“ที่นี่แหละ”
สายตาของผู้าุโหลี่กวาดมองกองเืที่น่าสะพรึงกลัวบนพื้น ตลอดจนร่างอันแห้งเหี่ยวราวกับซากศพที่จ้าวหู่ทิ้งเอาไว้ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น
“ช่างเป็วิธีการที่ดุดันอำมหิตนัก...”
ศิษย์เอกสายในระดับสร้างรากฐานขั้นกลางผู้หนึ่งย่อตัวลงตรวจดูอาการาเ็ของจ้าวหู่ ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “ไม่เพียงแต่หักแขนหักขา ทว่าพลังปราณในร่างยังถูกวิชามารอันเกรี้ยวกราดสูบออกไปอย่างบีบบังคับ แม้จุดตันเถียนจะไม่ถูกทำลายโดยตรง แต่เส้นลมปราณก็หดลีบอย่างรุนแรง ชาตินี้เกรงว่า... คงไม่อาจฝึกตนได้อีกแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนล้วนสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ
พวกเขาไม่หวั่นเกรงผู้ฝึกตนที่ฆ่าคนชิงสมบัติ ทว่าวิธีการอันโเี้ที่สูบกลืนพลังบำเพ็ญของผู้อื่นโดยตรงเช่นนี้ กลับทำให้พวกเขารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
“ฝึกฝนวิชามารอย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด!”
แววตาของผู้าุโหลี่ฉายรอยโลภที่ยากจะสังเกตเห็นวาบหนึ่ง ทว่าบนใบหน้ากลับทำเป็เคร่งขรึมและแค่นเสียงเ็าว่า “เด็กนี่มีจิตมารฝังลึก หากไม่รีบกำจัดทิ้งเสียแต่เนิ่นๆ วันหน้าย่อมต้องกลายเป็ภัยพิบัติครั้งใหญ่ของดินแดนรกร้างบูรพาเป็แน่! ค้นหาให้ทั่ว! ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหา ก็ต้องลากตัวมันออกมาให้ข้าจงได้!”
“ขอรับ!”
เหล่าศิษย์สำนักชิงอวิ๋นรับคำสั่ง พากันกระจายตัวออกไป เริ่มต้นปูพรมค้นหาทั่วบริเวณรอบนอกของเทือกเขาสัตว์อสูร
……
……
ในขณะเดียวกัน ข่าวที่ฉินเฉินทำลายพลังของจ้าวหู่และสร้างชื่อเสียงจากศึกในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความสั่นะเืภายในสำนักชิงอวิ๋นเท่านั้น แต่ยังดึงดูดความสนใจของขุมกำลังอื่นๆ ในดินแดนรกร้างบูรพาอีกด้วย
สำนักกระบี่์
ซูมู่เสวี่ยยืนอยู่บนยอดเขาอวี้ซวี ดวงตาอันเ็ามองเหม่อไปยังทิศทางของเทือกเขาสัตว์อสูร ปลายนิ้วของนางขยับเบาๆ ปราณกระบี่สีฟ้าครามสายหนึ่งก็วาดผ่านอากาศเป็เส้นโค้งอันงดงาม
“เ้าหนุ่มนั่น... ปลุกกายากลืนนภาได้สำเร็จอย่างที่คิดไว้จริงๆ หรือ”
นางพึมพำกับตนเองแ่เบา อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเด็กหนุ่มในสภาพทุลักทุเล ณ ก้นผาขาดิญญา ที่เผชิญหน้ากับกระบี่ที่นางตวัดออกไปอย่างลวกๆ โดยไม่ยอมจำนนผู้นั้น ในตอนนั้นนางก็รู้สึกว่าวิชาของฉินเฉินแปลกประหลาดยิ่งนัก อีกทั้งยังสามารถต้านทานไอเย็นได้ ย่อมไม่ใช่ผู้ฝึกตนธรรมดาอย่างแน่นอน
“เทพธิดา ข่าวจากทางสำนักชิงอวิ๋นบอกว่า ฉินเฉินผู้นั้นอาจจะฝึกฝนวิชามาร พวกเราควรส่งคนไปหรือไม่เ้าคะ...” สาวใช้ที่อยู่เื้ัเอ่ยถามหยั่งเชิง
“ไม่จำเป็”
ซูมู่เสวี่ยดึงสายตากลับมา เอ่ยเสียงเรียบว่า “หากเขาครองร่างกายอย่างที่ข้าคาดการณ์ไว้จริงๆ พวกโง่เขลาแห่งสำนักชิงอวิ๋นเหล่านี้ ก็เป็เพียงปุ๋ยบำรุงที่ส่งไปให้เขาเท่านั้น ส่งคนไปจับตาดูอย่างลับๆ ก็พอ ชั่วคราวอย่าเพิ่งเข้าไปสอดมือ”
……
……
หุบเขาราชันย์โอสถ
ท่ามกลางหุบเขาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพริญญา ชายชราในชุดคลุมสีขาวผู้มีหนวดเคราและเส้นผมขาวโพลนกำลังมองดูข่าวกรองในมือ ในดวงตาฉายแววสนใจอย่างลึกซึ้ง
“สามารถกลืนกินพลังปราณของผู้อื่นมาเป็ของตนเองได้หรือ น่าสนใจ น่าสนใจยิ่งนัก! ร่างกายเช่นนี้ ชายชราอย่างข้ามีชีวิตมาแปดร้อยปี เคยเห็นบันทึกไว้ในตำราโบราณเท่านั้น... หากเป็กายากลืนนภาในตำนานจริงๆ ละก็...”
ชายชรามีประกายตาแหลมคมวาบขึ้นมา สั่งการศิษย์ข้างกายว่า “ไป นำเทียบเชิญของข้าไป ต้องเชิญตัวเ้าหนุ่มนั่นมาเป็แขกที่หุบเขาราชันย์โอสถให้ได้ ก่อนที่มันจะถูกพวกโง่เง่าแห่งสำนักชิงอวิ๋นทำลายทิ้ง! ผู้มีพร์ชั้นเลิศเช่นนี้ ข้าจะยอมยกให้ผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด!”
……
……
ในขณะเดียวกัน ขุมกำลังต่างๆ อย่างสำนักอัคคีและนิกายเสวียนอิน ก็ล้วนได้รับข่าวนี้เช่นกัน หินก้อนเดียวทำให้เกิดคลื่นพันระลอก เพียงเพราะฉินเฉินคนเดียว โลกผู้ฝึกตนทั่วทั้งดินแดนรกร้างบูรพาก็เกิดคลื่นใต้น้ำก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
……
……
ส่วนลึกของเทือกเขาสัตว์อสูร ในถ้ำที่เร้นลับแห่งหนึ่ง
ฉินเฉินนั่งขัดสมาธิ บนแท่นหินเบื้องหน้ามีแก่นอสูรของหมาป่าเพลิงอสูรและหลินจืออัคคีวางอยู่ พลังปราณรอบกายพลุ่งพล่าน เห็นได้ชัดว่ากำลังเตรียมตัวเป็ครั้งสุดท้ายเพื่อทะลวงระดับ
“แก่นอสูรของสัตว์อสูรระดับสอง บวกกับหลินจืออัคคีอายุร้อยปีต้นนี้... น่าจะเพียงพอให้ข้าทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นกลางได้แล้ว”
ฉินเฉินสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาเดินพลังเคล็ดวิชากลืนนภาในทันที วังวนสีดำบนฝ่ามือปลดปล่อยพลังกลืนกินอันทรงพลังออกมา ห่อหุ้มแก่นอสูรและหญ้าิญญาเอาไว้พร้อมกัน
ตู้ม!
พลังอสูรอันเกรี้ยวกราดและพลังโอสถิญญาบริสุทธิ์ราวกับแม่น้ำสองสายที่ไหลเชี่ยวกราก ทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ร่างกายของฉินเฉินสั่นสะท้านน้อยๆ บนิัปรากฏเส้นเืสีดำอันน่าสะพรึงกลัวปูดโปนขึ้นมา ทว่าเขากัดฟันกรอด ฝืนหลอมรวมพลังทั้งสองสายเข้าด้วยกัน
สร้างรากฐานขั้นต้นจุดสูงสุด...
“ครืน!”
พลังปราณภายในถ้ำสั่นะเือย่างรุนแรง ฉินเฉินลืมตาขึ้นมาอย่างฉับพลัน กลิ่นอายที่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่าตัวปะทุออกมาจากร่าง
สร้างรากฐานขั้นกลาง!
เวลาเพียงไม่กี่วัน จากหลอมปราณขั้นหนึ่งสู่สร้างรากฐานขั้นกลาง ความเร็วในการฝึกตนที่น่าตื่นตระหนกเช่นนี้ เกรงว่าทั่วทั้งวงการผู้ฝึกตนแห่งดินแดนรกร้างบูรพาคงหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว!
ทว่า ในขณะที่เขาเพิ่งจะรวบรวมพลังบำเพ็ญที่ทะลวงระดับได้จนมั่นคง ประสาทััอันเฉียบแหลมก็จับความเคลื่อนไหวของกลิ่นอายหลายสายที่กำลังเข้าใกล้อย่างรวดเร็วได้
“ตามมาหาได้เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
มุมปากของฉินเฉินยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า ร่างของเขาวูบไหว หายตัวไปจากในถ้ำ
……
……
ค่ายทดสอบล่าอสูร
ฉินเฉินเพิ่งจะเดินออกจากเทือกเขาสัตว์อสูร เตรียมจะแฝงตัวเข้าไปในหมู่ผู้ฝึกตนอิสระเพื่อจากไปจากสถานที่แห่งความวุ่นวายนี้ ก็พบว่าทั่วทั้งค่ายถูกศิษย์สำนักชิงอวิ๋นล้อมเอาไว้หมดแล้ว
“ฉินเฉินอยู่นั่น!”
ไม่รู้ว่าผู้ใดะโขึ้นมา เงาร่างนับสิบสายก็พุ่งเข้ามาล้อมฉินเฉินเอาไว้ตรงกลางในชั่วพริบตา
ผู้ที่เป็ผู้นำ ก็คือผู้าุโหลี่ที่มีใบหน้ามืดครึ้ม แฝงไปด้วยรอยยิ้มจอมปลอม
“ฉินเฉิน ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ”
ผู้าุโหลี่พิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้าซึ่งมีบุคลิกแตกต่างไปจากเมื่อหลายวันก่อนอย่างสิ้นเชิง แววตาฉายความสงสัยระคนตื่นตะลึง ทว่าไม่นานก็ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มใจดีที่เสแสร้งแกล้งทำขึ้นมา
“สำนักรับรู้เื่ที่เ้าพบเจอแล้ว การที่จ้าวหู่มาแก้แค้นส่วนตัว เป็ความผิดของเขาจริงๆ สำนักจะจัดการเอง แต่ถึงอย่างไรเ้าก็เป็ศิษย์ที่ออกมาจากสำนักชิงอวิ๋นของเรา การร่อนเร่พเนจรอยู่ภายนอกย่อมไม่เหมาะสม ตามข้ากลับไปเถิด สำนักยินดีจะรับเ้าเข้าสำนักอีกครั้ง กระทั่งสามารถเลื่อนขั้นให้เ้าเป็ศิษย์สายในได้โดยตรงเลยทีเดียว!”
คำพูดเหล่านี้ ช่างกล่าวได้อย่างสวยหรูและลึกซึ้งกินใจยิ่งนัก
เมื่อเหล่าผู้ฝึกตนอิสระโดยรอบได้ยินเช่นนั้น ก็พากันเผยสีหน้าอิจฉาออกมา
“ศิษย์สายในของสำนักชิงอวิ๋นเชียวนะ! นั่นมันตำแหน่งที่คนตั้งเท่าไหร่แย่งกันหัวร้างข้างแตกก็ยังเข้าไม่ได้เลยนะ!”
“เ้าหนุ่มนี่โชคดีเสียจริง เพิ่งจะทำลายจ้าวหู่นั่นไป สำนักก็มาทาบทามเสียแล้ว”
ทว่า เมื่อเผชิญกับการยื่นไมตรีของผู้าุโหลี่ ฉินเฉินกลับทำเพียงหัวเราะเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“ศิษย์สายในหรือ”
“ผู้าุโหลี่ ตอนที่ท่านมา ท่านลืมคืนสิ่งใดให้ข้าหรือไม่”
ผู้าุโหลี่ชะงักไป “สิ่งใดกัน”
ฉินเฉินค่อยๆ หักนิ้ว เอ่ยทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “เมื่อสามปีก่อน ทรัพยากรการฝึกตนที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ข้า ผู้ใดเป็คนยักยอกไป หลังจากอาจารย์จากไป เป็ผู้ใดที่คอยชักใยจ้าวหู่อยู่เื้ั ให้มารังแกข้าหนักข้อขึ้นทุกวัน”
ทุกครั้งที่เอ่ยออกมาหนึ่งประโยค สีหน้าของผู้าุโหลี่ก็จะดูแย่ลงหนึ่งส่วน
สายตาของเหล่าผู้ฝึกตนอิสระโดยรอบ ก็แปรเปลี่ยนจากความอิจฉาเป็ความดูแคลน
“อ้อ... ที่แท้เื้ัยังมีเื่โสมมเช่นนี้อยู่อีกหรือ!”
“ข้าก็ว่าแล้วเชียว จะมีเหตุผลที่ไล่ออกไปแล้วไปเชิญกลับมาได้อย่างไร สำนักชิงอวิ๋นก็หน้าหนาเกินไปแล้ว”
ในที่สุดรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้าุโหลี่ก็ทนปั้นหน้าต่อไปไม่ไหว เขาหน้าบูดบึ้งดั่งน้ำนิ่ง เอ่ยเสียงเ็าว่า “ฉินเฉิน ข้าผู้าุโให้โอกาสเ้า ก็เพราะเห็นคุณค่าเ้านะ! อย่าดีใจเกินไปเลย! เ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิชามารเพียงเท่านั้นของเ้า จะสร้างปัญหาอะไรต่อสำนักชิงอวิ๋นได้”