เมื่อเห็นท่าทางของทั้งคู่จี้ทิงก็ทึกทักเอาเองว่าพวกเขาอาจจะยังไม่เชื่อ จึงเอ่ยเสริมขึ้นอีกว่า“ตอนเด็กๆ เขาดูแลผมดีมากครับ ไม่ว่าผมอยากได้อะไรเขาก็จะหาซื้อมาให้เสมอ”
เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะวาดภาพให้ลู่เหยียนชูเป็น‘พี่ชายที่แสนดี’ ทว่าคำพูดเหล่านั้นที่เข้าหูคนฟังทั้งสองกลับกลายเป็นคนละความหมายไปอย่างสิ้นเชิง
เหมียวเวยหัวเราะแห้งๆแม้เธอจะเป็นถึงเจ้าของรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมแต่ในตอนนี้กลับไม่อาจปกปิดความกระอักกระอ่วนที่ฉายชัดบนใบหน้าได้เลย
เธอคิดไม่ถึง...คิดไม่ถึงจริงๆ ว่า เสี่ยวลู่จะเป็นคนประเภทนี้หลังจากสายตาของเธอเหลือบไปเห็นรอยแดงที่ซอกคอของจี้ทิงเธอก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลอกตาขึ้นฟ้า
มิน่าเล่าจี้ทิงคนนี้ดูแล้วเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะมาหมาดๆลู่เหยียนชูก็อดใจไม่ไหวรีบลงมือจัดการเสียแล้วที่แท้ก็เล็งเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็กนี่เอง
ประธานเฉิงกระแอมไอออกมาเบาๆเขาไม่รู้จะออกความเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรดี
ในวงการนี้พวกที่เล่นสนุกจนเละเทะหรือคาวฉาวโฉ่เขาเห็นมานักต่อนักแล้วลู่เหยียนชูเองก็ดูเป็นคนรักนวลสงวนตัว ไร้ซึ่งข่าวฉาวใดๆใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังจะ ‘เล่นใหญ่’ ถึงเพียงนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้นประธานเฉิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความเสียดายเดิมทีเขาตั้งใจว่าเพียงแค่มีใบหน้าแบบนี้เขาก็สามารถปั้นให้โด่งดังได้ไม่ยากแต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว... เฮ้อ...
ไม่ได้จะคุยกันหรอกหรือ?จี้ทิงมองดูทั้งสองคนพลางเอ่ยถาม “พวกคุณยังมีปัญหาอะไรอีกไหมครับ?”
เหมียวเวยยิ้มฝืนๆ“ฮึๆ ก็คุยเล่นแก้เหงาน่ะ ไม่มีอะไรแล้ว”
เมื่อจี้ทิงเห็นว่าพวกเขาไม่มีทีท่าจะชวนคุยต่อเขาจึงตั้งท่าจะลุกขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับที่คนทั้งสองเดินกลับออกมาจากห้องครัวพอดี
“ไวน์พร้อมแล้วครับ พวกเราไปที่ห้องอาหารกันเถอะ”
ตอนนี้เหมียวเวยแทบไม่กล้ามองหน้าลู่เหยียนชูในใจลึกๆ ของเธอรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อยส่วนประธานเฉิงนั้นปรับตัวได้รวดเร็วกว่า เขาลุกขึ้นพลางเอ่ย“ท้องเริ่มหิวพอดี ไปกันเถอะ”
ลู่เหยียนชูเดินเข้ามาโอบไหล่จี้ทิงอย่างเป็นธรรมชาติพร้อมกระซิบ “ถ้าอยากทานอะไรเป็นพิเศษ บอกฉันได้เลยนะ”
“อืม” จี้ทิงรับคำก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แล้วพูดด้วยเสียงที่มีเพียงพวกเขาสองคนที่ได้ยิน “ผมยังหาโอกาสไม่ได้เลย”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบหรอก”
เผิงเจ๋อคุนอาศัยจังหวะที่คุยกับประธานเฉิงกวาดสายตาไปทางคนทั้งคู่ เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังกระซิบกระซาบกันอย่างสนิทสนมจึงเบนสายตากลับมา
หลังจากทุกคนนั่งประจำที่เหมียวเวยในฐานะเจ้ามือก็เป็นฝ่ายชูแก้วขึ้นนำ
ลู่เหยียนชูรินน้ำผลไม้ให้จี้ทิงอย่างเอาอกเอาใจแต่ท่าทางเหล่านั้นยิ่งทำให้เหมียวเวยรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้นไปอีกเธอจึงเอ่ยคำปราศรัยสั้นๆ พอเป็นพิธี ก่อนที่ทุกคนจะชนแก้วพร้อมกัน
จี้ทิงจิบไปเพียงเล็กน้อยก่อนจะวางแก้วลงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใต้โต๊ะและเริ่มทำการดักจับสัญญาณภายในคฤหาสน์หลังนี้ทันที
หน้าจอแสดงผลว่ามีโทรศัพท์ทั้งหมดหกเครื่องและคอมพิวเตอร์อีกสามเครื่อง จี้ทิงจัดการคัดกรองอุปกรณ์ของคนอื่นๆ ออกไปจนเหลือเพียงเครื่องของเผิงเจ๋อคุนเท่านั้น
ในเมื่อที่โถงทางเดินและห้องนั่งเล่นยังมีกล้องวงจรปิดภายในห้องต่างๆ ย่อมไม่พลาดแน่เขาจึงเริ่มบันทึกและคัดลอกไฟล์วิดีโอในช่วงสิบนาทีนี้ไว้ก่อนเพื่อที่ตอนเขาขึ้นไปชั้นบนจะได้นำภาพเหล่านี้มาวนลูปซ้อนทับเข้าไป
ระหว่างที่จี้ทิงกำลังยุ่งอยู่นั้นจู่ๆ มือหนาก็เอื้อมมาลูบไล้ที่ท้ายทอยของเขาและบีบนวดเบาๆเขาสะดุ้งและเกือบจะยกมือขึ้นปัดตามสัญชาตญาณ แต่ก็ยับยั้งชั่งใจไว้ได้ทัน
เขามองไปที่ลู่เหยียนชูอีกฝ่ายส่งยิ้มละมุนพลางคีบอาหารมาวางในจานของเขา “อย่ามัวแต่เล่นโทรศัพท์เลยทานอะไรหน่อยเถอะ”
“ครับ”
จี้ทิงทานอาหารที่อีกฝ่ายคีบให้ลู่เหยียนชูยังคงรุกต่อด้วยการแกะกุ้งให้เขา หลังจากจุ่มน้ำจิ้มเรียบร้อยคราวนี้เขาก็ป้อนให้ถึงริมฝีปากอย่างทะนุถนอม
จี้ทิงยังไม่ยอมอ้าปากเขาจ้องมองอีกฝ่ายพลางนึกในใจ [ตอนเข้าบ้านมา ลู่เหยียนชูล้างมือหรือยังนะ?]
“วันนี้ทำไมเกร็งจัง หืม?” ลู่เหยียนชูใช้ปลายนิ้วแตะที่คางของเขาเบาๆคล้ายจะหยอกล้อ “วางใจเถอะ ฉันล้างมือแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจี้ทิงจึงยอมอ้าปากทานแต่โดยดี
หลังจากป้อนกุ้งคำนั้นเสร็จลู่เหยียนชูก็ดึงทิชชูมาเช็ดมือ และเริ่มเข้าสู่ประเด็นสำคัญ“วันนี้ที่ผมขอให้พี่เหมียวช่วยนัดทั้งสองท่านออกมาก็เพราะอยากจะหาลู่ทางให้น้องชายคนนี้สักหน่อยน่ะครับ”
เหมียวเวยที่กำลังเคี้ยวอาหารอยู่ถึงกับลอบกลอกตาอีกรอบถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นแบบนี้ ต่อให้ตายเธอก็ไม่ยอมจัดงานนี้ขึ้นมาแน่ๆ
“ผมเคยอ่านต้นฉบับเรื่องสุดขอบผาในสายลมมาก่อนในนั้นมีตัวละครตัวหนึ่งที่ออกไม่บ่อยแต่กลับน่าประทับใจมาก ชื่อว่าลู่จือเหิง...”
เรื่องบนโต๊ะอาหารถูกจัดการโดยลู่เหยียนชูส่วนจี้ทิงก็จดจ่ออยู่กับการดำเนินงานใต้โต๊ะเขากำลังเจาะเข้าสู่ระบบควบคุมหลักผ่านอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้ในรถของเผิงเจ๋อคุน
จี้ทิงเริ่มจากการตรวจสอบเส้นทางการใช้รถหลังจากตัดสถานที่สาธารณะ บริษัท และที่อยู่อื่นๆ ที่ระบุไว้ทิ้งไปเขาก็พบว่าในช่วงครึ่งปีมานี้เผิงเจ๋อคุนเดินทางไปที่อพาร์ตเมนต์จื่อจินถึงห้าครั้ง
กระต่ายเจ้าเล่ห์ย่อมมีรังมากกว่าหนึ่งแห่งพวกเขาเดาไว้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีที่พักเพียงแค่ที่นี่ที่เดียวจี้ทิงจัดการบันทึกที่อยู่นั้นไว้ ถ้าที่นี่ไม่พบร่องรอยอะไรเขาก็จะมุ่งหน้าไปที่อพาร์ตเมนต์จื่อจินต่อ
เวลาผ่านไปสิบกว่านาทีบรรยากาศในการร่ำสุราเริ่มคึกคักขึ้น ลู่เหยียนชูพลันวางมือลงบนตักของจี้ทิงนั่นคือสัญญาณลับที่ตกลงกันไว้ จี้ทิงจึงเก็บโทรศัพท์ทันที พลางยกมือขึ้นกุมท้อง
เพียงแค่เขาขดตัวลงเล็กน้อยลู่เหยียนชูก็หันมาทันที “เป็นอะไรไปไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นสายตาของอีกสามคนมองมาจี้ทิงก้มหน้าต่ำพลางเอ่ย “ปวดท้อง... นิดหน่อยครับ”
ลู่เหยียนชูวางมือทับลงบนหลังมือของเขาพลางขมวดคิ้ว“ตรงนี้เหรอ?”
จี้ทิงส่งเสียงในลำคอก่อนจะเอ่ย “ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ”
เผิงเจ๋อคุนได้ยินดังนั้นจึงยกมือขึ้นชี้ทางให้“ห้องน้ำอยู่ทางด้านโน้น ให้ผมนำทางไปไหม?”
“ไม่ต้อง ขอบคุณครับ”
จี้ทิงลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำและปิดประตูลง
หลังจากเขาจากไปแม้สีหน้าของลู่เหยียนชูจะยังคงดูเรียบเฉย แต่คนอื่นๆกลับสัมผัสได้ว่าสมาธิของเขาไม่ได้อยู่ที่โต๊ะอาหารนี้อีกต่อไปแล้ว
และคนที่คอยสังเกตการณ์อยู่เช่นกันคือเผิงเจ๋อคุนเขามักจะลอบมองไปทางห้องน้ำอยู่เป็นระยะ
“น้ำจิ้มกุ้งนี่มีส่วนผสมของหอยแมลงภู่อยู่ด้วยงั้นเหรอ” ลู่เหยียนชูทำทีเป็นเพิ่งสังเกตเห็น น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความหงุดหงิด“มิน่าล่ะ เสี่ยวทิงถึงได้ปวดท้องขึ้นมา”
ประธานเฉิงถามด้วยความสงสัย“ทำไมเหรอ คุณจี้แพ้ของพวกนี้เหรอ?”
“ครับ อาหารทะเลอย่างอื่นทานได้หมด มีแค่ไอ้เจ้านี่แหละที่แตะไม่ได้เลย”
เหมียวเวยวางตะเกียบลง“งั้นจะให้คนออกไปซื้อยาแก้แพ้มาให้ไหม?”
ลู่เหยียนชูส่ายหน้าพลางเอ่ย“อาการของเขาใช้ยาไม่ค่อยได้ผลหรอกครับกินไปเดี๋ยวเขาก็ท้องเสียหนักอยู่ดี”
สิ้นคำพูดของเขาจี้ทิงก็เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี
ลู่เหยียนชูหันไปมองก่อนจะรีบลุกเดินเข้าไปหาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย“เสี่ยวทิง ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”
จี้ทิงยังคงกุมท้องพลางส่ายหน้า“ห้องน้ำข้างล่างเข้าไม่ได้ครับ”
เผิงเจ๋อคุนชะงักไปเขาเลิกคิ้วพลางวางตะเกียบแล้วเดินเข้าไปหา “เกิดอะไรขึ้น?”
จี้ทิงชี้ไปข้างหลังพลางปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงตามที่ลู่เหยียนชูเคยสอนไว้“เมื่อกี้ผมเข้าไปกดน้ำ แต่น้ำในชักโครกมันไหลไม่หยุดเลยครับแล้วตอนนี้มันก็เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว”
เผิงเจ๋อคุนขมวดคิ้วแน่นเขาผลักประตูห้องน้ำออกไปดู และพบว่ามันเป็นไปอย่างที่จี้ทิงว่าไว้พื้นห้องน้ำนองไปด้วยน้ำ
ลู่เหยียนชูประคองจี้ทิงไว้ก่อนจะเงยหน้าเอ่ย “พี่เผิงครับพอจะใช้ห้องน้ำชั้นบนได้ไหมครับ เสี่ยวทิงปวดท้องจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ”
ในสถานการณ์เช่นนี้เผิงเจ๋อคุนไม่มีข้ออ้างที่จะปฏิเสธได้เลย จึงจำต้องเอ่ย“ขึ้นบันไดไป เลี้ยวโค้งแรก ห้องที่สองครับ”
ลู่เหยียนชูเอ่ยขอบคุณก่อนจะทั้งกึ่งประคองกึ่งโอบอุ้มพาจี้ทิงขึ้นไปชั้นบน
เมื่อทั้งคู่มาถึงชั้นสองลู่เหยียนชูชำเลืองมองลงไปข้างล่างเพียงแวบเดียวจี้ทิงก็รีบผละออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างรวดเร็ว
ลู่เหยียนชูยังคงค้างมืออยู่ในท่าโอบกอดทว่าจี้ทิงกลับเลิกเสื้อไหมพรมแคชเมียร์ของตนขึ้นแล้วดึงเอาโน้ตบุ๊กเครื่องบางที่ซ่อนไว้ตรงเอวด้านหลังออกมา
“คุณลงไปข้างล่างได้แล้วครับ”