มณฑา์ป้าแก้วและไหมแก้ว วิ่งเข้าป่าไปตามทางที่ลุงแสงเคยบอกไว้
“ทางไปมันกะบ่ไกลปานใด๋ดอก ย่างไปสองชั่วโมงลัดท่งบึงสานไปเลย ไปฮอดดอนป่าซ้ากะเลี้ยวเข้าวัดเลย”
เธอจำคำที่ลุงแสงบอกอย่างแม่นยำ ตอนนี้คือวิ่งหนี แบบไม่คิดชีวิต เธอต้องสู้ และอดทนไว้ เพื่ออิสรภาพที่รออยู่ ทั้งสามชีวิตวิ่ง วิ่งมาไกลแค่ไหนไม่มีใครรู้ ท่ามกลางความมืด และต้องหยุดพัก เพราะเหนื่อยหอบจนวิ่งไม่ไหว
“โอ้ยๆ หยุดก่อนหนู ป้าไม่ไหวแล้ว นี่เราวิ่งมาถึงไหนแล้ว ฝรั่งมันตามมามั้ย ขอบคุณเ้าป่าเ้าเขา ที่ช่วยให้รอดจากะเิ”
ป้าแก้วพูดเสียงแหบแห้งป้าแก้วนั่งทรุดลงกับพื้นยกมือสาธุ ไหมแก้วนั่งลงข้างๆยาย เกาะแขนแน่นด้วยความกลัว มณฑา์ หันกลับไปมองน่านฟ้าที่แดงระเรื่ออยู่ไกล
“เรามาไกลแล้วค่ะป้า เราปลอดภัยแล้ว แต่หนูไม่รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าอยู่กลางป่า ลุงแสงบอกว่าเดินไปเรื่อยๆแล้วจะผ่านทุ่งนา และจะเห็นวัดจ้ะ” มณฑา์พูดเสียงเศร้าและเหนื่อย ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ใบหน้า ป้าแก้วชะเง้อมองไปทางค่าย
“เอ่อ ป่านนี้คนในค่ายจะเป็ยังไงกันน้อ เขาคงจะวิ่งหนีเหมือนเรานะ ถ้าโชคดีก็รอดแต่โชคร้ายก็ถือซะว่าเป็เวรเป็กรรม โถ ไม่รู้ลูกใครหลานใครบ้าง น่าสงสารซะเหลือเกิน ทหารฝรั่งคงาเ็ ล้มตายนับไม่ถ้วน แล้วนี่ผู้กองจะเป็ยังไงบ้างก็ไม่รู้”
ป้าแก้วก้มหน้า น้ำเสียงเศร้า สะท้อนใจป้าแก้วบ่นพึมพำไปเรื่อย
มณฑา์นึกถึงหน้าผู้กองเชอร์วี่ แล้วใจหายอย่างบอกไม่ถูก แต่เธอก็พยายามพูดกลบเกลื่อน ระงับความรู้สึกหวั่นไหว
“ช่างเขาเถอะป้า เขาคงไม่ตายง่ายๆหรอกค่ะ คงจะอยู่ใช้กรรมเก่าอีกนาน”
เธอพูดประชด แววตาหมองลง
“อ้าว หนูพูดแบบนี้ หมายถึงหนูไม่อยากให้เขาตายใช่มั้ย เฮ้อ น่าเสียดายนะลูกเมียก็ยังไม่มี เป็คนดีคนหนึ่งทีเดียวล่ะ หน้าตาก็ดี ถ้าป้าพบเขาตอนสมัยสาวๆนะ ป้าคงหลงรัก จนหัวปักหัวปำเชียว รักเหลือเกิน”
ป้าแก้วทำท่าปลื้ม ไหมแก้วเห็นยายทำเกินหน้าเกินตา ก็ไม่ยอมเหมือนกัน
“ นี่นะ พี่มณฑา ถ้าไหมแก้ว โตเป็สาวและสวยเหมือนพี่ ไหมแก้วก็จะทำทุกอย่างให้ผู้ชายคนนี้รักให้ได้ จะไม่ยอมเสียเขาให้กับใคร แน่นอน”
ไหมแก้วเอ่ยขึ้น ทำหน้าดื้อ ทะเล้น ไหมแก้วยิ้มแล้วหันไปมองหน้ายาย ท่ามกลางความมืด
“นี่แนะ ทะลึ่ง แท้วะ อีน้อยๆนี่แหมะ เซาย้านแล้วบ่ วาดวิมานอิหยัง เบิ่งแน่ะเิดังตู้มๆอยู่ มันสิลอยมาทางพี้ ตอนใด๋กะบ่ฮู้ ”
ป้าแก้วดุหลาน ตีที่แขนเบาๆ
“เวลานี้ยามคับขัน เราคิดถึงชีวิตของเราดีกว่า ป้ากับไหม เลิกชื่นชมศัตรูได้แล้ว ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เรากับเขาคงไม่ได้เจอกันอีก เรารีบเดินทางต่อเถอะ เดี๋ยวฟ้าจะสาง จะซ่อนตัวลำบาก”
มณฑา์แทรกขึ้น ด้วยน้ำเสียง หมดอาลัยตายอยาก สีหน้าหม่นหมอง
ทั้งสามคนเดินเลาะริมทุ่งบึงสาน มาถึงวัดป่าตอนเช้ามืด เสียงระฆังทำวัตรเช้า ดังมาพร้อมกับเสียงสวดมนต์ เหมือนเสียง์ ที่ได้ยินอีกครั้ง ทั้งสามคนเดินเข้าไปที่ศาลาวัด ที่สร้างด้วยไม้เก่าๆ แล้วจึงก้มลงกราบพระพุทธรูปองค์ใหญ่
มณฑา์ อธิฐาน ให้ทางบ้านเธอปลอดภัย ขอให้เธอได้พบกับยาย และความคิดแว้บหนึ่ง เธอคิดถึงหน้าเขา ผู้กองเชอร์วี่กับวันแรกที่เขาส่องไฟไปทั่ว ค้นหาคนเจ็บในวันที่ท่าแขกถูกโจมตี เสียงของเขายังก้องอยู่ในหู
“กรุณาพูดภาษาลาว ที่นี่เมืองลาว อย่าพูดภาษาอื่น เพราะทุกคนไม่เข้าใจ”
นายทหารหนุ่มลูกครึ่ง ผู้รักความยุติธรรม ทำไมต้องจดจำอะไรๆที่เป็ตัวเขา ไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ เธอดึงตัวเองกลับมาจากห้วงรำลึก ครู่ต่อมาทั้งสามก็เดินไปที่ลานวัด มีเสียงหนึ่งดังมาจากข้างหลัง
“ แม่ออก สิพากันไปหยัง คือมาแต่เซ้าแท้ มาจังหันบ่” หลวงพ่อเดินมาถาม ทุกคนสะดุ้ง รีบนั่งคุกเข่าพนมมือแล้วก้มลงกราบ
“นมัสการเ้าค่ะ พระคุณเ้า เราสามคนเป็ผู้ลี้ภัย หนีค่ายทหารมา ตอนเขาทิ้งะเิค่ะ ค่ายริมโขงโน่นเ้าค่ะ”
มณฑา์ตอบหลวงพ่อแล้วก้มหน้า
“แม่ออกเป็คนพากของบ่ ฟังเสียงปากคือจังบ่แม่นคนคำม่วน ทุกสิ่งล้วนแล้ว แต่เป็ไปตามกรรมแม่ออกเอ้ย ตอนไก่ขันกก ได้ยินเสียงดัง คือจั่งฟ้าผ่า เลาะตะฝั่งของพู้น (*เลาะริมโขงโน่น) เลยย่างออกมาเบิ่ง กะเห็นท้องฟ้าแดงไปทั่ว สงสัยว่าพวกเวียด มะทิ่มมักเบิด นี้ใกล้เซ้าแล้ว ไปพากันไปล้างหน้าล้างตาก่อน สายๆจังมากินข้าว ตอนนี้กะลี้อยู่ก่อน อย่าออกไปนอกวัดเด้อ จนกว่าสิเห็นคนไทบ้านเฮามาจังหัน”
หลวงพ่อกล่าวจบก็เดินไปที่กุฏิ ท่านพูดภาษาลาวแท้ หลายคำที่มณฑา์ไม่ค่อยเข้าใจ ป้าแก้วจึงแปลให้ฟัง
“ไก่ขันกก คือเวลาตีหนึ่งตีสอง คนโบราณเขาจะเอาไก่เป็นาฬิกาปลุกบอกเวลาจ้ะ ถ้าเป็คนฝั่งไทยมา ทางคนลาวจะเรียก ไทพากของ คือคนฝั่งโขง พากหมายถึงฝั่ง ส่วน ของ มาจากคำว่าโขง ชื่อแม่น้ำโขงจ้ะหนู”
มณฑา์ยิ้ม
“แล้วแม่ออก ก็หมายถึงโยมผู้หญิงใช่มั้ยคะ”
เธอถาม ป้าแก้วพยักหน้า
“จังหัน แปลว่าถวายภัตราหารเช้าจ้ะ”
ไหมแก้วเสริมต่อ ทั้งสามคน ยิ้มหน้าตาเบิกบาน อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
แสงตะวันยามเช้า สาดแสงสีทองผ่านยอดไม้ วันใหม่อีกแล้วหรือ อากาศยามเช้าสดชื่นยิ่งนัก นกเริ่มบินออกหากินยามเช้า นกบางตัวบินมากินข้าวที่วัด เพราะหลวงพ่อจะตากข้าวเหนียวแห้ง แล้วโปรยไว้บนลานวัดให้นกกามากินมณฑา์และไหมแก้ว ช่วยกันโปรยข้าวแห้งให้นก ส่วนป้าแก้วก็ไปช่วยชาวบ้านเตรียมอาหารถวายพระ
“อ้าวสบายดี แม่เฒ่าฝอยคำ ไปไสน้อบ่เห็นมาวัด ตั้งหลายมื้อ”
เสียงแม่เฒ่าแพงจันทร์ ถามแม่เฒ่าฝอยคำ ดังมาจากประตูวัดต่างคนต่างเดินรีบเพราะกลัวไปไม่ทันพระฉันท์เช้า มณฑา์ได้ยินชื่อฝอยคำ เธอหันขวับไปมอง เห็นยายของเธอกำลังถือตะกร้า และสะพายกระติ๊บข้าวเหนียว เดินย่ำฝีเท้าอย่างเร่งรีบ
“แม่เฒ่า จำข้อยได้บ่ มณฑา์ หลานแม่เฒ่าน่ะเ้า”
เธอถามแม่เฒ่าด้วยความดีใจ จนน้ำตาคลอ
แม่เฒ่าฝอยคำหยุดชะงักแล้วหันมามองแบบงงๆ
“ไผล่ะนี่ อ้าวอีนางมณฑา ไปจั่งใด๋มาจั่งใด อีหล่า หนีหยังมา โอ้ย ลูกหล่าอีแม่ หน้าตาคือมอมแมมคักแท้ อ้าวอีนางน้อยๆนั้น ผู้ใด๋ล่ะ มาๆมานั่งศาลา มาเว้าปันกันฟังหลายๆคนนี่ล่ะ บ่เป็หยังไทบ้านเฮาทั้งเบิ้ด”
แม่เฒ่าฝอยคำทักขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นหลานสาวมาอยู่ที่วัด สภาพเปื้อนมอมแมมไปทั้งตัว
มณฑา์กอดยายแล้วร้องไห้ ป้าแก้วนั่งปลอบใจข้างๆ ไหมแก้วร้องไห้ปล่อยโฮออกมา สุดจะกลั้น มณฑา์เล่าเื่ทั้งหมด ที่เกิดขึ้นให้ทุกคนฟัง
แม่เฒ่าฝอยคำ พาทั้งสามคนมาที่บ้าน ซึ่งไม่ไกลจากวัด ทุกคนเดินตามทางเกวียน สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นอายุนับร้อยปี กลิ่นดอกโมกป่าหอมโชยมายามเช้า มีดอกไม้ป่าขึ้นเต็มสองข้างทางไหมแก้วตื่นเต้น เพราะไม่เคยเห็นป่าที่เป็ดงใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
ครู่ต่อมา ทุกคนมาถึงที่หมาย เรือนไม้ทรงโบราณหลังใหญ่สร้างความประทับใจให้แขกผู้มาเยือน ป้าแก้วแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าในหมู่บ้านเล็กๆไม่ถึงยี่สิบหลังคาเรือน จะมีเรือนไม้โบราณเก่าแก่แบบนี้ หน้าเรือนมีต้นมณฑา์และมณฑาทองปลูกไว้หลายต้น แต่ละต้นออกดอกบานไสว ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ เรือนไม้ทรงโบราณหลังใหญ่ เหมือนปลูกสร้างในยุคหลวงพระบาง ข้างหลังเรือน มีโรงบ่มใบยาสูบ อยู่ใกล้ๆ สร้างด้วยอิฐมอญสองหลัง คนงานหลายคนหันมามองป้าแก้ว แล้วก็ทำงานต่อ
มณฑา์เรียกป้าแก้วขึ้นไปบนเรือน แม่เฒ่าฝอยคำเอาผ้าถุงมัดหมี่สีดำเสื้อม่อฮ่อมมาให้ทุกคนเปลี่ยน เพราะเสื้อผ้าแต่ละคนเปื้อน สกปรก มอมแมม จนดูไม่ได้
“บ้านสวยมากๆเลยจ้ะหนู น่าอยู่มาก นี่นะ ใกล้จะสงกรานต์หน้าร้อนแล้ว ที่นี่ยังร่มรื่นเหมือนหน้าหนาวเลย”
ป้าแก้วชื่นชมอย่างจริงใจ
“ใช่จ้ะพี่มณฑา หนูชอบมากๆเลย อยากอยู่ที่นี่ตลอดไปจ้ะ”
ไหมแก้วบอกอย่างชื่นชม พร้อมกับมองไปรอบๆ
“ทุกคนรีบอาบน้ำกันเถอะจ้ะ ข้างๆต้นมณฑา จะมีบ่อน้ำ พี่ชายขุดไว้หลายปีแล้ว ไม่เคยแห้งเลย เราจะไปตักน้ำอาบกัน ป้าใส่กระโจมอกนะคะ ไปเถอะ เดี๋ยวมีคนนอกมาเห็นมันจะไม่ดี ”
มณฑา์รีบเดินนำ ทั้งสามคนอาบน้ำอย่างมีความสุข แม่เฒ่าฝอยคำเห็นหลานมีความสุข เลยแอบนั่งกินหมาก เงียบๆคนเดียว อยู่บนเรือน รอยยิ้มในยามา แม้เพียงเวลาสั้นๆ ก็มีความสุข
“อ้าว อย่าพากันอาบโดนหลาย อาบน้ำแล้วกะฟ้าวมากินข้าวเด้อ อีนางฝ้ายคำมันแต่งพางายให้แล้วเด้อ”
แม่เฒ่าเรียกพลางใช้ยาเส้นถูไปมาที่ฟัน ในขณะที่กำลังกินหมาก
ทั้งสามนั่งกินข้าวแบบขันโตก พางายแปลว่าข้าวมื้อสาย กินก่อนเที่ยง ฝ้ายคำเป็หลานสะใภ้ของแม่เฒ่าฝอยคำ กำลังต้องครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ทำงานบ้านงานเรือนเก่งมาก
“อ้าวแม่ บ่มากิ๋นนำกันบ่เ้า แล้วอ้ายเสือเพิ่นไปไสล่ะเ้า เป็หยังคือบ่มากิ๋นข้าว ั้แ่มาฮอดกะยังบ่ได้เห็นหน้าเพิ่นเลย”
มณฑา์ถามถึงอ้ายเสือ เป็พี่ชายลูกพี่ลูกน้องกับเธอ เคยเล่นด้วยกันสมัยเป็เด็ก อ้ายเสือ พันตรีเสือ ขันธิราช เป็ทหารลาว ตำแหน่งอัยการประจำที่ศาลทหารแขวงคำม่วน
“ไปเฮ็ดกาน ั้แ่มื้อคืน เห็นทางการลาวมานำตัว ไปเว้าความอยู่ศาลทหาร มื้อแลงแดดอ่อนๆเดี๋ยวมันกะมา เฮ้อ มื้อได๋น้อ าสิจบ บ่อยากเห็นไผ ล้มหายตายจากอีกแล้ว พ่อเฒ่ากะต๋ายย้อน ไปศึกาเมืองแกว เฮ้อ”
แม่เฒ่าฝอยคำพูดเสียงเศร้าๆแล้วตำหมากต่อ
พ่อเฒ่าเสือดำ หรือ พันเอกกองมา ขัณฑิราช คือคุณตาของมณฑา์ เสียชีวิตในา่แรกๆ ที่อ่าวฮาลอง เวียดนาม มณฑา์จะเรียกยายของเธอว่าแม่ตลอด เพราะ ตอนเด็กๆเธอสนิทกับยายมาก
“ฝ้ายคำท้องแก่มากแล้ว จักเดือนแล้วเ้า ต่อไปบ่ต้องเฮ็ดเวียกเด้อ เดี๋ยวเอื้อยสิเฮ็ดเอ๋ง กับป้าแก้ว เป็เมียทหารกะแบบนี้ล่ะ เพิ่นบ่ว่างกันเลย ต้องอดทนเด้อฝ้ายคำ หลังาจบ ทุกอย่างกะดีขึ้นเอง”
มณฑา์บอกฝ้ายคำเบาๆ ฝ้ายคำนั่งยิ้ม
“แปดเดือนเ้า บ่เป็หยังดอกเอื้อยมณฑา ข้อยเฮ็ดได้อยู่ กับข้าวกับปลา นึ่งข้าวเป่าไพ งานง่ายๆ เคยเฮ็ดซูมื้อเ้า”
ฝ้ายคำตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ป้าแก้วกับไหมแก้ว หลงรักคนบ้านนี้จับใจ
“ป้าชอบหนูมากๆ ตอนหนูพูดภาษาลาวแท้ๆ ฟังแล้วน่าหลงใหล”
ป้าแก้วชมด้วยความจริงใจ เห็นว่ามณฑา์เป็คนน่ารัก อนุรักษ์นิยมและรักบ้านเกิด