นางหลินเอ๋อ”ในขณะที่กำลังจะเดินไปยังสนามสอบก็พบเข้ากับหลินเอ๋อที่กำลังเดินชมสถานที่โดยมีหลินเฟยและเทียนเปาเดินตามมาด้วยข้างๆ เมื่อได้ยินก็หันไปมองผู้ที่เรียกหาตน
“ท่านบัณฑิต”กล่าวเรียกกลับพร้อมยิ้มให้ทำเอาอีกฝ่ายที่กำลังเดินเข้ามาหาแทบหยุดชะงัก
“แม่นางมาทำอะไรที่นี้งั้นเหรอ”เอ่ยถามก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของนาง
“ข้าพาเด็กๆออกมาเยี่ยมชมสถานที่ของสำนักน่ะ หวังว่าคงจะไม่ได้ก่อกวนสำนักของท่านใช่ไหม?”ชายหนุ่มพยักหน้าและยิ้มรับ
“แม่นางไม่ต้องกังวล จะเดินชมมากแค่ไหนก็ได้”
“แล้วนี่ท่านบัณฑิตจะไปไหนงั้นเหรอ ถือข้าวของเต็มไม้เต็มมือเลย”กล่าวถามพร้อมมองกล่องไม้ใบใหญ๋ในมือทั้งสองของฟู่ถัง
“อ๋อ พอดีวันนี้จะมีการทดสอบเหล่าบัณฑิตของสำนักน่ะ แม่นางสนใจจะไปดูไหม”
“ข้าไปดูได้เหรอ?”ฟู่ถังพยักหน้าตอบกลับทันที หลินเอ๋อไม่ค่อยแน่ใจนักจึงได้หันไปขอความเห็นจากเทียนเปา
“ไปเถอะท่านแม่ ข้าเองก็อยากเห็นเช่นกันว่าที่นี่เขาเรียนกันยังไง”เทียนเปาตอบกลับผู้เป็แม่ นางจึงหันกลับมาตอบตกลงที่จะไปร่วมชมการทดสอบด้วย ไม่รอช้าฟู่ถังพานางไปยังสนามทดสอบทันที
อีกด้านหนึ่ง
เพราะเมื่อคืนแทนที่จะดื่มชากลายเป็ว่าทั้งชิงหลงและท่านเ้าสำนักยกเหล้าชั้นยอดมาซดกันซะเมาจนแทบจะกลับจวนกันไม่ได้แต่สุดท้ายก็ถึงที่พัก เช้านี้พอตื่นมาจึงมีอาการมึนหัวอย่างแรงจนต้องอาศัยวิชาสกัดจุดเพื่อช่วยให้ควบคุมสติได้ดีขึ้น
จัดการอาบน้ำแต่งตัวเนื้อแต่งตัวเสร็จจึงได้ออกมาจากจวนพัก และจะไปยังสนามทดสอบเนื่องด้วยเมื่อคืนก่อนลาจากท่านเ้าสำนักได้เชิญเขาเอาไว้ล่วงหน้าว่าให้ไปร่วมเป็ประธานในการทดสอบครั้งนี้
ในขณะที่กำลังเดินไปตามถนนพื้นปูนอย่างดี ชิงหลงเห็นมู่จินที่ดูเหมือนกำลังจะออกจากจวนพักของนางเพื่อไปยังสนามทดสอบด้วยเช่นกัน และนางเองก็เห็นเขาแล้วด้วยเมื่อหันกลับมามอง
“ท่านชิงหลง”กล่าวทักทายพร้อมประสานมาคารวะอย่างนอบน้อม
“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ ว่าแต่เ้าจะไปสนามทดสอบเช่นกันหรือไง”
“ท่านเองก็จะไปงั้นเหรอ?”ชิงหลงพยักหน้าตอบกลับ”ถ้าเช่นนั้นข้าขอร่วมเดินไปด้วยก็แล้วกัน”
“ยินดี”แล้วทั้งสองก็เดินทางไปยังสนามทดสอบด้วยกัน ในระหว่างทางทั้งคู่คุยกันถึงหลายๆเื่ มู่จินเมื่อยิ่งได้คุยกับท่านผู้เฒ่านางก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีความคิดและความอ่านที่น่าทึ้งกว่าที่นางรู้จักมาจากตำรา บันทึกพวกนั้นเกี่ยวกับอีกฝ่ายดูเหมือนจะยังไม่ได้เกินครึ่งของตัวตนจริงๆของชายที่เดินอยู่ข้างๆนางด้วยซ้ำ
“ข้าต้องลงไปยังสนามทดสอบแล้ว”เมื่อเดินทางถึงลานกว้างซึ่งถูกตั้งโต๊ะขนาดเล็กสำหลับเขียนหนังสือเอาไว้จำนวนมาก มู่จินกล่าวกับชิงหลง
“โชคดีนะ”อวยพรให้อีกฝ่ายก่อนที่นางจะยิ้มรับแล้วเดินจากไป ชิงหลงมองไล่หลังนางอย่างพิเคราะห์ ก่อนจะละสายตาจากนางมองไปยังสถานที่ซึ่งถูกจัดไว้รอเขาเรียบร้อยแล้ว ไม่รอช้ารีบเดินไปทันที
หลินเอ๋อและลูกๆตามมาทีหลังยังที่ๆชิงหลงอยู่หลังแยกทางกับฟู่ถัง ในตอนนี้ดูเหมือนศิษย์ของสำนักจะมากันครบแล้วและพวกเขาก็พร้อมกันเอามากๆ
“ข้ามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศให้กับเหล่าศิษย์ของสำนักหมู่ตึกบัณฑิตของเราได้ทราบว่า การทดสอบเพื่อหาผู้ที่จะมารับสุดยอดตำราทั้งหกแขนงของสำนักไปฝึกฝนและนำมันมาใช้เพื่อบำรุงและสร้างสำนักของเราให้เป็ฯที่รู้จักมากขึ้นไปอีก”เสียงของท่านเ้าสำนักกล่าว ดังกึกก้องไปทั่วพื้นที่
“การทดสอบจะมีด้วยกันสามขั้น ในแต่ละขั้นจะคัดศิษย์จำนวนเจ็ดร้อยคนให้ลดลงไปเรื่อยๆจนถึงขั้นสุดท้ายจะมีเพียงแค่สิบคนเท่านั้น และเมื่อขั้นสุดท้ายผ่านพ้นจะเหลือเพียงหกคนที่ผ่านการทดสอบ รับมอบตำราเพื่อนำไปศึกษา”กล่าวพร้อมผายมือไปยังกลุ่มอาจารย์ทั้งหกที่กำลังยืนถือตำราจำนวนหกเล่ม ต่างสีแต่ขนาดเดียวกันและตัวหนังสือบนตำราก็บ่งบอกถึงสายวิชาของตัวมัน
“การทดสอบแรกคือการตอบปัญหา เชิญท่านอาจารย์ผู้คุมการทดสอบ”กล่าวจบก็หลีกทางให้ท่านอาจารย์ผู้คุมสนามทดสอบได้ออกมาอธิบายการทดสอบแรก
“การทดสอบแรกคือการตอบปัญหา คำถามจะมีเพียงหนึ่งคำถามเท่านั้น ขอให้ทุกๆคนใช้สติปัญญาคิดและแยกแยะหาสิ่งที่พวกเ้าได้เรียนมา ใช้มันให้เป็ประโยชน์ หากพร้อมแล้วเปิดปัญหาได้!!”สิ้นเสียง เสาร์ไม้ขนาดใหญ่และยาวถูกตั้งขึ้นและที่ปลายสุดของมันมีม้วนกระดาษติดอยู่
พรึบบบ!!
เมื่อเชือกที่ใช้มัดถูกตัดออก ม้วนกระดาษขนาดใหญ๋ก็กลิ่งลงมาปรากฏตัวหนังสือที่ถูกเขียนขึ้น มันคือปัญหาของขั้นแรกซึ่งศิย์ทุกคนเห็นเหมือนกัน ชิงหลงเงยหน้ามองคำถามที่ถูกตั้งขึ้น
‘ยอดอัญมณีแห่งทะเลตงไห่หาสุดสิ่งใดเทียม ดาวทั้งแปดดุจคัมภีร์มีแข็งแกร่งมีอ่อนไหว’
“จงตอบว่ามันคืออะไร รูปร่างหน้าตาเป็อย่างไร ถูกสร้างขึ้นเมื่อใดและโดยใคร ในดาวทั้งแปดประกอบด้วยอะไร มีเวลาถึงเที่ยงวัน!”สิ้นเสียงเหล่าศิษย์ทั้งหลายจึงหยิบเอาพูกันขึ้นมาแล้วก้มหน้าก้มตาเขียนคำตอบทันที
หลินเอ๋อเงยหน้ามองป้ายขนาดใหญ่ที่มีตัวหนังสือเขียนเอาไว้แต่นางอ่านไม่ออก จึงได้สะกิดแขนชิงหลงเบาๆทำให้เขาหันกลับมามองอย่างสงสัยและเอ่ยปากถาม
“อะไรของเ้า?”
“ข้าอ่านไม่ออก ท่านช่วยอ่านให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่?”หลินเอ๋อกล่าวพร้อมชี้ไปที่แผ่นป้าย ท่านเ้าสำนักที่นั่งอยู่ข้างๆชิงหลงหัวเราะเบาๆ
“ให้ข้าเป็คนอ่านให้นางฟังก็แล้วกันนะ”ชิงหลงพยักหน้าตอบกลับ”บนป้ายเขียนเอาไว้ว่า ยอดอัญมณีแห่งทะเลตงไห่หาสุดสิ่งใดเทียม ดาวทั้งแปดดุจคัมภีร์มีแข็งแกร่งมีอ่อนไหว เป็คำถามที่ถูกถอดออกมาจากตำราที่เขียนอธิบายถึงอาวุธอันแสนวิเศษจากหนึ่งในห้าอาวุธเซียน”
กึก!
ยังไม่ทันที่หลินเอ๋อจะได้กล่าวอะไรเทียนเปาที่นั่งหยอกล้อกับหลินเฟยในตอนแรกเมื่อได้ยินคำถามเหมือนนางจะรู้คำตอบจึงได้สะกิดผู้เป็แม่ทันที หลินเอ๋อหันกลับมามองอย่างสงสัย
“มีอะไรงั้นเหรอเทียนเปา”
“ท่านแม่ ข้าว่าข้ารู้คำตอบของคำถามนี่”แล้วความอยากรู้ของหลินเอ๋อก็ะเิออกทันที นางหันมาสนใจบุตรสาวคนโของนางในที่สุด
“บอกแม่ได้หรือไม่”เทียนเปาพยักหน้ารัวๆก่อนจะเริ่มกล่าวบอก
“ท่านแม่จำกระบี่ที่ก่อนหน้าข้าเคยขอให้นำมาแลกกับหลินเฟยได้หรือไม่”หลินเอ๋อพยักหน้าตอบกลับ”คำถามนี้กำลังกล่าวถึงมัน”เมื่อรู้คำตอบแรกหลินเอ๋อนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะถามถึงคำถามที่เหลือ
“ช่วยอธิบายให้แม่ฟังหน่อยนะเทียนเปา”
“อื้ม มันมีชื่อว่ากระบี่มุขแปดทิศหรือที่ทุกคนมักจะเรียกกันว่า กระบี่แปดดารา สาเหตุของชื่อก็เพราะมุขที่ถูกฝังเอาไว้บนตัวกระบี่เป็มุขวิเศษที่ถูกหาเจอโดยยอดช่างทำกระบี่ เหลียงหนานเสี่ยว ถูกสร้างขึ้นเมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้วโดยจุดประสงค์ของมันที่ถูกสร้างขึ้นก็เพราะเหลียงหนานเสี่ยวมีบุตรสาวคนหนึ่ง”เทียนเปาเริ่มเล่าเื่ราวของกระบี่ที่หลินเอ๋อ
“บุตรสาวของเขาได้เข้าไปอยู่ในสำนักง๊อไบ๊อย่างเต็มตัวและได้เป็ศิษย์เอกของสำนัก นางมีรูปโฉมที่งดงามอีกทั้งยังเป็คนฉลาดเฉลียว มีไหวพริบดี แต่วิชาที่นางเรียนส่วนใหญเป็ฝ่ามือ เหลียงหนานเสี่ยวอยากให้นางได้ใช้วิชากระบี่เหมือนกับจอมยุทธผู้โด่งดังคนอื่นๆจึงได้สร้างกระบี่แปดดาราขึ้นมาโดยอาศัยความโดดเด่นของบุตรสาวในการสร้าง”
ในขณะที่กำลังนั่งฟัง หลินเอ๋อนึกย้อนไปถึงิญญาหญิงสาวที่นางได้พบทันที แต่ยังไม่ค่อยมั่นใจนักจึงได้ตั้งใจฟังบุตรสาวคนโตเล่าต่อ
“ว่ากันว่า เหลียงหนานเสี่ยวออกทะเลตงไห่เพียงลำพังตามหายอดอัญมณีอันเป็ตำนานของพื้นที่ มุขที่มีความสวยงามและสีสันที่ชวนให้หลังไหล อีกทั้งยังความพิเศาของพวกมัน ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะตามรวบรวมได้ครบทั้งแปดเม็ดก่อนจะนำกลับมา ข้าจำได้ว่าตัวกระบี่ทำจากหินอุกาบาตร ซึ่งมีน้ำหนักเบาและพลิ้วไหวเป็อย่างมาก ทนต่อความร้อนและดูดซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม”
“ถ้าเช่นนั้นเขาตีมันเป็กระบี่ได้เช่นไรกันหากมันทนต่อความร้อน”หลินเอ๋อถามขึ้นอย่างสงสัย
“นี่แหละคือความพิเศษของมันที่เหลียงหนานเสี่ยว้า เขาไม่ได้สร้างมันจากความร้อนของไฟ หากแต่เขาใช้ความอบอุ่นของไอน้ำจากการหุงข้าวในการขึ้นรูปมัน ฟังดูอาจจะเกินจริงแต่เขาทำเช่นนั้นจริงๆ ตำกระบี่จึงไม่เป็สีเงินหรือสีดำ”
“แล้วยังไต่อ”
“หลังจากนั้นเหลียงหนานเสี่ยวก็นำมุขทั้งแปดฝังเข้าไปในตัวของกระบี่ มีคนกล่าวว่ามุขพวกนั้นเมื่อถูกนำมาเรียงกันเป็รูปกลุ่มดาวหญิงสาวบนตัวกระบี่ทำให้พวกมันหมดสีสันแห่งความงดงามไปในทันที แต่เหลียงหนานเสี่ยวรู้ถึงข้อนั้นและเขาตั้งใจจะให้มันเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว”
“หากเป็เช่นนั้นทำไมยังมีคนเรียกมันว่ากระบี่แปดดาราอยู่อีกล่ะ ในเมื่อมันไร้ซึ่งความสวยงามของสีสันจากมุขทั้งแปด”
“นี่แหละคือคำตอบของคำถามต่อไป ในดวงดาวทั้งแปดมีอะไร”เทียนเป่าทวนคำถามสุดท้ายก่อนจะเริ่มเล่าต่อ
"หลังจากสร้างสุดยอดกระบี่ขึ้นมาสำเร็จเขาเรียกบุตรสาวของตนมารับมันเพื่อไปใช้งานซึ่งนางก็มารับ เหลียงหนานเสี่ยวกล่าวบอกกับนางว่า ให้นางนำเอาสุดยอดเคล็ดวิชาแปดอย่างมาฝึกโดยมีข้อแม้ว่าแต่ละวิชาต้องเป็วิชากระบี่เท่านั้น และจะต้องฝึกใน่กลางคืนไร้ซึ่งผู้คน คืนเว้นคืน”
“นางทำตามคำของผู้เป็พ่อ”หลินเอ๋อกล่าวเมื่อรู้เข้าและเทียนเปาก็ยิ้มก่อนจะพยักหน้า”แล้วนางฝึกวิชาอะไรงั้นเหรอ”
“จากที่ได้ฟังมา วิชาทั้งแปดล้วนไม่ใช่วิชาของสำนักที่นางอาศัยอยู่ทั้งสิ้น อันที่จริงมันไม่ใช่วิชาของสำนักใหญ่ๆด้วยซ้ำไปหากแต่นางได้มาจากสหายลึกลับของนางที่ไม่มีใครรู้จักหรือเคยพบเจอมาก่อน”
“มีวิชาอะไรบ้าง”
“ข้าจะบอกให้ฟัง วิชาแรกกระบี่หมึก”ได้ยินชื่อวิชาแรกก็ทำเอาหลินเอ๋อชะงักไป มันคือวิชาที่นางกำลังฝึกอยู่นี่นา”วิชาที่สองเพลงกระบี่กิ่งั วิชาที่สามเจ็ดเซียนจุติ วิชาที่สี่กระบี่เงา วิชาที่ห้ากระบี่ไร้รัก วิชาที่หกกระบี่มัจจุราช วิชาที่เจ็ดบทเพลงสั่งตาย และวิชาสุดท้ายดอกไม้ร่วงโรย”
“แต่ละวิชา จากชื่อแม่ว่าน่าจะไม่ธรรมดาทั้งนั้นเลย”
“ที่ไม่ธรรมดาคือสามวิชาที่ข้ากำลังจะบอกต่อจากนี้ต่างหากล่ะท่านแม่ สามในแปดวิชากระบี่เป็เคล็ดวิชาที่ยากจะต่อกรเอามากๆหากถูกใช้ ที่น่ากลัวน้อยที่สุดของทั้งสาม วิชาเจ็ดเซียนจุติเพราะเมื่อใช้จะเปรียบเหมือนว่าผู้ใช้ได้อัญเชิญเซียนกระบี่ทั้งเจ็ดมาร่วมสู้ด้วยและถ้าข้าเป็ศัตรูของท่านแม่ คงต้องหนีเป็แน่”
“แบบนั้นก็ดีเช่นกันนะ”
“วิชาที่สองเป็กลางระหว่างเบาสุดและหนักสุด วิชาบทเพลงสั่งตาย เป็วิชาที่จะเน้นการไล่ล่าและโจมตีต่อเนื่องเป็หลัก คิดง่ายๆคือเมื่อใช้กระบวนท่าใดกระบวนท่าหนึ่งการโจมตีในครั้งนั้นจะไม่หยุดจนกว่ากระบี่จะได้ดื่มเืของอีกฝ่ายจำนวนห้าหน แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับวิชานี้มักอยู่ไม่ถึงหนที่สามทุกรายไป”
“แค่ชื่อก็ทำนายอนาคตแล้ว”
“และสุดท้าย อันนี้ข้าชอบมากทั้งชื่อและความสามารถของมัน”เทียนเปากล่าวอย่างตื่นเต้นและปลื้มใจ”กระบี่ไร้รัก”
“เป็ชื่อที่แปลกมาก”
“ใช่ วิชานี้มีเื่เล่าว่ามันเกิดจากนางรำในหอนางโรมแห่งหนึ่งเกิดตกหลุมรักกับคุณชายจากเมืองหลวง แต่นางถูกลวงหลอกจากชายอันเป็ที่รัก จึงได้คิดค้นวิชานี้ขึ้นมา อารมณ์ในการใช้คิดค้นในตอนนั้นคือความสิ้นรักและตัดขาดเยื่อใยอันดีที่มีต่อกัน วิชานี่ความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่กระบวนท่าที่หก ตัดขาดสายใย เมื่อใช้มันผู้ใช้จะไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิดใดๆเป็เหมือนร่างไร้ิญญา จู่โจมเร็วไร้ความปราณี และกระบวนท่าที่สองซึ่งเป็หัวใจสำคัญของวิชานี้ ไร้ใจ เมื่อใช้แล้วจะทำให้คมของกระบี่ตัดผ่าทุกอย่างได้ในเพียงการฟันเพียงครั้งเดียว”
ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่ากลัวของเหล่าวิชาในกระบี่ที่ตนอยู่ ทว่าเทียนเปายังไม่หยุดเล่านางจึงยังตั้งใจฟังต่อไปอีก
“และนี่คือทั้งหมดของกระบี่แปดดารา อัญมณีแห่งตงไห่ที่ท่านแม่สุดสวยของข้าเทียนเปาอยู่ไง”พูดพร้อมยิ้มหวานให้กับผู้เป็แม่ก่อนจะออดอ้อนด้วยการเอาหัวทุยๆเข้าไปซุกที่อกของหลินเอ๋อ นางได้แต่เอ็นดูเทียนเปาพร้อมลูบหัวของอีกฝ่ายเบาๆ แต่ในขณะเดียวกันภาพเหตุการณ์ของิญญาหญิงสาวที่นางได้พบเมื่อไม่นานมานี้ในขณะเดินทาง กำลังทำให้หลินเอ๋อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกๆ
“เทียนเปา เ้าบอกว่าเ้ารู้จักกระบี่แปดดาราดีใช่หรือไม่”เอ่ยถามแบบกระซิบ อีกฝ่ายพยักหน้าตอบทันที
“ท่านแม่มีอะไรงั้นเหรอ?”
“คือแม่อยากจะถามว่า......”ยังไม่ทันจะได้ถามถึงสิ่งที่คาใจ เสียงของชิงหลงก็ดังขึ้น
“พรุ่งนี้ข้าอยากให้หลินเอ๋อได้เข้าห้องจิตแห่งบัณฑิตใน่เช้าเลย ท่านเ้าสำนักมีความคิดเห็นเช่นไร”เรียกเอาความสนใจของหลินเอ๋อให้ต้องหันไปมองทันที
“หากท่านาุโประสงค์เช่นนั้นข้าก็ยินดี เดี๋ยวข้าจะให้คนไปจัดสถานที่ไว้รอรับในวันพรุ่งนี้ ให้นางเตรียมตัวให้พร้อมเป็พอ”
พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่นางจะต้องห่างจากเทียนเปาและหลินเฟยบุตรสาวอันเป็ที่รักทั้งสองของนาง หันกลับมามองบุตรสาวของตนก่อนจะก้มลงจูบหน้าผากของพวกนางทั้งสองอีกหน
พรุ่งนี้ก็ต้องอยู่ห่างพวกนางแล้ว....